โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ASPS ชี้! ไทยเสี่ยง Stagflation รับวิกฤตตะวันออกกลาง ดันน้ำมันพุ่ง ชี้เป้าหุ้นพลังงานต่างชาติทยอยสะสม

The Better

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 02.49 น. • THE BETTER

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ว่า ความตึงเครียดที่ขยายวงกว้างไปมากกว่า 10 ประเทศ ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะอุปทานหยุดชะงัก (Supply Shock) ในระดับสูง ปัจจัยหลักที่น่ากังวลเกิดจากความเสียหายรุนแรงของโรงกลั่น ARAMCO ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบียหลังเกิดไฟไหม้จากการโจมตี รวมถึงประเทศกาตาร์ที่ต้องระงับการผลิตที่โรงงาน LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันถึง 20% ของโลก แทบจะหยุดสนิทลง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะออกมาประกาศแทรกแซงโดยจัดให้มีประกันภัยการเดินเรือและส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันแล้วก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2569 พุ่งขึ้นถึง 9.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ Oil Shock ที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก 20 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจดันให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ขยับขึ้นเป็น 2.5% และจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: เสี่ยงเผชิญวิกฤตเงินเฟ้อและ Stagflation สำหรับประเทศไทย วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างหนัก เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูง โดยมีมูลค่าการขาดดุลการค้ากับภูมิภาคนี้ถึง 15,584 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งกว่า 72.4% ของการนำเข้าคือพลังงาน ในระยะสั้น 1-3 เดือนข้างหน้า หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 100-120 ดอลลาร์/บาร์เรล จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นทันที ซึ่งจะเข้ามากดดันกำลังซื้อของประชาชน ส่วนในระยะยาว ไทยอาจมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ติดลบหนักขึ้น และจะเป็นตัวบีบให้รัฐบาลต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Renewable Energy) เร็วกว่ากำหนด

กลยุทธ์การลงทุน: ต่างชาติทิ้งเอเชียเหนือ สลับซื้อหุ้นพลังงานไทย ในด้านของตลาดทุน แม้ตลาดหุ้นไทยเพิ่งจะปรับฐานลงแรงกว่า 4% จากแรงเทขายของสถาบันในประเทศเกือบ 6 พันล้านบาท แต่ในภาพรวมระดับภูมิภาค พบว่ากระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ได้เริ่มสลับเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มาเข้าสะสมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดถึง 31% ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น ช่วยพยุงไม่ให้ดัชนีปรับตัวลงลึกเท่าประเทศอื่น โดยข้อมูลพบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นในกลุ่มพลังงาน อาทิ PTT, PTTEP, IVL, PTTGC, BCP รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับฐานลงมาแรงและน่าสนใจอย่าง AOT, BH, BDMS และ CENTEL

ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์การตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...