ช่วยเหลือ ‘ห่านหน้าผากขาวใหญ่’ อพยพจากกรีนแลนด์ บาดเจ็บ รักษาจนหายดีก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
ชาวบ้านตำบลบ้านกร่างตื่นตา หลังพบ "ห่านหน้าผากขาวใหญ่" อพยพจากกรีนแลนด์ บาดเจ็บช่วยกันดูแลนานกว่า 1 สัปดาห์ จนสามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ บึงแม่ระหัน
15 มกราคม 2569 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกร่าง จังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกับชาวบ้าน และวัดพญายมราช ดูแลห่านหน้าผากขาวใหญ่ ซึ่งได้รับบาดเจ็บและดูแลรักษา ก่อนจะทำพิธีปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป็นบึงแม่ระหัน ซึ่งห่านหน้าผากขาวถือเป็นสัตว์ที่หาดูได้ยากและไม่เคยมาอยู่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกมาก่อน
นายณัฐวุฒิ ม่วงเย็น นิติกรชำนาญการองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกร่าง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29-30 ธันวาคม 2568 มีชาวบ้านแจ้งว่าพบเป็ดแปลกๆตัวหนึ่งเข้ามาอยู่ในฝูงเป็ดของตัวเอง พอเห็นว่าไม่ใช่เป็ดทั่วไปจึงจับตัวไปมอบให้เจ้าอาวาสวัดพญายมราชดูแล เพราะมีอาการบาดเจ็บที่บริเวณเท้า มีรอยบาดแผลที่เกิดจากลวด เจ้าอาวาสจึงประสานมาที่ อบต.บ้านกร่าง เมื่อไปตรวจสอบ จึงทราบว่าเป็น "ห่านหน้าผากขาวใหญ่" สถานภาพเป็นนกอพยพหายาก
รายงานล่าสุด เมื่อปี 2568 เราพบ 6 ตัวที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ แต่ในครั้งนี้พบว่าพื้นที่บ้านกร่าง อำเภอเมือง พิษณุโลก เราพบเพียงตัวเดียว
เบื้องต้นได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมรักษาห่านให้หายดีก่อน โดยใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ โดยให้อาหารสัตว์ปีกทั่วไปคือข้าวเปลือก รำ เป็นต้น เมื่อห่านหน้าผากขาวใหญ่หายดี จึงได้เชิญผู้บริหาร อบต.บ้านกร่าง นำโดย ร้อยตำรวจเอกเอกธนัช เจริญสุข. นายก อบต.บ้านกร่าง พร้อมกับ เจ้าอาวาสวัดพญายมราช ที่นำห่านมารักษา และนักเรียนจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแม่ระหัน ตำบลบ้านกร่าง เพื่อจัดกิจกรรมปล่อยห่านหน้าผากขาวใหญ่ ซึ่งเป็นกิจกรรมเล็กๆ แต่ก็สร้างความสุขให้กับเด็กๆ อย่างมาก เนื่องจากเป็นห่านหายากในประเทศไทย
หลังจากได้ทำการปล่อยห่านหน้าผากขาวใหญ่ แรกๆ เขาก็บินไปและออกหากินในบึงแม่ระหัน ซึ่งเป็นบึงน้ำใหญ่ธรรมชาติ ทำให้ห่านหน้าผากขาวใหญ่ ปรับสภาพตามธรรมชาติ จากนั้น มีการติดตามต่ออีก 2 วัน จนเข้าใจว่าห่านน่าจะบินไปแล้ว
สำหรับห่านหน้าผากขาวใหญ่ [Greater White-fronted Goose] เป็นห่านขนาดกลาง มีความยาวลำตัว 64-81 ซม. มีช่วงปีกกว้าง 130-165 ซม. และน้ำหนักระหว่าง 1.93-3.31 กก. เมื่อโตเต็มวัยขาจะมีสีสันสดใส ขนปีกด้านบนมีสีเทาอมน้ำตาล สีปากจะแตกต่างกันไปตั้งแต่สีส้มไปจนถึงสีชมพู และตัวผู้มักมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย โดยทั้งสองเพศมีลักษณะภายนอกคล้ายกัน คือมีขนสีเทาน้ำตาล โดยหน้าอกมีสีเทาอ่อนพร้อมแต้มจุดหรือแถบสีดำถึงน้ำตาลเข้ม นอกจากนี้ ทั้งตัวผู้และตัวเมียยังมีปากสีชมพู ขาและเท้าสีส้ม ห่านชนิดนี้ผสมพันธุ์ในพื้นที่ทุนดราและไทกา ในช่วงฤดูอพยพจะพบในทุ่งนา พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ชุ่มน้ำ มักพบเป็นฝูงหรือบางครั้งอาจอยู่ปะปนกับห่านชนิดอื่น พบการกระจายพันธุ์ทางทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป โดยมีสถานภาพการอนุรักษ์ IUCN Red list คือ LC (Least Concern)
ในรายงานพบว่าในประเทศไทย พบมากที่ จ.นครสวรรค์ จำนวน 6 ตัว และล่าสุด ที่ ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก พบ 1 ตัว อาจเป็นบินหากินหลงฝูงของตัวเอง ทำให้ชาวบ้านที่ทราบต่างตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก และดำเนินการช่วยเหลือพร้อมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังกล่าว และคาดว่าจะบินกลับสู่ฝูงตนเองในที่สุด