โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดร.กอบศักดิ์ มอง เศรษฐกิจไทย โตต่ำยาว 3-4 ปี แนะเร่งแก้หนี้ครัวเรือน เสนอ 3 คาถาฝ่าวิกฤต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 15.01 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 08.01 น.

ดร.กอบศักดิ์ ชี้ โลกกำลังเข้าสู่สงครามการค้ารอบ 2 มองเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 1.5-2% ไปอีก 3-4 ปี จากเทคโนโลยีตกยุค-หนี้ครัวเรือนสูง แนะเร่งสร้างการเติบโตเศรษฐกิจ-แก้หนี้นอกระบบจริงจัง พร้อมเสนอ 3 คาถาเพื่อความอยู่รอดของประเทศไทยใน 5 ปีข้างหน้า

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 - ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย ได้กล่าวในหัวข้อThe Great Reset: ผ่าทางตันหนี้ครัวเรือนไทย วางรากฐานการเงินใหม่” ในงานสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 “ฝ่ามรสุม ปี 69” ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่จะไม่กลับไปเหมือนเดิม หรือ Never Normal โดยความผันผวนและความไม่แน่นอนจะอยู่ต่อไปอย่างน้อยอีก 3 ปีข้างหน้า ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้น ทั้งในมิติการค้า การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์

“โลกได้เปลี่ยนไปแล้วและจะไม่กลับมาสู่ปกติอีกสักระยะ เรากำลังเข้าสู่เฟสใหม่ซึ่งยากขึ้นกว่าเดิมมาก ต้องถามตัวเองว่าจะอยู่รอดได้อย่างไรท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป”

โดยปี 2569 เป็นปีที่จะเกิดสงครามการค้าโลกยกที่ 2 ต่อเนื่องจากปี 2568 อย่างไรก็ตามแม้หลายฝ่ายประเมินว่า Trump Tariffs อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงแต่ความจริงอาจไม่เลวร้ายเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เห็นได้จากตลาดทุนไม่ได้ทรุดตัวอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง และแนวโน้มดอกเบี้ยโลกยังมีโอกาสปรับลดลงต่ออีกระยะหนึ่ง

“สภาพคล่องที่มีจำนวนมากประกอบกับดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำให้เกิดการเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไปอีกประมาณ 1 ปี”

ดร. กอบศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำไปอีกสักระยะ โดยธนาคารกรุงเทพประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว1.5–2.0% ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่เติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% และเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในระดับต่ำไปอีก 3-4 ปี จนกว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่จะเสร็จสมบูรณ์แล้วจะกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้ง

“คำถามสำคัญคือเหตุใดไทยจึงโตได้ประมาณ 2% ทั้งที่อดีตเคยเติบโตเกิน 10% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบุญเก่าที่เคยสะสมไว้กำลังหมดลงขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจหลักกำลังอ่อนแรง ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เช่น มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาจไม่เพียงพอหากไม่เร่งปรับฐานรากใหม่”

สำหรับสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยไม่เติบโตได้ดีเท่าในอดีตเพราะกำลังเป็นประเทศที่ป่วยในเอเชีย เป็นคนแก่ไม่มีพลัง เนื่องจากเทคโนโลยีที่ไทยใช้ตกยุคแล้ว ในขณะที่การบริโภคภายในประเทศไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพเนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ที่ผ่านมาในสถานการณ์ปกติที่ไม่ใช่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงสินเชื่อธนาคารมักจะไม่ติดลบ แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะที่สินเชื่อหลายประเภทหดตัว เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ติดลบถึง 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยติดลบต่อเนื่องกันยาวนานถึง 6 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อ SME ประสบภาวะติดลบเช่นเดียวกัน สะท้อนว่าธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

สำหรับตัวเลขหนี้เสีย หรือ NPL ในปัจจุบันแม้จะทยอยปรับดีขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือหนี้ในกลุ่ม Stage 2 หรือ Special Mention (SM) ซึ่งคือกลุ่มที่เริ่มผิดนัดชำระหนี้แต่ยังไม่เป็นหนี้เสียโดยเฉพาะ สินเชื่อรถยนต์มีสัดส่วน Stage 2 สูงเกือบ 15%

“ถามว่าทำไมแบงก์ถึงไม่ปล่อยสินเชื่อสาเหตุหนึ่งก็เพราะเศรษฐกิจไม่ดี และสาเหตุหลักๆ คือตอนนี้คนมีหนี้เยอะแล้ว เรารู้ว่าปล่อยไปแล้วจะเป็นหนี้เสียหรือมีปัญหาในการขอหนี้คืน โดยมีการคำนวณว่าหากธนาคารปล่อยสินเชื่อ 100 ล้านบาทแล้วกลายเป็นหนี้เสีย ธนาคารจะต้องปล่อยสินเชื่อแบบเดียวกันอีกทั้งหมด 30 ครั้งที่ไม่เป็นหนี้เสียเลย หรือใช้เวลากว่า 30 ปีเพื่อที่จะได้เงินต้นคืนมา”

ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีมาตรการเพื่อออกมาช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งลดดอกเบี้ย คุณสู้เราช่วย ปิดหนี้ไวไปต่อได้ SMEs Credit Boot โดยมาตรการต่างๆ เป็นมาตรการที่ออกมาช่วยได้บางส่วนทำให้หนี้ NPL ลดลงและให้กลับมาตั้งตัวได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลใจ คือ หนี้นอกระบบยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยจากการสำรวจพบว่าในปี 2565 คนไทย 42.3% มีหนี้นอกระบบ ซึ่งหนี้นอกระบบเป็นปัญหาสำคัญในการจัดการปัญหาหนี้ในระบบเนื่องจากลูกหนี้มักเลือกชำระหนี้นอกระบบก่อนหนี้ธนาคารเพราะหนี้นอกระบบใช้วิธีการทวงหนี้ที่รุนแรงกว่า

ดร. กอบศักดิ์ กล่าวว่า ในอดีต ไทยพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างหนี้ทั้งจากภาคเอกชน รัฐบาล และการกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อ จนปัจจุบันไม่เหลือพื้นที่ให้สร้างหนี้ใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก ดังนั้นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้างการเติบโตของรายได้ โดยเมื่อเศรษฐกิจกลับมาโตได้ 3-5% หนี้ครัวเรือนจะค่อยๆ คลี่คลายลงตามธรรมชาติ เพราะคนมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดการหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง เนื่องจากหากไม่สามารถแก้หนี้นอกระบบได้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยก็ยากที่จะจบสิ้นลง

“หากเราอยากให้ทุกอย่างคลี่คลาย เราต้องสร้าง Growth ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นในการจัดการหนี้ ควบคู่ไปกับการจัดการหนี้นอกระบบ”

ดร. กอบศักดิ์ กล่าวว่า แม้เครื่องยนต์ภายในจะอ่อนแรงแต่ภาคส่งออกยังเป็นความหวังสำคัญ โดยสหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI การส่งออกของไทยไปทั้งจีนและสหรัฐยังเติบโตได้ดีท่ามกลางความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ

“ไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ทะเลาะกัน เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ทำให้ส่งออกไทยยังโตต่อไปได้”

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ช่วง 7 สัปดาห์แรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามากว่า 125,000 คน โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ผ่านมาสะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของภูมิภาค

ขณะที่ในภาวะที่เกิดการแข่งขันกันระหว่างประเทศมหาอำนาจยังทำให้เริ่มเห็นการลงทุนไหลออกจากจีนมายังประเทศไทยโดยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI มูลค่าถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผลดีต่ออุตสาหกรรมทีเป็นซัพพลายเชนในประเทศด้วย

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดภายใต้โลกที่ปั่นป่วนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังตกยุค โดยเร่งพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เช่น EEC และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor) รวมถึงต้องลดการพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากเกินไป เช่น หากพึ่งพาอเมริกาอยู่ 20% ควรหันไปเจรจากับจีนและอินเดียให้มากขึ้น

ขณะที่ประเทศไทยต้องวางเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางในด้านที่โลกมีความต้องการสูง โดยเฉพาะในยามที่มีความขัดแย้ง รวมถึงการคว้าโอกาสจาก FDI และเร่งแก้ไขกฎระเบียบราชการและข้อกฎหมายที่พันธนาการการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์ ได้เสนอ 3 คาถา เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทยใน 5 ปีข้างหน้า ได้แก่

  • มองโลกตามความเป็นจริง ห้ามหลอกตัวเอง
  • มองให้เห็นทางออกและโอกาส
  • เมื่อตัดสินใจแล้วต้องลงมือทำทันที

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...