โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Aromatic Farm’ โมเดลฟาร์มยั่งยืน ‘มะพร้าวคาร์บอนต่ำ’

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

……..

ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว และการแข่งขันที่สูง แต่ละแบรนด์ต่างหาจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อแยกตัวเองให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง และสร้างแต้มต่อในเชิงธุรกิจ ซีรีส์ “Carbon Capital” โดย Thaipublica X pi carbon เป็นการเล่าเรื่องราวที่โดดเด่นของแบรนด์ ต่าง ๆ ที่สร้างแบรนด์โดยการใช้เรื่อง ‘ความยั่งยืน’ เป็นศูนย์กลางในการสร้างแบรนด์ และการดำเนินธุรกิจ แบรนด์เหล่านี้เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย แต่จับต้องได้ผ่านมิติต่าง ๆ และส่งผลในเชิงบวกกับธุรกิจนั้น ๆเมื่อแบรนด์คิดถึงความยั่งยืน ธุรกิจถึงจะเกิดความยั่งยืน

……..

นางสาวนวลลออ เทอดเกียรติกุล ผู้ก่อตั้ง Aromatic Farm

“Aromatic Farm” เป็นชื่อสวนมะพร้าวน้ำหอมเกษตรอินทรีย์ของนางสาว “ออน-นวลลออ เทอดเกียรติกุล” ผู้ประกอบการที่มีความหลงใหลในมะพร้าวน้ำหอม ฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ และเชื่อว่าคนไทยทุกคนสามารถทำการเกษตรแบบยั่งยืนได้

ที่สวนแห่งนี้ ทำการเกษตรแบบ “Regenerative Farming” หรือการฟื้นฟูด้วยเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนแบบอินทรีย์ ปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชแซม ทำปุ๋ยหมักเอง รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ด ห่าน หรือผึ้งชันโรง ช่วยให้ระบบนิเวศมีความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้

ที่สำคัญ Aromatic Farm ได้เก็บข้อมูลคาร์บอนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ของสวนตั้งแต่ก่อนการปลูก เช่น ได้วัตถุดิบมาจากไหน ปลูกยังไง ปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ ส่งผลกระทบกับทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทั้ง ดิน น้ำ อากาศ อย่างไรบ้าง แล้วสื่อสารไปให้ผู้บริโภคและลูกค้าที่ concern เรื่องความยั่งยืนได้เข้าใจว่าการทำเกษตรในแบบ Aromatic Farm คืออะไร เพื่อให้ทั้งชีวิต ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปด้วยกัน

Ecosystem วิน-วิน ทั้ง Profit People และ Planet

Aromatic Farm มี 3 ธุรกิจคือ

  • Aromatic Farm Academy (AFA) งานบริการวิชาการ การเทรนนิ่ง การฝึกอบรมต่างๆ ให้กับเกษตรกรหรือองค์กรที่ต้องการเรียนรู้การทำธุรกิจที่ดีอย่างยั่งยืน ผ่านศูนย์การเรียนรู้
  • Aromatic Farm BCG (AFB) เป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งจากสวนมะพร้าว ทั้งเปลือก ต้น ใบ หรือลูกมะพร้าวที่เสียแล้ว มาผลิตเป็นถ่านชีวภาพ หรือ ไบโอชาร์ (Biochar) ขายให้กับคนที่ต้องการนำไปปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
  • Aromatic FarmCoconut (AFC) ผลิตภัณฑ์มะพร้าว ไม่ว่าจะเป็น ปลูก แปรรูป และจัดจำหน่าย

วิธีคิดของ ‘นวลลออ’ เริ่มที่ ‘มะพร้าว 1 ลูก’ จะสามารถนำไปต่อยอดอะไรได้บ้าง และมี know-how อะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง เพราะนอกจากมะพร้าวที่พร้อมจำหน่ายแล้ว ยังมีมะพร้าวที่เสีย รูปร่างไม่สวย หรือผลผลิตอื่นๆ ระหว่างทาง ซึ่งจุดนี้เองจะนำมาประยุกต์กับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy โดยนำทรัพยากรมาหมุนเวียนหมุนใช้อย่างเกิดประโยชน์ เช่น เอาวัสดุส่วนเกินของมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็นเปลือก ต้น ใบ หรือลูกมะพร้าวที่เสีย มาทำเป็นไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวภาพ

ทุกอย่างจะไม่มี waste ไม่ว่าจะเป็นเปลือกมะพร้าว ทางมะพร้าว กิ่งไม้ หรือของเสียจากสวน เราก็เอามาทำเป็นไบโอชาร์ทั้งหมด ไม่ได้พูดคำว่า Zero Waste แต่เราจะพูดว่า ‘Value Waste’ คือการเอา waste มาทำเป็น value

ส่วน Aromatic Farm Academy หรือการอบรมเทรนนิ่ง ได้โฟกัสไปที่กลุ่ม “เกษตรกรรายย่อย” ผ่านหลักสูตร “Farm Management” หรือการบริหารจัดการฟาร์ม โดยเฉพาะการดูแลฟาร์มอย่างไรให้ปลอดเคมีมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องกระบวนการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อพัฒนาชุมชนอีกด้วย

“การที่ Aromatic Farm ขายมะพร้าวให้กับโรงแรม 6 ดาว ลูกค้ามาที่เทรนนิ่งเพื่อดูเรื่องราวก่อนจะมาเป็นมะพร้าว 1 ลูกต้องผ่านกระบวนการความยั่งยืนอย่างไร นี่คือธุรกิจ AFA”

‘นวลลออ’ บอกว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงจะเกิดความยั่งยืนในแง่ธุรกิจ (profit) นอกจากนั้นต้องเชื่อมโยงกับ People และ Planet ไปพร้อมกันด้วย

‘Regenerative Farming’ ในน้ำมีปลา ในฟาร์มมีสัตว์ รอบสวนมีไผ่

ความยั่งยืนของ Aromatic Farm “ฟาร์ม” เหมือนต้นน้ำของเรา เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ที่สำคัญที่สุด

“การทำออร์แกนิกคือการหลีกเลี่ยงเคมีทุกแบบ เราไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้ปุ๋ยออร์แกนิกหรือปุ๋ยมูลสัตว์ที่เราหมักเอง และซื้อมาจากชุมชนด้วย เพราะฉะนั้นสภาพดินจะไม่เสื่อมลง แต่จะค่อยๆ ประคองให้มันดีขึ้น เพราะต้นไม้กินธาตุอาหารทุกวัน เราก็เติมปุ๋ยอินทรีย์เข้าไป ก็ช่วยบำรุงดินไปด้วย นี่คือข้อแรกของการดูแลดินให้ยั่งยืน”

“ข้อที่สองคือน้ำ สวนเราเป็นสวนที่มีร่องสวน มีโคกดินแล้วก็มีน้ำสลับกันไป เมื่อไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ปลาในน้ำ เต่า เราเลี้ยงเป็ดประมาณ 40 ตัว เลี้ยงห่านประมาณ 5 ตัว นี่คือตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง”

“ส่วนอากาศ เราไม่ได้ทำการเกษตรแบบเผาไหม้ เพราะฉะนั้นอากาศก็จะบริสุทธิ์ตามที่ธรรมชาติให้มา แต่ฝุ่น pm 2.5 มันก็เคลื่อนที่ไป เราแก้ไขโดยตรงไม่ได้ แต่แก้ไขทางอ้อมได้โดยการปลูกต้นไผ่รอบสวน เพราะการปลูกต้นไม้มากขึ้นมันช่วยฟอกอากาศ ช่วยให้อากาศดีขึ้น จิตใจเราก็จะดูแลความยั่งยืนในสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น”

อีกจุดเด่นของ Aromatic Farm คือการทำเกษตรเชิงฟื้นฟู หรือ Regenerative Farming ซึ่งคำนึงถึงดิน น้ำ อากาศ และต้องทำให้สิ่งเหล่านี้ดีขึ้นไปอีกขั้น

“ออร์แกนิกอย่างเดียว คือการไม่ฉีดยาฆ่าหญ้า ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง แต่ regenerative คือการฟื้นฟู การทำให้สวนที่เป็น monocrop (การปลูกพืชเชิงเดี่ยว) กลายเป็น intercrop (การปลูกพืชแซม) ขึ้นมา การมีสัตว์เลี้ยงอื่นอยู่ในฟาร์ม ไม่ใช่มีแค่ปลาที่อยู่ในน้ำ แต่มีผึ้งชันโรง มีความหลากหลายของธรรมชาติมากขึ้น…เป้าหมายคือ การมีภาคการเกษตรที่สมบูรณ์ และมีทรัพยากรที่ยังทำได้อยู่”

“อีกส่วนคือมันเป็นจริตเราอยู่แล้ว เป็นตัวเราส่วนหนึ่งอยู่แล้วว่าอยากจะทำอะไรที่มันดี ไม่ใช่ทำแบบเพลนๆ ถอยหลังไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ทำอะไรที่มันดีกว่าปกติมันคือออร์แกนิก แต่ ณ วันนี้มันไม่ใช่แล้ว การทำอะไรที่ดีกว่าวันนี้มันคือ regenerative คือการฟื้นฟู”

เครือข่ายชุมชน 34 ครัวเรือน จ้างงานคนไทย

นอกจากนี้ สวนยังทำงานกับชุมชน โดยปัจจุบันมีชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกับ Aromatic Farm ประมาณ 34 ครัวเรือน จำนวน 1,020 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และจังหวัดที่ใกล้เคียง ที่เป็นพื้นที่เพาะปลูกเหมือนกัน ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เลยว่าผลผลิตมาจากที่ไหน และรับซื้อผลผลิตด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ด้วยความเชื่อเรื่องการให้โอกาสคนไทยเป็นลำดับแรก ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 20 คน และพนักงานต้องเรียนรู้ความยั่งยืนขององค์กรด้วย ตัวอย่างเช่น การแยกขยะ หรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์

“เราสอนพนักงานแยกขยะ แรกๆ เขาไม่รู้เรื่อง และเกษตรกรเขาอาจไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม ก็ทำความเข้าใจกับเขาไปเรื่อยๆ วันหนึ่งมีสื่อมาสัมภาษณ์พนักงาน เขาก็พูดด้วยธรรมชาติของเขาว่า อยู่ที่ Aromatic Farm แล้วแยกขยะเป็น ทำให้เขาไปแยกขยะที่บ้านต่อ มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นความยั่งยืนขององค์กรได้”

“เรื่องความยั่งยืนมันคือ ‘งานงอก’ ที่พนักงานต้องทำ พนักงานรู้เรื่องแล้วเขาก็ยังไม่อิน เขายังรู้สึกว่าเขามีงานเพิ่มตามคำสั่งหัวหน้า แต่วันที่มันลงตัว วันเวลามันจะทำให้เขารู้เรื่องและเข้าใจว่ามันคืออะไร มันรักโลกอย่างไร”

“เราไม่ได้ขายมะพร้าวให้คนทั้งโลก แต่เราขายมะพร้าวให้กับคนที่เขาเข้าใจ concern เรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มันก็จะต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราไปขายให้คนที่เขาไม่สนใจเรื่องนี้ มันจะห้ำหั่นกันด้วยราคา”

‘นวลลออ’ ย้ำว่า “ความยั่งยืน” เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ สำคัญมากกว่ากำไร เพราะเชื่อว่าเมื่อยั่งยืนแล้ว กำไรจะตามมาเอง

“ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติอะไรก็ตาม ถ้าเรามีความยั่งยืนเป็นแก่น มันจะทำให้ธุรกิจนั้นล้มยาก แต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยอื่นด้วย เช่น ทุกวันนี้มีพื้นฐานความเป็นออร์แกนิกมา 8 ปี และเติมเรื่อง “Regenerative Agriculture Practice” ไปอีกประมาณ 3 ปี นี่คือความยั่งยืนของ Aromatic Farm”

มะพร้าวคาร์บอนต่ำ

‘นวลลออ’ มองว่า ปัจจุบันการทำธุรกิจเกษตรเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะเรื่องสภาพอากาศและปัจจัยต่างๆ ทำให้วันนี้ ทั้งผู้บริโภคหรือลูกค้าในตลาดไทยและตลาดโลก ไม่ได้มองหาแค่มะพร้าวคุณภาพดีหรือสินค้าอาหารเกษตรคุณภาพดี แต่เริ่มถามมากกว่าที่เคยว่า ที่มาของมะพร้าว 1 ลูก ปลูกมาแบบไหน ปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ กระทบสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน

โดยปีที่ผ่านมา Aromatic Farm ได้ร่วมกับ ทีม pi carbon ทำกระบวนการเก็บข้อมูลของการมะพร้าว 1 ลูก ตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งส่งมอบสินค้า 1 ชิ้น (SKU) ตั้งแต่การใส่ปุ๋ย แพคเกจจิ้ง น้ำ เครื่องจักร การขนส่ง เชื้อเพลิง พลังงาน ฯลฯ และนำข้อมูลไปคำนวณในแพลตฟอร์ม ออกมาเป็น carbon invoice

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของมะพร้าว 1 ลูก จากสวน Aromatic Farm อยู่ที่ 6.8756 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยตัวเลข 6.8756 เกิดจากกระบวนการปลูก ตั้งแต่การรับพันธุ์มะพร้าวมาปลูก ขับรถไปรับหรือเปล่า หรือใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการรดน้ำ โดยใช้เวลาปลูกประมาณ 3 ปี ถึงจะออกผลผลิต

Carbon Invoice แสดงปริมาณคาร์บอนของสินค้าในแต่ละ batch อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

“พอเราเทียบกับคู่แข่งแบรนด์มะพร้าวในอุตสาหกรรม…เขามีค่า 3 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แต่ของเรา 6.8756 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แปลว่าเราเป็นจำเลยของสังคมหรือเปล่า เราใช้พลังงานปลดปล่อยฟุตพริ้นท์ให้โลกเยอะเกินไปหรือเปล่า คำตอบคือไม่ได้มองอย่างนั้น เรามองว่าค่า 6.8756 ที่เราปล่อย เราสร้างงานให้กับคนงานในชุมชนที่มาทำงานกับเรา เพราะเราอยากรักษาความเป็นมนุษย์อยู่ เรายังอยากรักษาเรื่องอื่นๆ อยู่”

นายปพนธ์ มังคละธนะกุล และทีม pi carbon บอกว่า ‘พอค่ามันออกมาแล้ว อย่ายึดเป็นสรณะ อย่ายึดว่ามันดีหรือไม่ดี แต่ให้ Aromatic Farm มองว่า เราจะทำให้ค่านี้มันลดลงได้อย่างไร ตัวเลข 6.8756 ปีหน้าจะลดลงได้ไหม แต่ขณะเดียวกันเราไปมีความยั่งยืนเรื่องอื่น ไปสร้างให้คนอื่นมีงานทำ’

“Aromatic Farm เริ่มทำเรื่องการเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ร่วมกับทีม pi carbon มาได้ประมาณ 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคมปี 2568 ที่ผ่านมาด้วยความสมัครใจ โดยในเบื้องต้นทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ร่วมกับลูกค้าแค่รายเดียว คือโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ เพราะเราอยากรู้ก่อนว่ามันเวิร์กไม่เวิร์ก มันใช่หรือเปล่า ปรากฏว่ามันใช่ มันได้ เพราะฉะนั้นการที่เราถูกฝาถูกตัว จะรู้สึกว่ามันใช่”

เมื่อทราบตัวเลขแล้ว ก็เล่าเรื่องราวนี้ให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าที่ concern เรื่องความยั่งยืนฟังอย่างจริงใจว่า การทำเกษตรยั่งยืนในแบบ Aromatic Farm คืออะไร ขณะเดียวกันก็สร้างความเข้าใจกับพนักงานให้เห็นความแตกต่างของการทำธุรกิจที่ดีต่อองค์กรและสังคม

“เราสื่อสารว่ามะพร้าวที่คุณทานอยู่ มันมาจากชุมชน วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรชื่อนั้นชื่อนี้ แล้วพอโรงแรมเขาได้รับ carbon invoice ของเรา เขาได้รับการสื่อสารจากเรา เขาก็เอาไปสื่อสารต่ออย่างถูกวิธี ถูกเวลา ยิ่งกว่านั้นมะพร้าวที่ลูกค้าโรงแรมกินข้างสระว่ายน้ำในโรงแรม สุดท้ายมันกลับมาที่สวน ลูกค้าชาวต่างชาติก็งงว่ากลับอย่างไร กลับไปทำไม ก็เป็นการสื่อสารต่อกันเป็นทอดๆ”

จาก ‘Coconut Lover’ ถึงเกษตรกร-ผู้ประกอบการ

ทั้งหมดนี้มาจากแนวคิดที่เริ่มทำธุรกิจของ Aromatic Farm ในฐานะ ‘Coconut Lover’ และคนที่ตั้งเป้าหมายเป็นเจ้าของกิจการตอนอายุ 40 ปี บวกกับความเชื่อว่า ทุกคนทำการเกษตรได้ เพราะประเทศไทยคือประเทศแห่งเกษตรกรรม

‘นวลลออ’ เล่าว่า การทำธุรกิจทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ ตั้งแต่เก็บเงินมาซื้อสวนที่ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพราะเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ด้วยความที่ไม่ได้มีพื้นฐานของการทำเกษตร ช่วงแรกที่ทำจึงยาก]ลำบากบ้าง ง่ายบ้าง ปะปนกันไป ไม่ถึงกับเกินความสามารถ เพราะปัญหาอุปสรรคมีอยู่แล้ว แต่ก็แก้ไขได้ตามวันเวลาที่แข็งแกร่งขึ้น

“ ไม่ได้เรียนจบมาทางพืชสวน จบมาทางบริหารธุรกิจมากกว่า แต่ย้อนกลับไปคือหัวใจหลักของเรา 3 ข้อคือ การหลงใหลมะพร้าว การอยากเป็นเจ้าของกิจการ และการมีความเชื่อว่าคนที่ไม่ได้เรียนเกษตรก็ทำการเกษตรได้ สามข้อนี้มัน impact มากที่จะทำให้คนๆ หนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์ สามารถทำธุรกิจได้”

เมื่อได้ทำธุรกิจเรื่อยๆ จึงตระหนักว่า ‘ความยั่งยืน’ คือสิ่งที่คนทำธุรกิจปฏิเสธไม่ได้

ความยั่งยืนมันเหมือนเสามาดามเราไว้ ไม่ว่าจะยั่งยืนด้วยหัวใจ ยั่งยืนด้วยการดูแลชุมชน ยั่งยืนด้วยการดูแลดิน ยั่งยืนด้วยการทำธุรกิจที่มีกำไรอย่างสมเหตุสมผล มันคือไม้ดามไม้นึง นั่นคือไม้ยั่งยืน

“ถ้าเรายังทำอะไรแบบเดิมๆ…ไม่รอด” เราจะไม่รอดในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตเรา หรือว่าการประกอบอาชีพ ดังนั้นไม่ต้องคิดว่ายั่งยืนแปลว่าอะไร เอาแค่คิดเปลี่ยนจิตใจตัวเองให้มันดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย การลดใช้ปุ๋ยเคมี การลดใช้ยาฆ่าหญ้า แล้วมาหาวิธีอื่นที่มันทำได้ง่ายๆ ถึงเราจะเป็นเกษตรกรที่สูงวัย เราก็ทำเฉพาะเรื่องที่ทำได้ พอเริ่มตั้งต้นได้แล้ว อีกหน่อยมันก็จะทำได้เรื่อยๆ”

สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือผู้ประกอบการที่สนใจธุรกิจการเกษตร ‘นวลลออ’ แนะนำทิ้งท้ายว่าให้มองหาต้นแบบที่ดี แม้ช่วงแรกอาจจะเหนื่อยหรือท้อใจบ้าง แต่เชื่อว่าสิ่งที่เราทำเพื่อความยั่งยืนมันจะออกดอกออกผลในวันข้างหน้า

“Aromatic Farm อาจพูดได้ว่าเป็นต้นแบบหนึ่งให้คุณ copy ไปเลย ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ คุณ copy แล้ว short cut ได้มากขึ้นกว่าเดิม ก็จะลดทอนทรัพยากรของคุณได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...