กว่าจะเป็นสาธารณะ 100 ปีสวนลุมพินี ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ 'ความเป็นสวนสาธารณะ' (2)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
กว่าจะเป็นสาธารณะ
100 ปีสวนลุมพินี
ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ ‘ความเป็นสวนสาธารณะ’ (2)
เป็นที่ทราบดีว่า งานฉลองรัฐธรรมนูญยุคหลังรัฐประหาร 2490 ลดความสำคัญลงและแทบไม่มีความเชื่อมโยงในเชิงอุดมการณ์ใดๆ กับคณะราษฎรอีกต่อไป แม้ภายในงานจะยังคงปรากฏสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญอยู่ แต่ก็ดูจะเป็นสัญลักษณ์ที่ลดพลังทางความหมายลง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานฉลองรัฐธรรมนูญในช่วงต้นทศวรรษ 2480
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2495 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ตัดสินใจย้ายงานฉลองรัฐธรรมนูญมาจัดที่สวนลุมพินี ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สวนลุมพินีเริ่มกลายเป็นสวนสาธารณะอย่างแท้จริง
แม้จะจัดอย่างยิ่งใหญ่ แต่ก็มิได้ใหญ่โตในแบบที่ย้อนกลับไปเชื่อมโยงจิตวิญญาณของคณะราษฎรอย่างเต็มที่แต่อย่างใด โดยความพิเศษของงานฉลองรัฐธรรมนูญครั้งนั้นกลับกลายเป็นการออกร้านจัดแสดงสินค้านานาชาติควบคู่ไปกับร้านรวงจากหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งล้วนแล้วแต่มีขนาดใหญ่โต เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด
สำคัญที่สุดคือ มีการจัดงานลีลาศแบบตะวันตกขึ้นภายในงาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว ณ ขณะนั้น
โดยมีการสร้างอาคาร “ลุมพินีสถาน” ขึ้นเพื่อใช้เป็นเวทีลีลาศ ซึ่งในปีดังกล่าวตัวอาคารน่าจะยังเป็นเพียงอาคารโถงขนาดใหญ่เท่านั้น โดยตัวอาคารน่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในราวปี พ.ศ.2496
ในปีต่อๆ มา งานฉลองรัฐธรรมนูญก็ยังถูกจัด ณ สวนลุมพินี และมีขนาดใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองและวัฒนธรรมมากขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ภายใต้บริบทยุคสงครามเย็น
ซึ่งได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในเชิงความหมายของสวนลุมพินี
ความกังวลต่อภัยคุกคามคอมมิวนิสต์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญภายหลังการแบ่งแยกเวียดนามออกเป็นเหนือและใต้สำเร็จในกลางปี พ.ศ.2497 ซึ่งตามมาด้วยการกำหนดนโยบายเชิงรุกของสหรัฐในภูมิภาคหลายอย่าง ทั้งการจัดตั้ง “องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (SEATO) ในปีเดียวกัน การแทรกแซงทางการเมืองในภูมิภาค การตั้งฐานทัพ ตลอดจนการให้เงินทุนแก่รัฐบาลไทยในการดำเนินงานทั้งทางการเมือง ทางทหาร และไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ทางวัฒนธรรม เพื่อสกัดกั้นภัยคอมมิวนิสต์
ภายใต้บรรยากาศนี้ น่าสังเกตว่า งานฉลองรัฐธรรมนูญ ณ สวนลุมพินี ในปี พ.ศ.2497 สหรัฐได้ตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมในงานนี้อย่างจริงจัง
เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชื่องาน ที่สะท้อนการให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ อันแสดงถึงเสรีภาพและประชาธิปไตย (แม้ว่าบรรยากาศแท้จริงจะเป็นรัฐบาลหลังการรัฐประหารตนเองของ จอมพล ป. ในปี พ.ศ.2494 ซึ่งเป็นการปกครองแบบอำนาจนิยมมากกว่าประชาธิปไตยก็ตาม)
และอีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะงานนี้เป็นงานทางวัฒนธรรมที่สำคัญและมีคนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสดีในการปลูกฝังแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้คนไทยได้รับรู้
ปรีดี หงษ์สต้น ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ภายในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2497 มีการตั้งเต็นท์ขึ้นและติดป้ายชื่อว่า “ผลไม้แห่งเสรีภาพ” (Fruit of Freedom) โดยภายในยังได้จัดแสดงรถรุ่นใหม่ เครื่องจักรกลทางการเกษตร และมีการแจกไอศกรีมฟรีจากกองทัพสหรัฐ
นอกจากนี้ ในร้านของหน่วยงานรัฐหลายแห่งก็ยังมีการนำเสนอเรื่องราวภัยคอมมิวนิสต์ให้แก่ผู้มาชมงาน เช่น ในร้านของกรมตำรวจ มีการจัดแสดงภาพภัยร้ายของคอมมิวนิสต์ โดยเปรียบเทียบด้วยรูปแมงมุมขนาดใหญ่บนฉากหลังที่เป็นแผนที่โลกซึ่งดูเสมือนว่ากำลังคืบคลานเข้ามาสู่ประเทศไทย
งานฉลองรัฐธรรมนูญและงานแสดงสินค้านานาชาติ พ.ศ.2499 ยิ่งตอกย้ำถึงนัยยะนี้ มีการออกร้านแสดงสินค้ามากขึ้น ขนาดใหญ่โตขึ้น และเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็นผ่านพื้นที่ทางวัฒนธรรม (Cultural Cold War) มากขึ้น ภาพถ่ายทางอากาศของงานทำให้เราเห็นถึงบรรยากาศที่ขยายจนเสมือนงาน Expo ย่อมๆ
ร้านสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบอย่างใหญ่โตและดูล้ำสมัย ตั้งอยู่บริเวณปากทางเข้าหลักของงานทางฝั่งทิศใต้ติดถนนพระราม 4 และไม่ไกลนักจากอาคาร “ลุมพินีสถาน” โรงลีลาศแบบทันสมัยตามแบบโลกเสรี ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของสวนลุมพินีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านจากประเทศพันธมิตรโลกเสรีที่สำคัญ อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และเวียดนามใต้ ซึ่งการจัดแสดงต่างๆ ที่ประกอบอยู่ภายในร้านรวงเหล่านี้ล้วนแล้วแต่แทรกแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยเสมอ
คํากล่าวเปิดงานของตัวแทนแต่ละประเทศก็พูดเน้นย้ำถึงประเด็นนี้ เช่น คำกล่าวเปิดของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ความตอนหนึ่งว่า
“…ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะขอแสดงความปรารถนาดี ในนามของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ต่อรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ในโอกาสการจัดงานรัฐธรรมนูญกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 24 ปีแห่งการรับเอาระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาใช้ในประเทศไทย
“ปีนี้ยังเป็นปีที่ครบรอบหนึ่งร้อยปีของการทำสนธิสัญญาไมตรีระหว่างประเทศของเราทั้งสองด้วย หนึ่งร้อยปีนับตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ได้เป็นพยานแห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศสามารถภาคภูมิใจได้ ความสัมพันธ์นี้ยิ่งแนบแน่นมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาได้เข้าร่วมกับประเทศอื่นๆ ในองค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมมือกันในการธำรงรักษาสันติภาพ และหากจำเป็น ก็เพื่อต่อต้านการรุกรานทั้งโดยเปิดเผยและโดยลับ ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอก…”
(อ้างถึงใน ข่าวเศรษฐกิจ ฉะบับพิเศษ งานแสดงสินค้านานาชาติ พ.ศ.2499)
นอกจากนี้ ในงานยังได้ Benny Goodman นักดนตรีแจ๊ซชาวอเมริกัน เจ้าของฉายา “ราชาเพลงสวิง” มาเป็นแขกรับเชิญแสดงดนตรีสด ณ อาคารลุมพินีสถานอีกด้วย
บุญพิทักษ์ เสนีบุรพทิศ เขียนไว้ในงานศึกษาเรื่อง “สุนทราภรณ์ใต้ปีกพญาอินทรี : อัสดงคตอเมริกานุวัตรกับวงดนตรีสุนทราภรณ์ในยุคสงครามเย็น” ความว่า การเดินทางมาไทยของกู๊ดแมนครั้งนั้น เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายโฆษณาจิตวิญญาณความเป็นอเมริกันและอุดมการณ์เสรีนิยมในยุคสงครามเย็น
ดนตรีแจ๊ซถูกสร้างความหมายเป็นดั่งสัญลักษณ์ของศิลปะที่สะท้อนเสรีภาพ และนักดนตรีแจ๊ซชาวอเมริกันนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกันให้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อนำสัญญะของเสรีภาพนี้ไปเผยแพร่
ไม่ต่างจากงานศิลปะตามแนวทาง Abstract Expressionism ที่ได้รับการสนับสนุนจาก CIA ในการโปรโมตให้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของเสรีภาพเช่นกัน และถูกส่งออกไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกในฐานะเครื่องมือทางวัฒนธรรมในการต่อสู้กับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์
(ดูเพิ่มในบทความ Was modern art a weapon of the CIA? โดย Alastair Sooke)
อาจกล่าวได้ว่า งานฉลองรัฐธรรมนูญได้ถูกเปลี่ยนความหมาย จากงานที่สะท้อนอุดมการณ์ของการปฏิวัติ 2475 ของคณะราษฎร มาสู่งานที่สะท้อนอุดมการณ์โลกเสรี ต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยมีพื้นที่สวนลุมพินีเป็นฉากของการรณรงค์แนวคิดดังกล่าว
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางความหมายของการจัดงาน ยังได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการใช้งานพื้นที่สวนลุมพินีด้วย
คลิปวิดีโอบรรยากาศภายในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2497 และการแสดงดนตรีของ Benny Goodman พ.ศ.2499 ที่เก็บรักษาไว้โดยหอภาพยนตร์แห่งชาติ แสดงให้เห็นผู้คนหลั่งไหลเข้าร่วมงาน เดินชมสินค้า ชมนิทรรศการ ชมการแสดงสดของ Goodman ตลอดจนดูการละเล่นมากมาย ทั้งกายกรรม สกีน้ำ และอื่นๆ ผู้คนต่างนั่งและยืนรอบสระน้ำดูการแสดง นั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ และกินอาหาร (ดูเพิ่มใน https://youtube.com/watch?v=ZYOSNIL96ds และ https://youtube.com/watch?v=OosthQ7_K68)
ทั้งหมดทำให้สวนลุมพินีปลายทศวรรษ 2490 ถูกใช้ในฐานะพื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะที่เข้าใกล้นิยามแบบสากลเป็นครั้งแรกๆ
แม้ในปีต่อมา การจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญและงานแสดงสินค้านานาชาติ พ.ศ.2500 ต้องถูกยกเลิกไปอันเนื่องมาจากการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ก่อนการจัดงานเพียงแค่ราว 3 เดือน
และส่งผลทำให้ไม่มีการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา
แต่สวนลุมพินีก็ได้เกิดใหม่อย่างสมบูรณ์ในฐานะสวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แม้ว่าทุกส่วนของสวนลุมพินีจะยังมิได้กลายเป็นสวนสาธารณะก็ตาม แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสวนสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ เดินเล่น วิ่งออกกำลังกาย ปิกนิก ฯลฯ
เป็นพื้นที่เปิดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน
หากนับการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญครั้งแรก ณ สวนลุมพินี ในปี พ.ศ.2495 เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการดังกล่าว สวนลุมพินีก็เพิ่งก่อรูปความเป็นสวนสาธารณะขึ้นในช่วงเวลาราว 73 ปีที่ผ่านมา
มิใช่ตลอดระยะเวลา 100 ปีตามที่มักเข้าใจกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กว่าจะเป็นสาธารณะ 100 ปีสวนลุมพินี ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ ‘ความเป็นสวนสาธารณะ’ (2)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly