เรื่องน่ารู้ : มะละกอ
มีถิ่นฐานอยู่ในบริเวณเม็กซิโกตอนใต้ถึงอเมริกากลาง ก่อนจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาในประเทศไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา กระทั้งแพร่หลายในปัจจุบัน และแทบทุกบ้านมักจะปลูกไว้เพื่อเก็บผลไว้กิน เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 3-6 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลออกขาว ลำต้นตรง ไม่มีแก่น แตกกิ่งก้านน้อย มีรอยแผลใบชัดเจน มียางขาวข้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบต้นหนาแน่นที่ปลายยอด ใบรูปฝ่ามือ ขนาด 80-120 ซม. ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึกถึงแกนก้าน ก้านใบเป็นหลอด กลมกลวงยาว 25-100 ซม. ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อยาวห้อยลง ดอกสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ มีกลิ่นหอม ดอกเพศเมียสีขาว ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกมีขนาดใหญ่ กว่าดอกเพศผู้ ผล รูปกระสวย ผิวเรียบ เปลือกบาง มียางสีขาว ผลสดสีเขียวเข้ม พอสุกเปลี่ยนเป็นสีส้ม รับประทานได้ มีเมล็ดมาก เมล็ดกลม สีดำ มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวใส
ผลดิบนิยมนำไปตำส้มตำหรือชาวอีสานเรียกว่า”ตำบักหุ่ง” นอกจากนี้ยังนำไปเป็นเครื่องประกอบอาหารได้อีกหลากหลายชนิด อาทิ แกงเลียง แกงกะทิปลาย่างมะละกอสับ แกงไก่ใส่มะละกอ แกงเหลือง แกงอ่อมใส่มะละกอ
นอกจากนี้หากไม่นำผลดิบไปทำอาหาร ยังสามารถปล่อยทิ้งไว้รอให้สุก จะได้รสชาติหวาน อร่อย และสามารถกินได้เลยไม่ต้องนำไปปรุงให้สุกแต่อย่างใด ที่สำคัญเนื้อมะละกอสุกยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารอาหารต่าง ๆ ช่วยในการ บำรุงสายตา เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บรรเทาอาการเลือดออกตามไรฟันบำรุงเลือด บำรุงน้ำนม รวมทั้ง ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องผูก
ในเรื่องความสวยงาม ความงามมะละกอยังมีเอนไซม์ที่ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี โดยนำมะละกอสุกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1ช้อนนมสดอีก 1 ช้อน ปั่นเข้าด้วยกันเป็นครีมข้น ทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ 10 - 15 นาทีแล้วล้างออก รับรองผิวหน้าเนียนขาวแน่นอน
แม้มะละกอจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรับประทานมะละกอสุกติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้สารมีสีพวก carotenoid ไปสะสมในร่างกายมากเกินไปจนทำให้ผิวมีสีเหลืองได้