ดร.กอบศักดิ์ มอง เศรษฐกิจไทย โตต่ำยาว 3-4 ปี แนะเร่งแก้หนี้ครัวเรือน เสนอ 3 คาถาฝ่าวิกฤต
ดร.กอบศักดิ์ ชี้ โลกกำลังเข้าสู่สงครามการค้ารอบ 2 มองเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 1.5-2% ไปอีก 3-4 ปี จากเทคโนโลยีตกยุค-หนี้ครัวเรือนสูง แนะเร่งสร้างการเติบโตเศรษฐกิจ-แก้หนี้นอกระบบจริงจัง พร้อมเสนอ 3 คาถาเพื่อความอยู่รอดของประเทศไทยใน 5 ปีข้างหน้า
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 - ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย ได้กล่าวในหัวข้อThe Great Reset: ผ่าทางตันหนี้ครัวเรือนไทย วางรากฐานการเงินใหม่” ในงานสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 “ฝ่ามรสุม ปี 69” ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่จะไม่กลับไปเหมือนเดิม หรือ Never Normal โดยความผันผวนและความไม่แน่นอนจะอยู่ต่อไปอย่างน้อยอีก 3 ปีข้างหน้า ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้น ทั้งในมิติการค้า การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์
“โลกได้เปลี่ยนไปแล้วและจะไม่กลับมาสู่ปกติอีกสักระยะ เรากำลังเข้าสู่เฟสใหม่ซึ่งยากขึ้นกว่าเดิมมาก ต้องถามตัวเองว่าจะอยู่รอดได้อย่างไรท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป”
โดยปี 2569 เป็นปีที่จะเกิดสงครามการค้าโลกยกที่ 2 ต่อเนื่องจากปี 2568 อย่างไรก็ตามแม้หลายฝ่ายประเมินว่า Trump Tariffs อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงแต่ความจริงอาจไม่เลวร้ายเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เห็นได้จากตลาดทุนไม่ได้ทรุดตัวอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง และแนวโน้มดอกเบี้ยโลกยังมีโอกาสปรับลดลงต่ออีกระยะหนึ่ง
“สภาพคล่องที่มีจำนวนมากประกอบกับดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำให้เกิดการเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไปอีกประมาณ 1 ปี”
ดร. กอบศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำไปอีกสักระยะ โดยธนาคารกรุงเทพประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว1.5–2.0% ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่เติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% และเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในระดับต่ำไปอีก 3-4 ปี จนกว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่จะเสร็จสมบูรณ์แล้วจะกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้ง
“คำถามสำคัญคือเหตุใดไทยจึงโตได้ประมาณ 2% ทั้งที่อดีตเคยเติบโตเกิน 10% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบุญเก่าที่เคยสะสมไว้กำลังหมดลงขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจหลักกำลังอ่อนแรง ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เช่น มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาจไม่เพียงพอหากไม่เร่งปรับฐานรากใหม่”
สำหรับสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยไม่เติบโตได้ดีเท่าในอดีตเพราะกำลังเป็นประเทศที่ป่วยในเอเชีย เป็นคนแก่ไม่มีพลัง เนื่องจากเทคโนโลยีที่ไทยใช้ตกยุคแล้ว ในขณะที่การบริโภคภายในประเทศไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพเนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ที่ผ่านมาในสถานการณ์ปกติที่ไม่ใช่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงสินเชื่อธนาคารมักจะไม่ติดลบ แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะที่สินเชื่อหลายประเภทหดตัว เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ติดลบถึง 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยติดลบต่อเนื่องกันยาวนานถึง 6 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อ SME ประสบภาวะติดลบเช่นเดียวกัน สะท้อนว่าธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
สำหรับตัวเลขหนี้เสีย หรือ NPL ในปัจจุบันแม้จะทยอยปรับดีขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือหนี้ในกลุ่ม Stage 2 หรือ Special Mention (SM) ซึ่งคือกลุ่มที่เริ่มผิดนัดชำระหนี้แต่ยังไม่เป็นหนี้เสียโดยเฉพาะ สินเชื่อรถยนต์มีสัดส่วน Stage 2 สูงเกือบ 15%
“ถามว่าทำไมแบงก์ถึงไม่ปล่อยสินเชื่อสาเหตุหนึ่งก็เพราะเศรษฐกิจไม่ดี และสาเหตุหลักๆ คือตอนนี้คนมีหนี้เยอะแล้ว เรารู้ว่าปล่อยไปแล้วจะเป็นหนี้เสียหรือมีปัญหาในการขอหนี้คืน โดยมีการคำนวณว่าหากธนาคารปล่อยสินเชื่อ 100 ล้านบาทแล้วกลายเป็นหนี้เสีย ธนาคารจะต้องปล่อยสินเชื่อแบบเดียวกันอีกทั้งหมด 30 ครั้งที่ไม่เป็นหนี้เสียเลย หรือใช้เวลากว่า 30 ปีเพื่อที่จะได้เงินต้นคืนมา”
ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีมาตรการเพื่อออกมาช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งลดดอกเบี้ย คุณสู้เราช่วย ปิดหนี้ไวไปต่อได้ SMEs Credit Boot โดยมาตรการต่างๆ เป็นมาตรการที่ออกมาช่วยได้บางส่วนทำให้หนี้ NPL ลดลงและให้กลับมาตั้งตัวได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลใจ คือ หนี้นอกระบบยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยจากการสำรวจพบว่าในปี 2565 คนไทย 42.3% มีหนี้นอกระบบ ซึ่งหนี้นอกระบบเป็นปัญหาสำคัญในการจัดการปัญหาหนี้ในระบบเนื่องจากลูกหนี้มักเลือกชำระหนี้นอกระบบก่อนหนี้ธนาคารเพราะหนี้นอกระบบใช้วิธีการทวงหนี้ที่รุนแรงกว่า
ดร. กอบศักดิ์ กล่าวว่า ในอดีต ไทยพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างหนี้ทั้งจากภาคเอกชน รัฐบาล และการกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อ จนปัจจุบันไม่เหลือพื้นที่ให้สร้างหนี้ใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก ดังนั้นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้างการเติบโตของรายได้ โดยเมื่อเศรษฐกิจกลับมาโตได้ 3-5% หนี้ครัวเรือนจะค่อยๆ คลี่คลายลงตามธรรมชาติ เพราะคนมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดการหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง เนื่องจากหากไม่สามารถแก้หนี้นอกระบบได้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยก็ยากที่จะจบสิ้นลง
“หากเราอยากให้ทุกอย่างคลี่คลาย เราต้องสร้าง Growth ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นในการจัดการหนี้ ควบคู่ไปกับการจัดการหนี้นอกระบบ”
ดร. กอบศักดิ์ กล่าวว่า แม้เครื่องยนต์ภายในจะอ่อนแรงแต่ภาคส่งออกยังเป็นความหวังสำคัญ โดยสหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI การส่งออกของไทยไปทั้งจีนและสหรัฐยังเติบโตได้ดีท่ามกลางความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ
“ไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ทะเลาะกัน เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ทำให้ส่งออกไทยยังโตต่อไปได้”
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ช่วง 7 สัปดาห์แรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามากว่า 125,000 คน โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ผ่านมาสะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของภูมิภาค
ขณะที่ในภาวะที่เกิดการแข่งขันกันระหว่างประเทศมหาอำนาจยังทำให้เริ่มเห็นการลงทุนไหลออกจากจีนมายังประเทศไทยโดยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI มูลค่าถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผลดีต่ออุตสาหกรรมทีเป็นซัพพลายเชนในประเทศด้วย
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดภายใต้โลกที่ปั่นป่วนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังตกยุค โดยเร่งพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เช่น EEC และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor) รวมถึงต้องลดการพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากเกินไป เช่น หากพึ่งพาอเมริกาอยู่ 20% ควรหันไปเจรจากับจีนและอินเดียให้มากขึ้น
ขณะที่ประเทศไทยต้องวางเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางในด้านที่โลกมีความต้องการสูง โดยเฉพาะในยามที่มีความขัดแย้ง รวมถึงการคว้าโอกาสจาก FDI และเร่งแก้ไขกฎระเบียบราชการและข้อกฎหมายที่พันธนาการการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมๆ กัน
ทั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์ ได้เสนอ 3 คาถา เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทยใน 5 ปีข้างหน้า ได้แก่
- มองโลกตามความเป็นจริง ห้ามหลอกตัวเอง
- มองให้เห็นทางออกและโอกาส
- เมื่อตัดสินใจแล้วต้องลงมือทำทันที