โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

11 จังหวัดจมฝุ่นพิษ ‘กทม.-ปริมณฑล’ อากาศอยู่ในเกณฑ์ดี คาดอีก 7 วันภาคเหนือฝุ่นเพิ่ม

เดลินิวส์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
11 จังหวัดอ่วมฝุ่นพิษ ‘กทม.-ปริมณฑล’ ภาพรวมอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี คาดอีก 7 วัน ภาคเหนือแนวโน้มฝุ่นเพิ่ม ด้าน คพ. เผยปฏิบัติการ ‘90 วันอันตราย’ ตรวจจับ-ปรับ-คุมเข้มรถควันดำ เจ้าของรถปฏิบัติตามกฎหมายเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ เวลา 07.00 น. ภาพรวมปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐานใน จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.พะเยา จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.ตาก จ.นครสวรรค์ จ.สระบุรี และ จ.ราชบุรี

ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 15.7-63.9 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 5.8-23.6 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐาน 2 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 16.0-38.1 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 13.1-25.9 มคก./ลบ.ม. ภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 10.9-26.9 มคก./ลบ.ม. กทม.และปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับ กทม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 17.6-34.2 มคก./ลบ.ม.

คำแนะนำทางสุขภาพประชาชนทั่วไป ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ถ้ามีอาการทางสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ โดยสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ airbkk.com แอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK

ผลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 8-14 มี.ค. กรุงเทพฯและปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงวันที่ 10-14 มี.ค. และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ พื้นที่ภาคกลางและตะวันตก มีแนวโน้มลดลงวันที่ 10-14 มี.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 8-10 มี.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มลดลงวันที่ 8-14 มี.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคตะวันออก มีแนวโน้มลดลงวันที่ 10-14 มี.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคใต้ ดีอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2568-2570) โดยการตรวจสอบรถควันดำที่ต้นทางและริมเส้นทางจราจร เป็นมาตรการหนึ่งตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งพื้นที่ กทม. ได้ถูกประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษในช่วงเดือน พ.ย.-มี.ค. ของทุกปี กรมควบคุมมลพิษ ได้เพิ่มความเข้มงวดกับรถที่ปล่อยควันดำ เนื่องจากรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 ในเขต กทม. ร้อยละ 57 และได้ปรับลดค่ามาตรฐานควันดำจากร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 พร้อมบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดในช่วง "90 วันอันตราย" ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2568-28 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ฝุ่น PM2.5 สูงในพื้นที่ กทม. หากตรวจพบรถที่มีค่าควันดำเกินเกณฑ์มาตรฐานจะถูกปรับสูงสุด 5,000 บาท และถูกสั่งระงับใช้รถชั่วคราวโดยการพ่นข้อความ "ห้ามใช้" จนกว่าจะดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง

นายสุรินทร์ กล่าวว่า ผลปฏิบัติการในช่วง 90 วันอันตรายที่ผ่านมา ในพื้นที่ กทม. ตรวจสอบรถยนต์ควันดำ 53,848 คัน พบรถยนต์ควันดำเกินค่ามาตรฐานและได้ออกคำสั่งปรับปรุงแก้ไขจำนวน 1,004 คัน คิดเป็นร้อยละ 1.9 และภาพรวมทั่วประเทศได้มีการตรวจสอบรถยนต์ควันดำ รวม 128,338 คัน มีรถยนต์ที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐานและได้ออกคำสั่งปรับปรุงแก้ไข 2,044 คัน ของรถที่ถูกตรวจสอบทั้งหมด ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 0.6 ซึ่งมีจำนวนรถยนต์ที่ปรับปรุงแก้ไขและตรวจสอบผ่านแล้วจำนวน 1,201 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6

นายสุรินทร์ กล่าวว่า การตรวจจับและบังคับใช้กฎหมายในปีนี้ ได้ปรับค่ามาตรฐานควันดำที่เข้มขึ้น แต่พบรถยนต์ที่ควันดำเกินมาตรฐานลดลง สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างเคร่งครัด และมีความตระหนักในการร่วมกันลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ ตรวจสอบหัวฉีดน้ำมัน ระบบปั๊มเครื่องยนต์รถให้ใช้งานตามปกติ เพื่อช่วยลดฝุ่น PM2.5 เพื่ออากาศสะอาดของคนไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...