ดาวโจนส์ปิดดิ่ง 784 จุด หวั่นสู้รบตะวันออกกลาง-ดันราคาน้ำมัน เสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว
ดาวโจนส์ปิดดิ่ง 784 จุด หวั่นสู้รบตะวันออกกลาง-ดันราคาน้ำมัน เสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 มี.ค. 69 7:06: น.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 6 และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องแนวโน้มเงินเฟ้อ รวมถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,954.74 จุด ร่วงลง 784.67 จุด (-1.61%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,830.71 จุด ลดลง 38.79 จุด (-0.56%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,748.99 จุด ลดลง 58.50 จุด (-0.26%)
ความขัดแย้งในตะวันออกที่ขยายวงไปยังหลายประเทศ สร้างความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก โดยภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนทำให้ปริมาณการเดินเรือบรรทุกน้ำมันลดลงไปมาก
สถานการณ์ดังกล่าวยังกดดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 8.5% แตะระดับ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2024 ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นมาตรฐานโลกเพิ่มขึ้น 4.9% สู่ระดับ 85.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยนักลงทุนกังวลว่าหากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานยืดเยื้อ อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว
ไมเคิล แอนโทเนลลี นักกลยุทธ์ตลาดจาก Baird Private Wealth Management กล่าวว่า หากดูจากราคาน้ำมันวันนี้ ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมตลาดหุ้นถึงปรับตัวลง ตลาดกำลังพยายามประเมินว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะยืดเยื้อนานเท่าใด
แม้สงครามทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังคงดำเนินอยู่ แต่ตลาดวอลล์สตรีทกลับทำผลงานดีกว่าตลาดยุโรปและเอเชียในสัปดาห์นี้ โดยมีแรงหนุนหลักจากหุ้นเทคโนโลยีที่ร่วงหนักในเดือนก.พ. ทั้งนี้ ดัชนีแนสแดคยังเพิ่มขึ้น 0.36% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น
นักลงทุนยังจับตาความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดอย่างมาก ขณะเดียวกันยังเฝ้ารอดูสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจใกล้ยุติลง
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดระบุว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสหรัฐฯ อยู่ที่ 213,000 รายในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.พ. ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 215,000 ราย
สตีฟ ริคคิอูโต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Mizuho Securities กล่าวว่า ตัวเลขดัชนีภาคการผลิตและภาคบริการของสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร โดยสัญญาณเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอาจลดโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ข้อมูลจาก London Stock Exchange Group ระบุว่า ตลาดขณะนี้คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมราว 0.40% ในปีนี้ ลดลงจาก 0.50% ซึ่งเคยคาดการณ์เมื่อช่วงก่อนเกิดสงคราม
ภาพรวมหุ้นรายตัว
-ดัชนีหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม วัสดุ และเฮลท์แคร์ของ S&P 500 ต่างลดลงกว่า 2% โดยหุ้นกลุ่มสายการบินร่วงลงถึง 5.4% ขณะที่หุ้น Southwest Airlines ดิ่งลง 6.9%
-หุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.6% จากแนวโน้มรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน หุ้นของ Chevron พุ่งขึ้น 3.9%
-หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% นำโดยหุ้น Broadcom บริษัทออกแบบชิป พุ่งขึ้น 4.8% หลังบริษัทคาดการณ์ว่ารายได้จากชิปปัญญาประดิษฐ์จะทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์ในปีหน้า การเพิ่มขึ้นของหุ้นในกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีช่วยจำกัดการปรับตัวลงของตลาด
-หุ้นกลุ่มการเงินร่วงแรง นำโดย JPMorgan Chase ปิดลบ 1.95% และหุ้น Goldman Sachs ร่วงลง 3.67% เป็นอีกปัจจัยที่กดดันดัชนีดาวโจนส์
ภาพรวมการซื้อขาย
ปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 22,320 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 17,820 ล้านหุ้น
ที่มา Reuters
รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ