โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศึกอิหร่านทุบการค้าไทย-ยุโรป ค่าระวางเรือจ่อพุ่ง 2-3 เท่า ระยะทางเพิ่ม

Amarin TV

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ศึกอิหร่านทุบการค้าไทย-ยุโรป ค่าระวางเรืออาจพุ่งถึง 2-3 เท่า ส่งของต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล กระทบเส้นทางการค้าโลก โดยเฉพาะการเดินเรือที่เชื่อมเอเชียกับยุโรปผ่านภูมิภาคดังกล่าว ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงพลังงานและสินค้าสำคัญของโลก ทำให้ภาคโลจิสติกส์เริ่มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น

ข้อมูลจาก KResearch ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยกระดับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนผ่านตลาดค่าระวางเรือ โดยดัชนี Shanghai Containerized Freight Index (SCFI) ปรับเพิ่มขึ้นราว 12% จากสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,489 จุด ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569 และหากความตึงเครียดยืดเยื้อ ดัชนีมีโอกาสขยับขึ้นสู่ช่วง 1,600-1,900 จุด

หากสายการเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านคลองสุเอซ การขนส่งระหว่างเอเชียกับยุโรปอาจต้องเปลี่ยนไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะทางเพิ่มขึ้นราว 7,500 กิโลเมตร และระยะเวลาเดินทางจากเดิม 20-30 วันยาวนานเป็น 35-45 วัน ส่งผลให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้มพุ่งขึ้นถึง 2-3 เท่า และกระทบการค้าไทยกับยุโรปและตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็นราว 14% ของมูลค่าการค้าทางเรือของไทย

ดัชนีค่าระวางเรือสะท้อนแรงกระแทกของวิกฤติการเดินเรือ

ดัชนี SCFI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของตลาดโลจิสติกส์โลก เนื่องจากใช้สะท้อนราคาตลาดปัจจุบันของค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าหลักระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียกับภูมิภาคอื่นของโลก ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าดัชนีนี้มีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ที่กระทบโครงสร้างซัพพลายเชนโลกอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น ในปี 2564 ดัชนีปรับตัวผันผวนหลังเกิดเหตุเรือ Ever Given ขวางคลองสุเอซเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 ทำให้เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกหยุดชะงัก ขณะที่ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การฟื้นตัวของการค้าโลกได้ผลักดันให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงอย่างรวดเร็วเนื่องจากความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังการขนส่ง

สถานการณ์ปัจจุบันกำลังสร้างแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน โดยความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในตะวันออกกลางทำให้ค่าประกันภัยการเดินเรือเพิ่มขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่สายการเดินเรือจะต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง

เส้นทางเดินเรือยาวขึ้น เพิ่มต้นทุนและเวลาในการขนส่ง

ภายใต้สถานการณ์ปกติ การขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียกับยุโรปจะใช้เส้นทางผ่านคลองสุเอซ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 12,000 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางเฉลี่ยราว 20-30 วัน โดยค่าระวางเรืออยู่ในช่วงประมาณ 1,500-2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบราว 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และระบบหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์ยังทำงานได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น จนสายการเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านคลองสุเอซ เรือสินค้าอาจต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา เส้นทางดังกล่าวจะเพิ่มระยะทางการเดินเรือประมาณ 7,500 กิโลเมตร และทำให้ระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 35-45 วัน

การเปลี่ยนเส้นทางนี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนเชื้อเพลิง แต่ยังทำให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าจากระดับปกติ เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของ War Risk Premium ในการประกันภัยการเดินเรือ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 80-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าขนส่งทางทะเล

อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญคือความเสี่ยงต่อการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ชั่วคราว เนื่องจากระยะเวลาการเดินเรือที่ยาวนานขึ้นทำให้การหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์ในระบบโลจิสติกส์โลกช้าลง

การค้าไทยเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนโลจิสติกส์

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงจากวิกฤติการเดินเรือดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อภาคการค้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการค้าระหว่างไทยกับตะวันออกกลางและยุโรปมีสัดส่วนรวมกันราว 14% ของมูลค่าการค้าทางเรือทั้งหมดของประเทศ หากเส้นทางขนส่งเกิดความล่าช้าหรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย

ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอาจลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าที่มีอัตรากำไรไม่สูง เช่น สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท นอกจากนี้ การขนส่งที่ใช้เวลานานขึ้นยังอาจกระทบต่อการบริหารสินค้าคงคลังและการวางแผนซัพพลายเชนของภาคธุรกิจ

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งยกระดับและยืดเยื้อ อาจนำไปสู่วิกฤติด้านโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก ซึ่งจะทำให้เรือสินค้าล่าช้า ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน และมูลค่าการค้าทางทะเลอาจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนรับมือกับความผันผวนของต้นทุนขนส่งและความไม่แน่นอนของเส้นทางการค้าโลกในระยะข้างหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...