“จีน–แคนาดา” ปิดดีลลดกำแพงค้า เคาะเปิดทาง EV จีน แลกลดภาษีคาโนลา-ฟรีวีซ่า
"จีน–แคนาดา" มีแนวโน้มลดภาษีคาโนลาครั้งใหญ่ ระงับอากรสินค้าเกษตรบางรายการ แคนาดาเปิดโควตา EV จีน 49,000 คันในภาษีราว 6% จีนให้คนแคนาดาเข้าแบบไม่ต้องขอวีซ่า
วันที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 01.28 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนและแคนาดาบรรลุข้อตกลงครอบคลุมหลายด้าน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต สัญญาณสะท้อนการปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศของแคนาดา และการลดการยึดโยงกับวาระการค้าเชิงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เปิดเผยว่า จีนคาดว่าจะลดภาษีนำเข้าคาโนลา (rapeseed) ของแคนาดา หลังเขาเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อวันศุกร์ นับเป็นการเยือนปักกิ่งของผู้นำแคนาดาครั้งแรกในรอบ 8 ปี ควบคู่กันแคนาดาจะอนุญาตให้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน 49,000 คัน เข้าสู่ตลาดในอัตราภาษีราว 6% ซึ่งเท่ากับยกเลิกภาษีเพิ่มพิเศษ 100% ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน จีนจะเปิดมาตรการ เดินทางเข้าประเทศแบบไม่ต้องขอวีซ่า สำหรับชาวแคนาดา ตามที่คาร์นีย์ระบุ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการกลับลำจากยุคอดีตนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ที่ความสัมพันธ์จีน–แคนาดาแทบพังทลายจากข้อพิพาทส่งผู้ร้ายข้ามแดนในปี 2018 ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงของหัวเว่ย และต่อมาจีนควบคุมตัวชาวแคนาดา 2 คน รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางการค้าหลายปี ทำให้ความสัมพันธ์อยู่ในภาวะตึงเครียดหนัก
นักวิชาการบางส่วนมองว่า ท่าทีที่คาร์นีย์เปิดสัมพันธ์กับสี จิ้นผิง อาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของวอชิงตัน
คาร์นีย์คาดว่า ภาษีคาโนลาจะลดลงจากมากกว่า 80% เหลือรวมราว 15% ภายในวันที่ 1 มีนาคม โดยบอกว่ามีความเชื่อมั่นสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง หลังข่าวดังกล่าวออกมา ราคาฟิวเจอร์สคาโนลาที่นิวยอร์กปรับขึ้นต่อ แตะบวกสูงสุด 2.6% ทำระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ก่อนจะย่อตัวลง โดยนักลงทุนมองว่าจะหนุนความต้องการจาก ตลาดใหญ่อันดับ 2 ของแคนาดา
นอกจากนี้ ปักกิ่งจะ ระงับการเรียกเก็บอากรต่อต้านการเลือกปฏิบัติ (anti-discrimination duties) กับสินค้าเกษตรอื่น ๆ ด้วย เช่น กากคาโนลา (canola meal) และล็อบสเตอร์ โดยคาดว่าการระงับจะมีผลตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนอย่างน้อยสิ้นปี 2569
หนึ่งในประเด็นที่เด่นที่สุดของข้อตกลงคือ การลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีน โดยในปี 2567 แคนาดาเคยตั้งภาษี 100% ให้สอดคล้องกับนโยบายการค้าของรัฐบาลโจ ไบเดน แต่การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้ถูกมองว่าแคนาดาอาจเลือกเดินเกมอิสระมากขึ้น
แม้จำนวนรถ EV จีนที่อนุญาตเข้ามาในอัตราภาษีต่ำจะคิดเป็นไม่ถึง 3% ของตลาดรถยนต์แคนาดา แต่ก็สร้างแรงต้านในประเทศ โดย ดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ ระบุว่า จีนจะมีฐานที่มั่นในตลาดแคนาดาและใช้ให้เป็นประโยชน์เต็มที่ โดยแลกกับแรงงานแคนาดา
คาร์นีย์กล่าวชื่นชมการสร้างหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับสี จิ้นผิง โดยชี้ถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการพาดพิงความปั่นป่วนระดับโลกจากนโยบายต่างประเทศที่แกว่งตัวและวาระภาษีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนของทรัมป์
เมื่อถูกถามว่ายังมองจีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอันดับหนึ่งของแคนาดาหรือไม่ คาร์นีย์ตอบว่า ภูมิทัศน์ความมั่นคงกำลังเปลี่ยน และระบบพหุภาคีกำลังถูกบั่นทอน ยังต้องรอดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นแทนที่
นักวิชาการบางรายประเมินว่า ถ้อยแถลงของคาร์นีย์เป็นการส่งสัญญาณบวกต่อจีน และเป็นคำวิจารณ์สหรัฐโดยนัย แม้ยังไม่ถึงขั้นตัดขาดจากวอชิงตัน แต่ย่อมทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ให้ความเห็นในเชิงบวกว่าเป็นสิ่งที่คาร์นีย์ควรทำ และมองว่าเป็นเรื่องดีหากทำข้อตกลงการค้ากับจีนได้
การผ่อนคลายจีน–แคนาดาเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เดินหน้าสงครามการค้า และขณะเดียวกัน แคนาดาและเม็กซิโกกำลังเตรียมเจรจายากกับสหรัฐเรื่องการทบทวนข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ (USMCA) โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐกดดันประเทศเพื่อนบ้านให้ตั้งกำแพงต่อสินค้าจีนก่อนเปิดโต๊ะเจรจา
นักวิชาการบางส่วนชี้ว่า ด้วยบริบทที่ทรัมป์เคยขู่เรื่องกรีนแลนด์ภัยต่อกรีนแลนด์คือภัยต่อแคนาดา และการขยับใกล้จีนของคาร์นีย์อาจเป็นการหาคันโยกต่อรองในการคุยกับวอชิงตัน
แถลงการณ์ร่วมของทั้งสองรัฐบาลระบุว่า จะขยายการค้า เสริมการลงทุน และเพิ่มความร่วมมือในหลายด้าน เช่น พลังงาน การเงิน ความมั่นคงสาธารณะ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน
แคนาดายืนยันจุดยืนนโยบายจีนเดียว (One-China Policy) โดยรับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของจีน โดยไม่รับรองหรือโต้แย้งจุดยืนของจีนต่อไต้หวันที่ปกครองตนเอง
แม้บรรยากาศจะอุ่นขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคาร์นีย์กำลังเดินบนเส้นบาง ๆ โดยเน้นนโยบายต่างประเทศแบบปฏิบัตินิยมที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังวางรั้วเข้มในบางภาคส่วน เช่น กลาโหมและปัญญาประดิษฐ์
อ้างอิง : bloomberg.com