โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นาซาส่งจรวดคู่แฝดทะยานฟ้าเหนือน่านฟ้าอลาสก้า เร่งไขปริศนา “แสงเหนือสีดำ” และระบบวงจรไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศ

SPACEMAN

อัพเดต 15 ก.พ. เวลา 20.45 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. เวลา 13.45 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

องค์การนาซาประสบความสำเร็จในการส่งจรวดวิจัยจำนวน 2 ภารกิจขึ้นสู่ห้วงอวกาศจากฐานยิงในรัฐอลาสก้า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อทำการศึกษา "ระบบวงจรไฟฟ้า" ที่ซ่อนอยู่ภายในแสงออโรราหรือแสงเหนือ การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยพลังงานมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักบินอวกาศและระบบดาวเทียมที่โคจรรอบโลก

ภารกิจดังกล่าวประกอบด้วยการยิงจรวดสำรวจระดับกึ่งวงโคจร (Sounding Rocket) จากสนามวิจัยโปเกอร์แฟลต ใกล้กับเมืองแฟร์แบงค์ รัฐอลาสก้า โดยจรวดเหล่านี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ล้ำสมัยเพื่อทะยานเข้าสู่ใจกลางของแสงเหนือในช่วงเวลาสั้น ๆ และเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมทางไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศโลกที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างลมสุริยะและสนามแม่เหล็กโลก

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ภารกิจ "แบดแอส" (Black and Diffuse Auroral Science Surveyor - BADASS) ซึ่งถูกส่งขึ้นไปในช่วงเช้ามืดของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เพื่อศึกษาสิ่งที่เรียกว่า "แสงเหนือสีดำ" (Black Auroras) ปรากฏการณ์นี้มีความพิเศษและแตกต่างจากแสงเหนือทั่วไป โดยปกติแล้วแสงเหนือจะเกิดขึ้นเมื่ออิเล็กตรอนพุ่งตกลงมายังชั้นบรรยากาศโลก แต่ในกรณีของแสงเหนือสีดำนั้น อิเล็กตรอนกลับพุ่งย้อนกลับขึ้นไปสู่อวกาศแทน จรวดในภารกิจนี้พุ่งทะยานไปถึงระดับความสูงประมาณ 360 กิโลเมตร ก่อนจะตกกลับลงสู่โลก ซึ่งทีมนักวิจัยยืนยันว่าอุปกรณ์ทุกอย่างทำงานได้อย่างสมบูรณ์และสามารถเก็บข้อมูลคุณภาพสูงเพื่อนำมาวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้กระแสอิเล็กตรอนเกิดการไหลย้อนกลับในลักษณะนี้ได้

ในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นาซาได้ดำเนินการต่อเนื่องด้วยภารกิจ "ไนซ์" (Geophysical Non-Equilibrium Ionospheric System Science - GNEISS) โดยใช้จรวดสำรวจอีกคู่หนึ่งยิงขึ้นไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกันเพื่อสร้างภาพจำลองที่เปรียบเสมือนการ "ทำซีทีสแกน" (CT scan) ของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ในแสงเหนือ จรวดทั้งสองลำพุ่งขึ้นไปที่ระดับความสูงประมาณ 319 กิโลเมตร เพื่อตรวจวัดการกระจายตัวของกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านชั้นบรรยากาศลงมาสู่เบื้องล่าง

ข้อมูลที่ได้จากการทำงานร่วมกันระหว่างจรวดและเครือข่ายเครื่องรับสัญญาณบนพื้นดิน จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างภาพจำลองสามมิติของสภาพแวดล้อมทางไฟฟ้าและพลาสมาภายใต้แสงออโรราได้เป็นครั้งแรก ซึ่งความเข้าใจในระบบไฟฟ้าของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์นี้มีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากปรากฏการณ์แสงออโรรามักมาพร้อมกับพายุแม่เหล็กโลก ซึ่งอาจรบกวนระบบสื่อสารทางวิทยุ ทำให้เกิดไฟฟ้าดับในบางพื้นที่ ส่งผลต่อเส้นทางการบิน และที่สำคัญที่สุดคืออาจเป็นอันตรายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของดาวเทียมรวมถึงสุขภาพของนักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในสถานีอวกาศ

การศึกษาในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการถอดรหัสกลไกทางธรรมชาติเพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างเกราะป้องกันให้กับเทคโนโลยีอวกาศและการใช้ชีวิตของมนุษย์ในยุคที่การสำรวจอวกาศกำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลอ้างอิง: Space.com

  • NASA launches twin rocket missions from Alaska to study mysterious black auroras
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...