โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศึกเลือกตั้งฟื้นโรงพิมพ์ท้องถิ่น ‘ธุรกิจป้าย’ เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ม.ค. เวลา 10.39 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. เวลา 00.01 น.

เลือกตั้งใหญ่ช่วยหนุนธุรกิจป้ายหาเสียง นายกสมาคมการพิมพ์ไทยคาดเม็ดเงินสะพัด 20,000-40,000 ล้าน ช่วยฟื้นโรงพิมพ์ท้องถิ่นคึกคัก ชี้ป้ายหาเสียงเริ่มพัฒนา จากโครงไม้ธรรมดา สู่ Hybrid Media มี QR Code ที่เชื่อมโยงสู่คลิปวิดีโอนโยบายและโซเชียลมีเดีย แถมรักษ์โลกสามารถรีไซเคิลป้ายใช้ซ้ำได้

นายพงศ์ธีระ พัฒนพีระเดช นายกสมาคมการพิมพ์ไทย และกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่คาดการณ์ตัวเลขเม็ดเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้งครั้งนี้ไว้ที่ 40,000-60,000 ล้านบาท

ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการมองว่า เม็ดเงินมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 60-70% จะถูกนำมาใช้เป็น “เครื่องมือในการสื่อสารทางการเมือง” โดยตรง หรือเม็ดเงิน 20,000-40,000 ล้านบาทไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมการพิมพ์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.งานป้ายโฆษณาหาเสียง เป็นสัดส่วนมากสุด 2.สื่อประเภทใบปลิวและโบรชัวร์ เอกสารแนะนำผู้สมัคร 3.งานพิมพ์ระบบอิงก์เจ็ตขนาดใหญ่ เพื่อตกแต่งเวทีปราศรัยและอุปกรณ์รณรงค์เคลื่อนที่ต่าง ๆ ดังนั้น อุตสาหกรรมการพิมพ์จึงได้รับอานิสงส์จากการเลือกตั้งอย่างมาก

โรงพิมพ์ท้องถิ่นคึกคัก

นายพงศ์ธีระกล่าวว่า เม็ดเงินที่สะพัดยังกระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก พรรคการเมืองมีการกระจายงานไปยังโรงพิมพ์ในท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค เนื่องจากการติดตั้งป้ายนับล้านใบเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ เป็นการช่วยลดต้นทุนการขนส่งและสร้างงานให้กับรายย่อยในต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง ถือเป็นช่วงเวลา “โอกาสทอง” ของผู้ประกอบการท้องถิ่น

“นี่คือความพิเศษของการเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศ เนื่องจากตัวแปรสำคัญ คือ ‘ความเร็ว’ และ ‘ค่าขนส่ง’ ป้ายหาเสียงจำนวนล้าน ๆ ใบต้องถูกติดตั้งพร้อมกันทั่วประเทศในระยะเวลาที่จำกัด โรงพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่แห่งไม่สามารถบริหารจัดการโลจิสติกส์ได้ทันท่วงที โรงพิมพ์ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เงียบเหงาไปนานจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง” นายพงศ์ธีระกล่าว

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการสื่อสารในการเลือกตั้งยุคนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพนิ่งบนกระดาษหรือพลาสติก แต่เป็นการผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันผ่านนวัตกรรม Hybrid Media

“วันนี้ป้ายหาเสียงไม่ได้แค่บอกชื่อและหมายเลข และนโยบายพรรคแบบเดิม ซึ่งมีเนื้อที่บนป้ายจำกัด แต่มันคือประตูบานแรกที่พาประชาชนข้ามไปสู่โลกข้อมูลดิจิทัลผ่าน QR Code ที่เชื่อมโยงตรงสู่คลิปวิดีโอนโยบายและโซเชียลมีเดียของผู้สมัคร”

ป้ายรักษ์โลกรีไซเคิลได้

ขณะที่ในภาคการผลิต เทคโนโลยีการพิมพ์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสู่ยุค High-speed Inkjet ที่เป็นการพิมพ์ลงบนแผ่น PP Board (พลาสติกลูกฟูก) ได้โดยตรง ช่วยลดขั้นตอนการใช้สติ๊กเกอร์ประหยัดต้นทุนแรงงาน และสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากวัสดุเหล่านี้สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายกว่าวัสดุในอดีต

นอกจากนี้ ดีไซน์ป้ายหาเสียงยังคุมโทนตาม CI ของแต่ละพรรคเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยมีทรง “Slim” หรือแนวตั้งแบบผอมยาวที่เริ่มได้รับความนิยมจากช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมา ยังสะท้อนถึงการปรับตัวตามแนวคิด Circular Economy เนื่องจากเป็นการคำนวณขนาดที่ผ่าครึ่งจากวัสดุมาตรฐานได้พอดี ทำให้เกิดเศษเหลือน้อยที่สุด หรือ Zero Waste นอกจากจะลดต้นทุนวัสดุได้มหาศาลแล้ว ยังเป็นมิตรต่อทัศนียภาพและไม่กีดขวางทางเท้า ซึ่งเป็นกติกาใหม่ที่สังคมยุคปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก

บรรจุภัณฑ์คืออนาคตการพิมพ์

นายพงศ์ธีระกล่าวต่อว่า หากมองภาพกว้าง อุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 300,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1.8% ของ GDP ประเทศไทย ถูกแบ่งเป็น งานพิมพ์เชิงพาณิชย์ (Commercial Printing) 40% และงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ (Packaging) 60% โดยกลุ่มบรรจุภัณฑ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามการขยายตัวของ e-Commerce และพฤติกรรมการสั่งอาหารออนไลน์ (Food Delivery) ขณะที่ “หนังสือเล่ม” (Pocketbook) ยังคงรักษาสถานะความเป็นอมตะไว้ได้อย่างน่าสนใจ

แต่ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์ดั้งเดิมถูกดิสรัปต์ โดยสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียค่อนข้างมาก ส่งผลให้สิ่งพิมพ์บางประเภทลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น หนังสือพิมพ์ที่มียอดพิมพ์ลดลง เนื่องจากกระบวนการผลิตต้องใช้เวลา แต่สื่อออนไลน์สามารถนำเสนอข้อมูลได้ทันทีและมีต้นทุนที่ถูกกว่า หรือนิตยสารบางฉบับที่ต้องปิดตัวลงเมื่อลูกค้าแบ่งงบฯโฆษณาไปใช้ในช่องทางออนไลน์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในเซ็กเมนต์อื่น ๆ ยังคงมีการเติบโตอยู่ เช่น หนังสือประเภทพ็อกเกตบุ๊ก (Pocketbook) ซึ่งจะเห็นตัวเลขการเติบโตได้ชัดเจนจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ที่คนยังนิยมซื้อหนังสือเล่มไปอ่านมากขึ้น

โดยเฉพาะหลังช่วงโควิด-19 เนื่องจากคนรู้สึกว่าการอ่านหนังสือเล่มให้สมาธิที่ดีกว่าและสามารถจับต้องได้มากกว่าการอ่านผ่านหน้าจอมือถือหรือแท็บเลต หรือแม้แต่งานสิ่งพิมพ์ที่หลายคนอาจมองข้ามอย่างปฏิทินยังกลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมีข้อดี คือ สามารถสร้างการจดจำองค์กรได้มากกว่า เนื่องจากวางอยู่บนโต๊ะหรือแขวนบนผนังตลอดทั้งปี อีกทั้งหลาย ๆ คนยังนิยมจดโน้ตบนปฏิทินที่จับต้องได้มากกว่าปฏิทินดิจิทัล

สื่อนอกบ้านโต-LED ตอบโจทย์

นายพงศ์ธีระกล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน (Out of Home-OOH) กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี LED และจอ Digital Display เข้ามาแทนป้ายไวนิลแบบเดิมในทำเลสำคัญ ตั้งแต่แยกไฟแดงจนถึงห้างต่าง ๆ มีการจัดการคอนเทนต์แบบเรียลไทม์ มีโปรแกรมและเซ็นเซอร์มาช่วยเปลี่ยนภาพโฆษณาตามเวลา วัน หรือแม้แต่สภาพอากาศได้ ทำให้ป้ายดิจิทัลสามารถดึงดูดความสนใจคนได้มากขึ้นอย่างชัดเจน

ซึ่งป้ายดิจิทัลมีต้นทุนเริ่มต้นสูงพอสมควร อย่างจอ LED คุณภาพสูง จอหนึ่งอาจมีราคาหลายล้านบาท ทั้งยังมีต้นทุนในการติดตั้งและค่าไฟฟ้า แต่ข้อดี คือ มีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งสามารถดึงดูดสายตาได้มากกว่าป้ายธรรมดาหลายเท่า และธุรกิจที่ใช้ป้าย Digital ยังมี ROI สูงกว่าคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เพราะภายหลังการติดตั้งป้ายแล้ว เมื่อมีลูกค้ารายอื่นต้องการใช้บริการยังสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องยุ่งยากเหมือนในอดีต จึงทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้ แต่ละทำเลและขนาดจอจะมีอัตราค่าเช่าป้ายต่างกัน ผู้ประกอบการส่วนมากจะตั้งเป้าคืนทุนอยู่ที่ 2-5 ปี ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับโลเกชั่นและราคาโฆษณาต่อวัน

พลิกเกมด้วยเทคโนโลยี

นายพงศ์ธีระกล่าวต่อว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันจะอยู่ในระดับไหน สื่อสิ่งพิมพ์ก็ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ เพราะสินค้าผลิตภัณฑ์ยังต้องการสื่อสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ในการเป็นเครื่องมือสื่อสารคุณค่า กระตุ้นการขาย ซึ่งยังช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมการพิมพ์เติบโตอย่างต่อเนื่อง สินค้าไทยได้ส่งออกไปขายทั่วโลก เพราะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าหลากหลายอุตสาหกรรม

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Kitchen of the world เป็นฐานการผลิตอาหารและสินค้าจำนวนมาก ดังนั้น ในการส่งออกก็ต้องมีบรรจุภัณฑ์หรือฉลากสิ่งพิมพ์ ที่มีการผสานเทคโนโลยีการพิมพ์เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน

ดังนั้น สิ่งพิมพ์ในยุคใหม่จึงไม่ได้ให้เพียงแค่ข้อมูลมิติเดียวจากสิ่งพิมพ์ในบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นลักษณะของสิ่งพิมพ์ที่มีการเชื่อมโยง Hybrid เป็น 1.Smart Printing เน้นการพิมพ์ฉลาก/สติ๊กเกอร์ด้วยเทคโนโลยี 2.Smart Packaging การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น การติดตามสินค้าต้นกำเนิด, การป้องกันการปลอมแปลง และ 3.Smart Labels ฉลากที่มีเทคโนโลยี เช่น QR Code, RFID สามารถตรวจสอบสต๊อก ปัจจุบันตัวคิวอาร์โค้ดก็จะมีปรากฏอยู่บนโบรชัวร์ สามารถที่จะสแกนเห็นข้อมูลมากขึ้น

นายพงศ์ธีระอธิบายต่อว่า เทรนด์ Smart Labels สามารถที่จะ Trace and Track ฉลากบรรจุภัณฑ์ เป็นการติดตามและตรวจสอบสินค้า ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง วันหมดอายุของสินค้า รวมถึงข้อมูลเลข อย. และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เชื่อมโยงกับข้อมูลสินค้าฮาลาล และผู้ที่แพ้อาหาร

เพราะฉะนั้นสิ่งพิมพ์เหล่านี้จะเป็นตัวเชื่อมโลกจาก Analog ไปสู่โลก Digital เป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าจะวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ระบบจะช่วยในการเก็บข้อมูลสินค้าแต่ละที่ที่ขายออกไปได้เพื่อลดการค้างสต๊อก ก็จะสามารถใช้งานพิมพ์เชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง แต่ต้องสร้างมูลค่าเชื่อมโยงกับดิจิทัล เช่น หนังสือ AR ที่เทคโนโลยีเพื่อแสดงภาพ 3 มิติ แอนิเมชั่น เสียง หรือวิดีโอซ้อนทับบนหน้าหนังสือจริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศึกเลือกตั้งฟื้นโรงพิมพ์ท้องถิ่น ‘ธุรกิจป้าย’ เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...