โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก วิกฤตตะวันออกกลางกดดันเงินเฟ้อ

PostToday

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในการซื้อขายช่วงบ่ายวันอังคาร หลังนักลงทุนวิตกว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งล่วงเข้าสู่วันที่สี่ อาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

ดัชนีหลักทั้งสามของตลาดสหรัฐปิดในแดนลบ โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Industrial Averageปรับตัวลดลง 289.77 จุด หรือ 0.59% ปิดที่ 48,615.01 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 51.47 จุด หรือ 0.75% ปิดที่ 6,830.15 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 188.62 จุด หรือ 0.83% ปิดที่ 22,560.24 จุด

แม้ในช่วงต้นวันตลาดจะร่วงลงมากกว่า 2% แต่แรงขายเริ่มชะลอลงในเวลาต่อมา โดยหุ้นกลุ่มการเงินสามารถพลิกกลับมาบวกเล็กน้อย ขณะที่หุ้นสายการบินซึ่งก่อนหน้านี้อ่อนตัว ได้ฟื้นตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นของ American Airlines ปรับเพิ่มขึ้น 1.5%

ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดมาจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน หลังอิสราเอลและสหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้บริเวณอ่าวเปอร์เซีย และสถานการณ์ลุกลามไปถึงเลบานอน ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความกังวลทวีความรุนแรงเมื่อกรุงเตหะรานขู่โจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่ลำเลียงน้ำมันคิดเป็นราวหนึ่งในห้าของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก ประกอบกับการหยุดการผลิตของผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซบางรายในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราค่าขนส่งทางเรือและราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ปรับเพิ่มขึ้น 3.6% ปิดที่ 73.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ปรับขึ้น 3.8% ปิดที่ 80.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ก่อนหน้านี้ในระหว่างวันจะพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 7% อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลดช่วงบวกลงบางส่วน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ากองทัพเรือสหรัฐจะจัดกำลังคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน

นักลงทุนประเมินว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรที่ผลักดันต้นทุนสินค้า และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...