โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ส่งออกไทยฝ่าไฟสงคราม สินค้าตกค้าง 3.2 หมื่นล้าน ค่าระวาง–ประกันความเสี่ยงพุ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เริ่มกระทบการส่งออกไทยโดยตรง หลังเส้นทางเดินเรือตะวันออกกลางเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น สายเดินเรือบางรายหยุดรับสินค้า ค่าประกันภัยสงครามพุ่งแรง ทำให้สินค้าส่งออกไทยบางส่วนดีเลย์และติดค้างระหว่างขนส่งจำนวนมาก ขณะที่ผู้ส่งออกต้องเลือกระหว่างนำสินค้ากลับประเทศ หรือพักสินค้าไว้ที่ท่าเรือศูนย์กลาง เช่น สิงคโปร์ เพื่อรอประเมินสถานการณ์

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเริ่มสะท้อนต่อภาคการส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติของต้นทุนขนส่งและความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ หลังจากสายเดินเรือบางรายเริ่มหยุดรับสินค้าที่มีปลายทางตะวันออกกลางในช่วงนี้

“ตอนนี้ผลกระทบหลักอยู่ที่เส้นทางตะวันออกกลางก่อน เพราะสายเรือบางรายยังไม่รับสินค้าที่จะส่งไปในช่วงนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งของออกไปแล้วจึงมีทางเลือกคือเอาของกลับมาก่อน หรือไม่ก็นำไปพักไว้ที่ท่าเรือหลัก เช่น สิงคโปร์ เพื่อรอส่งต่อไปปลายทาง”

อย่างไรก็ตาม การพักสินค้าไว้ที่ท่าเรือศูนย์กลางยังมีความเสี่ยง เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อเพียงใด ทำให้ผู้ส่งออกจำนวนหนึ่งเลือกนำสินค้ากลับประเทศเพื่อรอจังหวะการส่งออกใหม่ ปัจจัยที่กดดันต้นทุนมากที่สุดในขณะนี้คือ ค่าประกันความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Premium) ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยปัจจุบันตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต มีอัตราค่าประกันความเสี่ยงประมาณ 2,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ตู้คอนเทนเนอร์ 40 ฟุต ประมาณ 3,000 ดอลลาร์ต่อตู้ และตู้สินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (Reefer) ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ระดับราคาดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงปกติที่อยู่เพียงหลักร้อยดอลลาร์ หรือประมาณ 300-1,000 ดอลลาร์ต่อตู้

นอกจากนี้ ค่าประกันดังกล่าวยังเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแยกต่างหากจากค่าระวางเรือ ซึ่งเริ่มมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามความเสี่ยงของเส้นทางเดินเรือ โดยบางเส้นทางมีการปรับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงก่อนเกิดความตึงเครียด ทั้งนี้จากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะบริเวณทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าสำคัญของโลก ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งและบริษัทประกันภัยเพิ่มมาตรการประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด

“แม้เส้นทางส่งออกไปยุโรปและสหรัฐฯ ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ แต่ผู้ประกอบการยังต้องติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากความตึงเครียดขยายวงกว้าง อาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบขนส่งทางทะเลโลกและต้นทุนการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป”

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานและกลไกการค้าโลก ซึ่งวิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบฉับพลันต่อการจราจรทางน้ำในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้สายการเดินเรือจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกาผ่านแหลมกู๊ดโฮป

ส่งผลกระทบให้ต้นทุนค่าระวางเรือสูงขึ้นเท่าตัว โดยมีการประเมินว่าค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต จากปกติที่ 3,500 ดอลลาร์ต่อตู้ เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ โดยผู้ส่งออกต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงคราม และค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามระยะทางการเดินเรือที่ยาวนานขึ้น

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของยอดการส่งออกรวมทั่วโลก หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจากการประเมินคาดว่ามีมูลค่าความเสียหายประมาณ 33,300 ล้านบาทต่อเดือน เฉลี่ยประมาณ 8,300 ล้านบาทต่อสัปดาห์ จากการหยุดชะงักของการเดินทาง ผลกระทบล่าสุดคาดการณ์ ณ เวลานี้มีสินค้าไทยมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการเดินทางและติดค้างอยู่ในระบบขนส่ง ซึ่งไม่สามารถเข้าสู่ท่าเรือปลายทางได้ตามกำหนด

ด้านตู้คอนเทนเนอร์ สินค้าที่ส่งออกไปแล้วไม่สามารถหมุนเวียนกลับมายังไทยได้ตามกำหนด การหยุดนิ่งทั้งฝั่งนำเข้าและส่งออกทำให้ระบบการจัดสรรตู้สินค้าที่ท่าเรือหลักเกิดสภาวะคอขวด ผู้ส่งออกรายย่อยอาจไม่สามารถจองระวางเรือได้ เนื่องจากสายการเดินเรือให้ความสำคัญกับคู่ค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพในการจ่ายค่าระวางที่สูงขึ้น

นายองอาจ วีรชาติยานุกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัทโคปแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์ และให้บริการโซลูชันระบบปรับอากาศและทำความเย็น เผยว่า บริษัทฯ มีฐานผลิตที่จังหวัดระยอง ส่งออก 80% ของกำลังการผลิต มีตลาดหลักที่ตะวันออกกลาง รองลงมาคืออาเซียน รวมถึงส่งออกไปบราซิล อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย จีน และอินเดีย โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ

ขณะนี้พบว่ามีการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคจนเกลี้ยงชั้นวางในดูไบ เนื่องจากความกังวลเรื่องการปิดท่าเรือขนส่ง ปัจจุบันสถานการณ์แม้ส่งผลทำให้ลูกค้าอยู่ในภาวะ “Wait and See” แต่เชื่อมั่นว่าหลังสงครามสิ้นสุดลง ตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว (Recover) เนื่องจากการสร้างเมืองและอาคารใหม่ ๆ ในพื้นที่อากาศร้อนจัดมีความจำเป็นต้องใช้ระบบปรับอากาศและคอมเพรสเซอร์เป็นพื้นฐานสำคัญ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ในด้านการส่งออก ไทยส่งสินค้าไปตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาทต่อปี (ประมาณ 4% ของการส่งออกทั้งหมด) โดย 70% เป็นการส่งไปยังกลุ่มประเทศรัฐอ่าวอาหรับ(GCC) 6 ชาติ คือ UAE, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, บาห์เรน, คูเวต และโอมาน การส่งออกในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าหากสถานการณ์ยังไม่ยุติมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเส้นทางเดินเรือและการบินต้องหยุดชะงัก หากประเมินไทยส่งออกไปตะวันออกกลางเดือนละประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท ถ้าหยุดชะงัก 2 เดือน มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางมีนัยต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการค้าโลก แม้ไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 3.67% ของมูลค่าการส่งออกรวม แต่ผลกระทบสำคัญจะเกิดผ่านระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจโลกมากกว่า

สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือหลักของภูมิภาคทำให้สายเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางและเพิ่มระยะเวลาเดินทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทาง ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทยโดยตรง

นอกจากนี้ ราคาพลังงานในตลาดโลกยังมีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระยะต่อไป ทำให้แม้ผลกระทบทางตรงต่อการค้าของไทยจะยังจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือสถานการณ์ 6 แนวทาง ได้แก่ 1.การกำกับดูแลราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาสปรับราคา 2.การจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองและกระจายความเสี่ยงแหล่งนำเข้า 3.การช่วยผู้ส่งออกบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น 4.การประสานงานใกล้ชิดกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อติดตามสถานการณ์ขนส่ง 5.ให้ทูตพาณิชย์รายงานสถานการณ์การค้าและให้คำแนะนำผู้ประกอบการ และ 6.การประเมินผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา เพื่อจัดทำนโยบายรองรับได้อย่างทันท่วงที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...