โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | สู่ขวัญข้าว 'หุง' บายศรี สถาปนาแม่โพสพ 'แม่ศรี'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 19 ม.ค. เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. เวลา 09.05 น.
สู่ขวัญข้าว วันกำฟ้า ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี [ภาพหมอขวัญกำลังสู่ขวัญข้าวด้วยคำคล้องจองทำนองร่ายที่วัดใหม่ดงกระทงยาม ต. ดงกระทงยาม อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี (มีนาคม 2566)]

สู่ขวัญข้าวเดือน 3 เป็นพิธีกรรมที่ชุมชนชาวนาทำขึ้น เพื่อวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ บันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารเลี้ยงชุมชน ซึ่งทำให้สิ่งสำคัญมีขึ้นในคราวนี้ 2 อย่าง คือ บายศรี และแม่โพสพ หรือแม่ศรี

เดือน 3 หมายถึงเดือนลําดับที่ 3 ของปีนักษัตรตามปฏิทินจันทรคติ (ตรงกับมกราคม-กุมภาพันธ์ ตามปฏิทินสากล)

ปีนี้ วันแรกของเดือน 3 (จันทรคติ) คือ ขึ้น 1 ค่ำ ตรงกับวันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

และต่อไปวันสู่ขวัญข้าว ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 “วันกำฟ้า” ตรงกับวันพุธที่ 21 มกราคม 2569

ชาวนาสู่ขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมครั้งใหญ่ที่มีต่อข้าว เพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงทางอาหารของชุมชนดั้งเดิม ซึ่งเป็นพิธีกรรมเดือน 3 มี 2 ระดับ คือ พิธีราษฎร์ สู่ขวัญข้าว, บายศรี กับพิธีหลวง สถาปนาแม่โพสพ, แม่ศรี “เทวีข้าว”

สู่ขวัญข้าว

สู่ขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผี ที่ชาวนาดั้งเดิมเริ่มแรกทําขึ้นมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เพื่อขอขมาแม่ข้าวที่ชาวนาใช้เครื่องมือเกี่ยวข้าว (เช่น เคียว ฯลฯ) ตัดขาดต้นข้าวทําให้แม่ข้าวต้องตายเป็นผี ซึ่งถูกเรียก “แม่ข้าว” (หมายถึงเจ้าแม่แห่งข้าว)

พิธีกรรมทําโดยหมอขวัญหรือ “หมอมด” ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (คําว่า “มด” มาจากภาษาเขมรว่า “มะม็วด” หมายถึงผู้ชํานาญทางศาสนาผี) มีหลายวันหลายคืนติดต่อกัน ต่อมามีกําหนดเวลาสู่ขวัญข้าวต่างกัน ดังนี้

สมัยแรก มีในเดือน 3 ไม่กําหนดวันตายตัว แต่ให้ขึ้นอยู่ที่การนัดหมายของแต่ละชุมชน สมัยหลัง กําหนดวันตายตัว “ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3” เรียก “วันกําฟ้า” และยังทําสืบเนื่องถึงปัจจุบัน

วันกําฟ้า หมายถึง วันฟ้าเปิดประตูให้น้ำฝนตกลงดินท้องไร่ท้องนา (ชาวอีสานเรียก “ฟ้าไขประตูฝน”) เพื่อคนทั้งหลายทําไร่ทํานาทํามาหากินอุดมสมบูรณ์ (ชื่อกําฟ้าน่าจะกลายจาก “ก่ำฟ้า” หมายถึงขมุกขมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝนเมื่อใกล้ฝนตก พบในโคลงนิราศนรินทร์ว่า “ไขประทีปโคมแก้ว ก่ำฟ้าเฟือนจันทร์”)

พิธีกรรมจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ จึงยกเป็นการกระทํา ของอํานาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งน่ากลัวขนหัวพองสยองเกล้า กระตุ้นให้ชาวนาทั้งชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติต้องร่วมกันกําหนดพิธีกรรมวิงวอนร้องขอต่อผีเพื่อความอุดมสมบูรณ์

ในทางภูมิอากาศเรื่องระบบลมมรสุม (ระหว่างเดือน 3) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปเป็น “ช่วงเปลี่ยนฤดู” จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เกิดความแปรปรวนของลมมรสุมซึ่งพัดในทิศทางไม่แน่นอน มักมีฝนฟ้าคะนองเป็นฝนหลงฤดูเพราะไม่ใช่ฤดูฝน [มีเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ฝนชะลาน (หมายถึงน้ำฝนชะล้างลานนวดข้าวที่เพิ่งเสร็จจากนวดข้าว), ฝนชะช่อมะม่วง (หมายถึง น้ำฝนราดรดต้นมะม่วงที่กําลังออกช่อ ทําให้บางช่อหลุดไป บางช่อเหลืออยู่)] [จากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2545 หน้า 140]

ฟ้าเปิดประตูฝนหรือฟ้าไขประตูฝน คือ ช่วงหลังฤดูหนาว มีฟ้าร้องเสียงคะนองเป็นสัญญาณจะมีฝน ดังนั้นคนแต่ก่อนเป็นที่รู้กันว่าต้องคอยฟังทั้ง 8 ทิศว่าเสียงฟ้าร้องมาจากทิศทางไหน? จะมีคําทํานายจากทิศทางเสียงฟ้าร้องถึงความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่าข้าวปลาอาหารของปีต่อไป (คําทํานายมีในเอกสารเก่าและพิมพ์ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 7 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2542 หน้า 2460-2461)

พิธีสู่ขวัญข้าว เริ่มด้วยขนข้าวเปลือก (จากลานนวดข้าว) ขึ้นยุ้งฉางหรือเล้าข้าวเชิญ “แม่ขวัญข้าว” ขึ้นยุ้งฉาง ทําพิธีสู่ขวัญข้าว เพื่อความมั่นคงทางอาหาร

[ก่อนสู่ขวัญข้าว ชาวนาไม่กินข้าวใหม่ที่เพิ่งได้มา แต่ต้องรอหลังทําขวัญข้าวและหลังหุงข้าวเซ่นผีแถนจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกินได้]

ข้าวที่ต้องสู่ขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้ ข้าวเหล่านั้นมี 3 ส่วน จัดที่ทางไว้ไม่ปนกัน ได้แก่ แม่ข้าว, พันธุ์ข้าวปลูก, ข้าวกิน ดังนี้

(1.) แม่ข้าว คือ รวงข้าวตกที่เก็บรักษาไว้เซ่นผีตั้งแต่วันเกี่ยวข้าว (เดือนอ้าย) แล้วถูกเชิญเป็น(เสมือน) ประธานในลานนวดข้าว (เดือนยี่)

(2.) พันธุ์ข้าวปลูก หมายถึง เมล็ดข้าวเปลือกที่คัดส่วนดีที่สุดไว้จํานวนตามต้องการจากข้าวชุดแรกที่ลานนวดข้าว สําหรับเป็นพันธุ์ข้าวใช้ปลูกในปีต่อไป

(3.) ข้าวกิน คือ ข้าวเปลือกทั้งหมดได้จากนวดข้าวเก็บไว้กินตลอดปี

บายศรี

บายศรีเป็นประเพณีพิธีกรรมในศาสนาผี หมายถึง ข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นสังเวยผีฟ้า โดยใส่กระทงหรือกระบาน ต่อมาให้ความสำคัญแก่ภาชนะเหนือข้าวสุกโดยปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องใบตองเลียนแบบเครื่องสูงในพระราชพิธี หลังจากนั้นสร้างสรรค์เป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากข้าวสุกแม่ข้าวจนเกือบไม่เหลือความหมายเดิม

บายศรี คือ ข้าวขวัญ (หรือข้าวสุกแม่ข้าว) หมายถึง ข้าวสุกที่ได้จากข้าวเปลือกผ่านพิธีสู่ขวัญข้าวแล้ว แบ่งไปตำซ้อมเป็นข้าวสาร (ข้าวกล้อง) ทำให้สุกชุดแรกเรียกข้าวสุกเพื่อเซ่นผีฟ้า และด้วยเหตุข้าวสุกชุดนี้ได้จากข้าวเปลือกที่ผ่านพิธีสู่ขวัญ จึงเรียกข้าวสุกชุดนี้ว่าข้าวขวัญ

[บายศรีมีต้นตอจากคำเขมรว่าบายสี หรือ บายสฺรี (บาย-เซฺร็ย) แปลว่า ข้าวสุกแม่ข้าว (บาย แปลว่า ข้าวสุก, สฺรี แปลว่า หญิง หรือสตรี) ต่อมาคำว่า สฺรี ถูกกลืนจากคำว่า ศรี (ที่หมายถึง พระศรี คือ พระลักษมี) เลยสะกดว่าบายศรี]

ข้าวสุกชุดแรกน่าจะเป็นข้าวในกระบอกไผ่ที่ถูกทำให้สุกด้วยการสุมไฟด้านนอกซึ่งปัจจุบันเรียกข้าวหลาม (ไม่มีกะทิ) น่าจะเป็นวิธีเก่าสุดทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก (หลาม หมายถึงทำให้สุกภายในกระบอกไม้ไผ่เผาไฟหรือสุมด้วยไฟ)

กระทงหรือกระบานทำจากใบตองและกาบกล้วยเพื่อใส่ข้าวขวัญหรือข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นสังเวยผีฟ้าพญาแถน ถูกทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจ-การเมืองหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย

[กระทง หมายถึง ภาชนะใส่สิ่งของเย็บด้วยใบตองหรือกาบกล้วย ต่อมาอาจทำด้วยวัสดุอื่นๆ (เช่น กระดาษ เป็นต้น) กระบาน (สะกดด้วย น. หนู) หมายถึงภาชนะใส่เครื่องเซ่นสังเวยคล้ายกระทง, กระบะ ฯลฯ ทำจากกาบกล้วยพับหักมุมเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมก็ได้ โดยใช้ไม้ตอกเส้นเสียบขัดแน่นเป็นตารางยึดติดกัน แล้วปูด้วยใบตองรองรับเครื่องเซ่นสังเวยใส่ตามช่องตารางในกระบาน (คนละอย่างจาก “กระบาล” สะกดด้วย ล. ลิง มาจากภาษาเขมร) แปลว่า หัวกระโหลก)]

หลังติดต่ออินเดีย มีความเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม กระตุ้นบายศรีมีประเพณีต่างกัน 2 ระดับที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องถึงกัน ได้แก่ ระดับชาวบ้าน กับ ระดับราชสำนัก

ชาวบ้าน บายศรีสืบทอดประเพณีข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นผีฟ้าใส่ภาชนะทำจากกาบกล้วยและใบตอง โดยเน้นที่ข้าวสุกแม่ข้าว

ราชสำนัก พัฒนาภาชนะที่เป็นกระทงหรือกระบานผี ทำจากใบตองและกาบกล้วยให้เป็นเครื่องใบตองเลียนแบบฉัตรรวงข้าว (เครื่องสูง) ที่มีในพระราชพิธีธานย์เทาะห์หรือเผาข้าว ซึ่งพบในเอกสารว่า “ฉัตรอันทำด้วยรวงข้าว” (คำให้การขุนหลวงหาวัดฉบับหอสมุดแห่งชาติ) ครั้นนานไปบายศรีได้รับยกย่องเป็นเครื่องแสดงฐานะและอำนาจ จึงให้ความสำคัญแก่ภาชนะอยู่เหนือข้าวสุกแม่ข้าว เลยสร้างสรรค์เครื่องใบตองเป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากความหมายเดิม กระทั่งบางทีไม่เหลือความหมายเดิม โดยไม่ให้ความสำคัญข้าวสุก หรือมีข้าวสุกด้วยแต่แยกภาชนะต่างหาก หรือแปรสภาพเป็นข้าวต้มมัดก็มี

บายศรีปัจจุบันหมายถึงเครื่องเชิญขวัญทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงซ้อนขึ้นเป็นชั้นๆ เรียงจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กตามลำดับ โดยมีต่างกันหลายแบบ เช่น บายศรีใหญ่, บายศรีปากชาม เป็นต้น พบกลอนพรรณนาในเพลงยาวรำพันพิลาป ของสุนทรภู่ แสดงความเปรียบว่าตนตกยากเหมือนบายศรีเสร็จงานก็เป็นแค่ใบตอง

เหมือนบายศรีมีงานท่านถนอมเจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา
พอเสร็จการท่านเอาลงทิ้งคงคา ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง

เครื่องบูชา เสมาหินอีสานมีภาพสลักเป็นภาชนะรูปหม้อ ซึ่งมีกรวยสูงครอบปากหม้อ

น่าจะเป็นต้นแบบทุกวันนี้เรียกกระทงบูชาทำจากใบตอง [จากบทความเรื่อง “จารึกใบเสมาบ้านพันนา” โดย ก่องแก้ว วีระประจักษ์ พิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ของกรมศิลปากร ปีที่ 50

ฉบับที่ 2 (มี.ค.-เม.ย.) 2550 หน้า 52-57]

ร่องรอยหลักฐานเหล่านี้น่าจะมีพัฒนาการต่อไปเป็นเครื่องสูงต้นแบบบายศรี (หนังสือ ทวารวดีในอีสาน ของ ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558)

สถาปนาแม่โพสพ

สู่ขวัญข้าวพิธีหลวง ด้วยการยกย่องสู่ขวัญข้าว พิธีราษฎร์ผสมกลมกลืนความเชื่อใหม่จากอินเดียทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กลายเป็นสู่ขวัญข้าวพิธีหลวง พบหลักฐานเก่าสุดในกฎมณเฑียรบาลและทวาทศมาสโคลงดั้นสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อเรือน พ.ศ. 2000 สรุปย่อดังนี้

(1.) สู่ขวัญข้าวพิธีหลวงได้ต้นแบบจากสู่ขวัญข้าวพิธีราษฎร์ แล้วปรับให้ผสมกลมกลืนกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ราชสํา นักรับเข้ามาใหม่จากอินเดียภาคใต้ เรียก “พิธีโหลี” (เทศกาลสาดสีฉลองเริ่มฤดูการเพาะปลูกในอินเดียภาคใต้) จากนั้นถูกปรับเปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า “ธานย์เทาะห์” แปลว่าเผาข้าว

(2.) พิธีธานย์เทาะห์ หมายถึงพิธีเผาศพแม่ข้าวหรือเผารวงข้าวที่ถูกตัดจากลําต้นแล้วเก็บไว้แห้งกรอบเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าวที่ตายแล้ว

การเผาศพแม่ข้าวเพื่อส่งขวัญข้าว (คือขวัญของแม่ข้าว) ขึ้นฟ้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวดาบนสวรรค์ (ตามความเชื่อเรื่องผีฟ้าทางศาสนาผี) ดังนั้น พิธีธานย์เทาะห์(เผาข้าว) จึงไม่ใช่จุดไฟเผาฟางและซังข้าวในท้องนา “สมมุติว่าคลอกทุ่งเผาป่ากันอุปัทวจัญไร” (ตามที่มีบอกในหนังสือเรื่องนางนพมาศ หรือตํารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์)

(3.) แม่ข้าวถูกเผาศพเพื่อส่งขวัญขึ้นฟ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระไพศพ (องค์เดียวกับท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์) จากนั้นชื่อไพศพกลายคําเป็น “โพสพ” นับแต่นั้นแม่ข้าวถูกเรียกอย่างศักดิ์สิทธิ์ว่า “แม่โพสพ”

แม่โพสพไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ เริ่มจากแม่ข้าวตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว ครั้นหลังจากนั้นได้รับยกย่องเป็นแม่โพสพสืบเนื่องจนปัจจุบัน

ชาวนาสู่ขวัญข้าวเดือน 3 เป็นวันสถาปนาแม่ข้าวเป็นแม่โพสพ คือเทวีแห่งข้าว ดังนี้

1.สมัยชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรก หลายพันปีมาแล้ว (ก่อนประวัติศาสตร์) นับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญในคน, สัตว์, พืช, สิ่งของ, และอาคารสถานที่

ครั้งนั้นมีข้าวต้นหนึ่งตายเพราะถูกเคียวเกี่ยวข้าว แต่ขวัญของข้าวไม่ตายกลายเป็นผี เรียกขวัญข้าว มีเพศหญิง และเป็นเจ้าแม่แห่งข้าว เรียกย่อๆ ว่าแม่ข้าว

ชุมชนต้องมีพิธีเซ่นผีแม่ข้าวทุกปี ในเดือน 3 ทางจันทคติ เรียกพิธีทำขวัญข้าว เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารเลี้ยงชุมชนที่อ่อนแอทางเทคโนโลยี

2.สมัยชุมชนเมืองการค้าเริ่มแรก 1,500 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ. 1000 รับวัฒนธรรมอินเดีย นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ มีความเคลื่อนไหว ดังนี้

(1.) ชนชั้นนำของเมือง คือเจ้าเมือง ซึ่งนับถือผีแม่ข้าว ได้ยกย่องแม่ข้าวจากผีเป็นเทวดาเพศหญิง คือเทวีแห่งข้าว

(2.) ด้วยพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านจากผีเป็นเทวราช ตามความเชื่อสมัยนั้นคือ “ผี-พราหมณ์-พุทธ” และ

(3.) แม่ข้าวถูกขนานนามใหม่ว่าแม่โพสพ ด้วยการ ขอยืมนามของท้าวเวสสุวรรณว่า “ไพศพ” แล้วกลายคำเป็น “โพสพ” เรียกแม่โพสพ [พบในทวาทศมาส (โคลงดั้น บท 203 และ ฯลฯ) สมัยอยุธยาตอนต้น] มาจากคำภาษาสันสกฤตว่าไพศฺรพณะ (ไวศฺรวณะ) ตรงกับคำภาษาบาลีว่าเวสฺสวณฺ

ส่วนในไทยเรียก 2 ชื่อ คือ ท้าวเวสสุวรรณ กับ ท้าวกุเวร ประทับอยู่ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ เป็นเทพผู้รักษาทิศเหนือ, เป็นผู้พิทักษ์ทรัพย์ในดินสินในน้ำ, เป็นเทพแห่งความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์, เป็นประธานใหญ่ในหมู่อสูรและรากษส ตลอดจนภูตผีทั้งปวง

ซึ่งเท่ากับเจ้าแม่ข้าวได้รับยกย่องเป็นเทวีข้าว หมายถึงเทวดาเพศหญิงผู้ให้กำเนิดข้าว และความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ เพราะข้าวในสมัยดั้งเดิมเป็นสิ่งแสดงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่ได้จากดินและน้ำ

สถาปนาแม่โพสพ โดยราชสํานักอยุธยาทําพิธีเผาศพแม่ข้าว หมายถึงพิธีเผารวงข้าวตกที่ชาวบ้านเก็บไว้แห้งกรอบเป็นสัญลักษณ์แม่ข้าวที่ตายแล้ว ซึ่งเรียกพิธีธานย์เทาะห์ (แปลว่าเผาข้าว) เท่าที่พบร่องรอยจากเอกสารหลายเล่มสรุปพิธีกรรมได้ 3 ขั้นตอน คือ ทําขวัญข้าว, เผาข้าว, เสี่ยงทาย (พิธีกรรมทั้งหมดอยู่ในทวาทศมาสโคลงดั้น)

แม่โพสพ เป็นคำคุ้นเคยในสังคมสมัยอโยธยา (ก่อนสมัยอยุธยา) แสดงว่าเป็นคำมีมาก่อนนั้นนานแล้ว (เช่น สมัยวัฒนธรรมทวารวดี) พบหลักฐานเก่าสุดขณะนี้ราว 685 ปีมาแล้ว ในกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ที่ตราขึ้น พ.ศ. 1884 ดังนี้

(มาตรา 24) ผู้ทำลายรั้วไร่นาของคนอื่น ปล่อยวัวควายเข้าไร่นาของคนอื่น ให้ลงโทษผู้นั้น แล้วชดใช้ค่าเสียหายโทษฐาน “มันดูถูกแก่แม่โพสพซึ่งเลี้ยงมันมา”

(มาตรา 27) ผู้ใดเอาวัวควายไปทำลายต้นข้าวกล้าของผู้อื่น ผู้นั้นต้องถูกลงโทษเสียค่าปรับ แล้วต้องตั้งพิธี “ทำขวัญนางพระโพสพ

แม่โพสพเป็น “เทวีข้าว” (หมายถึงเทวีแห่งข้าว) มีความหมายโดยรวมว่าหญิงเป็นใหญ่มีอำนาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพรรณธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง ความเฮี้ยนเหล่านี้เกี่ยวข้องใกล้เคียงทั้งแม่โพสพ, แม่ศรี

แม่ศรีเป็นเทวีข้าว มีอำนาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง มักพบในรัฐใกล้ทะเลที่มีการค้าเดินสมุทรกับดินแดนโพ้นทะเล ได้แก่ ชวา (อินโดนีเซีย), กัมพูชา, ไทย ฯลฯแต่ไม่พบบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนบน เช่น อีสาน, ลาว เป็นต้น

นาม “แม่ศรี” น่าจะรับจาก “พระศรี” อีกพระนามหนึ่งของพระลักษมี ผู้ทรงเป็นชายาพระวิษณุ (พระนารายณ์) และเป็นที่รู้จักกันในอานุภาพของพระศรีว่าทรงเป็นผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภทั้งปวง ซึ่งมีความหมายที่รับรู้กันทุกรัฐว่า “เทวีข้าว”

ในวัฒนธรรมชวา (อินโดนีเซีย) แม่ศรีถูกเรียกว่า “เทวีศรี” (Dewi Sri) เป็นเทวีข้าวและความอุดสมสมบูรณ์กับโชคลาภทั้งปวง พบหลักฐานเก่าสุดเป็นประติมากรรมรูปเทพนารีทรงถือรวงข้าว ฝีมือช่างแบบชวาภาคตะวันออก อายุราว พ.ศ. 1600-1800

เทวีข้าวสมัยดั้งเดิมของชวาคือ “เจ้าแม่ข้าว” เป็นผีพื้นเมือง ต่อมาหลังรับวัฒนธรรมอินเดียทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จึงผนวกเจ้าแม่ข้าวซึ่งเป็นผีพื้นเมืองรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระลักษมีแล้วเรียกเทวีศรี เมื่อทำรูปเคารพเทวีศรีก็ดัดแปลงจากรูปพระลักษมีในพระหัตถ์ทรงถือดอกบัวเป็นรูปเทวีศรีถือรวงข้าว

ในวัฒนธรรมเขมร (กัมพูชา) แม่ศรีถูกเรียกด้วยคำเขมรดั้งเดิมที่มีก่อนแล้วว่า “เมสฺรี” (เม-เซฺร็ย) หมายถึงสตรีผู้เป็นใหญ่มีอำนาจ [เม แปลว่า หัวหน้า หรือผู้เป็นใหญ่, สฺรี แปลว่า หญิง คำกลายจาก สฺตฺรี (เสฺตฺร็ย)]

ต่อมารับคำในภาษาสันสกฤตว่า “ศรี” มีความหมายต่างๆ ได้แก่ (1.) สิริมงคลในพระนาม พระพุทธรูป หรือเจ้านาย (2.) พระลักษมี ชายาพระวิษณุ (3.) หมากพลู เป็นราชาศัพท์

“สฺรี” ในกัมพูชา กับ “ศรี” ในชวา น่าจะมีลักษณะทับซ้อนแล้วปะปนด้วยเหตุหลายอย่างตั้งแต่กัมพูชากับชวาเป็นที่รับรู้ทั่วไปของนักวิชาการนานาชาติว่ามีความสัมพันใกล้ชิดติดต่อแลกเปลี่ยนต่างๆ มากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว พบหลักฐานจำนวนมากทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ตั้งแต่ฝีมือช่างสลักลวดลายบนปราสาทจนถึงลัทธิเทวราช แล้วในที่สุดคำว่า ศรี มีอำนาจเหนือคำว่า สฺรี

ในวัฒนธรรมไทย แม่ศรีสืบทอดจาก เมสฺรี ในวัฒนธรรมเขมร ดังนั้นย่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางเขียนได้ 2 อย่างคือแม่สี (แบบเขมร) กับแม่ศรี (แบบชวา) มีเล่นเข้าทรงแม่ศรีงานเลี้ยงผีหน้าแล้ง ต่อมานิยมเล่นเดือนเมษายนในสงกรานต์ (ชื่อสงกรานต์ขึ้นศักราชใหม่รับมาจากอินเดีย)

แม่ศรีในความเชื่อของไทย แต่งกายนุ่งโจงกระเบน (แบบเขมร) และ “ห่มผ้าสไบ ดอกไม้ห้อยหู” ในการละเล่นดั้งเดิมมีคำร้องดังนี้

ร้องแม่ศรี มีว่า

“ดอกไม้ห้อยหู สีชมพูห้อยบ่า
น้ำอบชุบผ้าห่มเวลาเย็นเอย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | สู่ขวัญข้าว ‘หุง’ บายศรี สถาปนาแม่โพสพ ‘แม่ศรี’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...