การปรากฏตัวของ 'บิ๊กแดง' ท่ามกลาง กระแสข่าว 'บิ๊กเล็ก' วางมือ 'อนุทิน' ควบ กลาโหม และ 3 ป. อำลา
รายงานพิเศษ
การปรากฏตัวของ ‘บิ๊กแดง’
ท่ามกลาง กระแสข่าว ‘บิ๊กเล็ก’ วางมือ
‘อนุทิน’ ควบ กลาโหม
และ 3 ป. อำลา
ทันทีที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. และอดีตเลขาธิการสำนักพระราชวัง (สนว.) ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการ ในงานวันกองทัพบก 18 มกราคม 2569 หลังจากที่ลาออก และไปรักษาร่างกายที่สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2567 ก็ถูกจับตามองว่าเป็นสัญญาณการคัมแบ๊กหรือไม่ หลังจากที่สุขภาพแข็งแรงดีแล้ว
ยิ่งปรากฏตัวพร้อม บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยถูกจับตามองว่าจับมือกับ พล.อ.อภิรัชต์ และผู้สนับสนุน ตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และทำ “ดีล” กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการกลับประเทศ เพื่อมานำพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนขั้วอนุรักษนิยม สู้กับพรรคส้ม
พร้อมด้วย บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต รมว.มหาดไทย 1 และอดีต ผบ.ทบ. ในพี่น้อง 3 ป. บูรพาพยัคฆ์ ที่เคยร่วมสนับสนุนทางการเมืองฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์มาก่อน
อีกทั้งเป็นจังหวะที่ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ประกาศวางมือทางการเมือง ลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคที่รับรู้กันว่าเป็นพรรคทหาร ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของการสืบทอดอำนาจ หลังการรัฐประหาร ในทศวรรษหลังนี้
อันเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของแกนนำขั้วอนุรักษนิยม ที่อำนาจจะเปลี่ยนมือ จากยุค 3 ป. บูรพาพยัคฆ์ หรือสามทหารเสือฯ พี่น้อง และกำลังหาทายาทรับไม้ต่อ
จากแผนเดิม ต่อจาก 3 ป. จะมีเตรียมทหารรุ่น 20 มารับหน้าที่สำคัญในการกุมบังเหียนการเมือง เพื่อครองอำนาจ ปกป้องสถาบันหลักของชาติต่อไป
โดยมีการวางทีมงาน ตม.20 ไว้ เช่น ในสายบิ๊กตู่ คือ บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และ ตท.20 ในสาย พล.อ.ประวิตร นำโดย บิ๊กณัฐ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกลาโหม น้องรักบิ๊กตู่
แต่ความผิดพลาดของการปฏิบัติตาม “ดีล” ทำให้ พล.อ.อภิรัชต์ถอยตัวเองออกไป ส่วนนายทักษิณก็ต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำ อีกทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็ต้องพ้นจากเก้าอี้ ในเรื่องข้อกฎหมาย ส่วน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็ต้องเสียอนาคต จากคลิป “อังเคิล” อันเป็นการแทรกแซงทางการเมืองของผู้นำกัมพูชา
จนในที่สุด ขั้วอนุรักษนิยมต้องหันมาพึ่งพิงนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวเป็นพรรคสีน้ำเงินเข้ม ปกป้องสถาบันอย่างเปิดเผยและชัดเจน จนนายอนุทินได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้โดยสะดวกโยธิน แม้ว่าบางคนจะถูกท้วงติงในเรื่องคุณสมบัติก็ตาม
แม้ในทางเปิดเผย ขั้วอำนาจ 3 ป. จะ “เฟด อะเวย์” ไปจากการเมืองแล้วก็ตาม
แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังคงถูกจับตามองถึงบทบาทในฐานะผู้มีบารมีนอกกองทัพ ที่เป็นห่วงชาติบ้านเมืองและสถาบันหลักของประเทศ โดยเฉพาะการแสดงออกถึงการสนับสนุนนายอนุทินที่เคยร่วมรัฐบาลกันมา
พล.อ.ประยุทธ์จึงยังคงถูกจับตามองอยู่เสมอเพราะเคยมีสถานภาพเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ยังคงดำรงความเป็นพรรคการเมืองอยู่ โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค แม้จะยังคงถกเถียงกันในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคที่เริ่มแตกออกเป็นหลายฝ่าย ว่าพรรคนี้ยังคงเป็นพรรคดีเอ็นเอของ พล.อ.ประยุทธ์อยู่หรือไม่
ดังนั้น การปรากฏตัวของทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.อภิรัชต์ ในวันกองทัพบกจึงถูกตีความว่ามีนัยยะสำคัญในทางการเมือง
อีกทั้งเป็นงานวันกองทัพบกในห้วงที่กระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อกองทัพพุ่งสูงขึ้นหลังการสู้รบกับกัมพูชา
อันเป็นจังหวะเหมาะสมหากมีการรีเทิร์น
แต่อย่างไรก็ตาม คนใกล้ชิดชี้แจงถึงเหตุผลที่ พล.อ.อภิรัชต์มาร่วมงานวันกองทัพบกว่า เพราะต้องการมาสดุดี 42 ทหารผู้กล้าสละชีพจากการสู้รบกับกัมพูชา เนื่องในวันกองทัพบก โดยในห้วงการสู้รบที่ผ่านมา พล.อ.อภิรัชต์ได้เกาะขอบสนามข่าวติดตามและให้กำลังใจการปฏิบัติการทางทหารมาโดยตลอด
ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.อภิรัชต์เป็นนายทหารรุ่นพี่ ตท.20 และเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของบิ๊กตู่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. จึงอยากมาร่วมบรรยากาศของการสดุดีนักรบ ในฐานะที่เคยเป็น ผบ.ทบ. และมีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างกองพลทหารราบที่ 11 หรือกองพลสไตรเกอร์ ที่มาร่วมรบครั้งนี้ในพื้นที่กองกำลังบูรพา กองทัพภาค 1 ในการยึดคืนบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง จ.สระแก้วด้วย
“ไม่ได้มีเจตนาที่จะกลับเข้ามาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง เพราะไม่เกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว” แหล่งข่าวอ้างคำพูด พล.อ.อภิรัชต์
แต่การปรากฏตัวของ พล.อ.อภิรัชต์ทำให้การเมืองเกิดแรงกระเพื่อม เมื่อนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรคส้ม เอามาเชื่อมโยงในความสัมพันธ์กับบทบาทของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาโจมตีพรรคส้มโดยถูกมองว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง
นายวิโรจน์และแกนนำพรรคส้มเคยมีวิวาทะกับ พล.อ.อภิรัชต์ มาตั้งแต่ พล.อ.อภิรัชต์ยังเป็น ผบ.ทบ. จนมีวาทกรรม “หนักแผ่นดิน” ออกมา
จนทำให้นายชูวิทย์ต้องออกมาแถลงข่าวด้วยการเปิดแอพพลิเคชั่นไลน์ ที่พูดคุยกับ พล.อ.อภิรัชต์ เพื่อยืนยันว่าไม่ได้คุยกันในเรื่องการเมือง
แต่ก็เริ่มมีการวิเคราะห์คาดการณ์ว่า พล.อ.อภิรัชต์จะคัมแบ๊กสู่การเมือง รับไม้ต่อจากพี่น้อง 3 ป. เพราะถึงเวลาสำคัญที่หาใครแทนไม่ได้
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มีความเป็นไปได้น้อย เพราะนายอนุทินกับ พล.อ.อภิรัชต์อยู่คนละขั้วกัน แต่ไม่ได้ขัดแย้ง เพราะเป็นที่รู้กันว่าผู้มีบารมีที่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นคนละขั้วกับ พล.อ.อภิรัชต์ จึงยากยิ่งที่จะดึง พล.อ.อภิรัชต์มารับตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะการนั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม
แต่ทว่า บทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนายอนุทินมายาวนาน และถือเป็นผู้สนับสนุนสำคัญอีกคนในฐานะที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่นายอนุทินเคารพนับถือ
จึงทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของนายอนุทินครั้งที่ผ่านมา มีชื่อของบิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ น้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ได้นั่งแท่นเป็น รมว.กลาโหม หลังจากที่นั่งเป็น รมช.กลาโหม รอเวลามาหลายปี
เมื่อส่อเค้าว่า พล.อ.ณัฐพลเตรียมวางมือทางการเมืองจะไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลใหม่อีกแล้ว เพราะต้องการพักผ่อน และที่ผ่านมาบอบช้ำจากการแก้ไขปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชามาตลอด
จึงเริ่มมีการจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์จะสนับสนุนนายทหารน้องรักคนใดให้มาเป็น รมว.กลาโหมในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทินหรือไม่
นี่จึงทำให้ พล.อ.อภิรัชต์ถูกจับตามองนั่นเอง
เพราะหากมองภาพมาที่กองทัพในยุคปัจจุบัน ที่ทั้งปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นเตรียมทหารรุ่น 24 ก็ยังคงมีความรู้จักสนิทสนมกับ พล.อ.อภิรัชต์อยู่ไม่ห่างกันเกินไป
โดยเฉพาะ พล.อ.พนา เตรียมทหารรุ่น 26 เป็นน้องรักของ พล.อ.อภิรัชต์ และได้สนับสนุนให้ พล.อ.พนาก้าวหน้าเจริญเติบโตในชีวิตรับราชการทหารโดยเฉพาะการสนับสนุนให้เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 หรือกองพลสไตรเกอร์
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เก้าอี้รัฐมนตรีคนนอกจำเป็นต้องมีให้น้อยที่สุด เพราะโควต้ารัฐมนตรีจะต้องใช้ในการเจรจาต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคต่างๆ
พรรคภูมิใจไทยอาจจำเป็นต้องต้องใช้เก้าอี้ รมว.มหาดไทยในการต่อรองทั้งในพรรคภูมิใจไทยเอง และกับพรรคร่วมรัฐบาล
ดังนั้น การควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมจึงเป็นหนทางที่นายอนุทินเองต้องเลือกและพึงพอใจ ดังนั้น โอกาสที่นายอนุทินจะยกเก้าอี้ รมว.กลาโหมให้กับคนนอกมีโอกาสน้อยลง
จึงเป็นที่มาของกระแสข่าวที่นายอนุทินจะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมเองหากได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
นายอนุทินเป็นนักการเมืองที่มีความใกล้ชิดกับนายทหารในกองทัพมายาวนานหลายยุคหลายสมัย และแสดงออกถึงความอยากเป็นทหารทั้งการชอบใส่ชุดอาสารักษาดินแดน ชอบการทำความเคารพด้วยวันทยหัตถ์ และในห้วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้นำกองทัพ ในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงโดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบกับกัมพูชา
จึงทำให้นายอนุทินพูดในการหาเสียงบนเวทีหนึ่งว่า ที่ผ่านมาอาจจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องงานความมั่นคงมากนัก แต่เมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีสถานการณ์ความมั่นคงเกิดขึ้นหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องกัมพูชา ทำให้มีความเข้าใจในเรื่องความมั่นคงมากขึ้น
แม้จะมีชื่ออดีตบิ๊กทหารหลายคนเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้สนามไชย 1 และหลายคนก็สนิทสนมกับนายอนุทินก็ตาม แต่นายทหารหลายคนที่ใกล้ชิดนายอนุทินนั้นต่างก็เห็นว่านายอนุทินสามารถที่จะนั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหมได้ อีกทั้งที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีพลเรือนหลายคนก็สามารถดำรงนั่งตำแหน่ง รมว.กลาโหมนี้ได้
และหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม นายอนุทินก็จะต้องแต่งตั้งทหารเก่าเป็น รมช.กลาโหมมาช่วยงาน โดยมีการโฟกัสไปที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม อดีตแม่ทัพภาค 2 สายบุรีรัมย์ เพราะจะต้องเลือกในฐานที่มีความคุ้นชินในเรื่องกัมพูชามาช่วยงาน
ขณะที่นายทหารที่มีความสนิทสนมนายอนุทินก็ยังเป็นแคนดิเดตอีกหลายคนที่พร้อมมาช่วยงาน ทั้งบิ๊กวิน พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อนรักตั้งแต่เรียนมัธยมที่อัสสัมชัญบางรัก วปอ.61
บิ๊กไก่ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่รู้จักกับนายอนุทินมายาวนาน
อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูท่าทีของบรรดาคีย์แมนในขั้วอนุรักษนิยม ที่อีกกระแสข่าวหนึ่งยังคงต้องการให้ทหารเก่าดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมมากกว่าให้นายอนุทินควบ เพียงแต่ต้องการให้นายอนุทินคุมงานความมั่นคงเอง เท่านั้น
ขณะที่ในส่วนกองทัพ ในยุคผู้บัญชาการเหล่าทัพปัจจุบัน ดูจะไม่มีปัญหาว่าใครจะมาเป็น รมว.กลาโหม เพราะส่วนใหญ่เป็นทหารอาชีพที่พร้อมยอมรับพลเรือน หรือนักการเมืองมาคุมกลาโหมได้ เพราะบทบาทของ รมว.กลาโหมคือต้องสนับสนุนกองทัพในการเตรียมพร้อมในการสู้ศึกกับกัมพูชารอบ 3 ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหนก็ตาม ทั้งการเสริมสร้างกำลังรบที่แข็งแกร่งพร้อมเครื่องมือและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ที่จะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่หลังการถอดบทเรียนการรบกับกัมพูชาในสองระลอกที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สำหรับ พล.อ.อภิรัชต์นั้น ไม่ได้ต้องการที่จะกลับมาเกี่ยวข้องกับการเมืองอีก
เพราะก่อนหน้านี้ได้เคยประกาศไว้แล้ว ว่าต้องการใช้ชีวิตกับครอบครัว ในการดูแลลูกๆ และดูแลสุขภาพตนเอง
แม้ว่าด้วยความเป็นทหารที่มีความจงรักภักดี จะยังคงเป็นห่วงชาติบ้านเมืองและห่วงสถาบันหลักของประเทศก็ตาม แต่คาดว่า พล.อ.อภิรัชต์น่าจะเลือกที่จะอยู่เบื้องหลังการเมืองมากกว่าที่จะเปิดหน้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แม้ว่าในจังหวะนี้จะเป็นจังหวะเหมาะสมก็ตาม
ดังนั้น กองทัพจึงเฝ้ารอดูผลการเลือกตั้ง เพื่อจะได้เห็นทิศทางของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลและเป็น รมว.กลาโหม เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนากองทัพเสริมสร้างความแข็งแกร่งพร้อมรบได้อย่างเต็มรูปแบบ
โดยคาดหวังกันว่าผลการเลือกตั้งจะไม่พลิกกลายเป็นพรรคส้มถูกเลือกมาอย่างถล่มทลาย หรือได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะทหารเองก็ไม่อยากจะต้องเดือดร้อน กับการเตรียมพร้อมรับศึกภายใน
ศึกการเมืองในประเทศในรูปแบบเดิมๆ อีกแล้ว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การปรากฏตัวของ ‘บิ๊กแดง’ ท่ามกลาง กระแสข่าว ‘บิ๊กเล็ก’ วางมือ ‘อนุทิน’ ควบ กลาโหม และ 3 ป. อำลา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly