LVMH ขายธุรกิจดิวตี้ฟรีฮ่องกง-มาเก๊า ให้รัฐวิสาหกิจจีน เดินเกมพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
LVMH ขายธุรกิจดิวตี้ฟรีฮ่องกง-มาเก๊า ให้รัฐวิสาหกิจจีน มูลค่าสูงสุด 395 ล้านดอลลาร์ เดินเกมพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ สะท้อนทิศทางแบรนด์โลกปรับโครงสร้างผ่านพันธมิตรท้องถิ่น
วันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 10.55 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า กลุ่มลักชัวรียักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์ Louis Vuitton บรรลุข้อตกลงโอนธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีในฮ่องกงและมาเก๊าของ DFS Group ให้กับบริษัทคู่ค้าในจีนซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อเดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในตลาดจีน
บริษัท China Tourism Group Duty Free (CTG Duty Free) ผู้ซื้อจากฝั่งจีน เปิดเผยผ่านเอกสารยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเช้าวันอังคารว่าจะเข้าซื้อกิจการดังกล่าวจาก LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton พร้อมสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดิวตี้ฟรีในจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยมูลค่าไม่เกิน 395 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย DFS มีร้านค้า 7 แห่งในมาเก๊า และ 2 แห่งในฮ่องกง
ในข้อตกลงเดียวกัน LVMH และโรเบิร์ต มิลเลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง DFS Group จะเข้าซื้อหุ้นของ CTG Duty Free ที่จดทะเบียนในฮ่องกงรวมเกือบ 12 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 924 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 118.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยราคาซื้อขายหุ้นอยู่ที่ 77.21 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น ต่ำกว่าราคาปิดวันจันทร์ราว 11.7% อย่างไรก็ตาม หุ้น CTG Duty Free ปรับตัวขึ้นแรงหลังเปิดตลาด เพิ่มขึ้นมากกว่า 12% ในช่วงเช้า แตะระดับ 97.95 ดอลลาร์ฮ่องกง ขณะที่หุ้นที่จดทะเบียนในเซี่ยงไฮ้พุ่งขึ้นเกือบ 7% สู่ระดับ 99.81 หยวน
หลังการออกหุ้นใหม่ บริษัทแม่ China Tourism Group (CTG) จะยังคงถือหุ้นใน CTG Duty Free มากกว่า 50% โดย CTG เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจยุทธศาสตร์ 100 แห่งของจีน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของคณะรัฐมนตรีจีน
นอกจากนี้ LVMH และ CTG Duty Free ยังลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคจีนตอนใต้ โดยระบุขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมการจำหน่ายสินค้า การเปิดร้าน การส่งเสริมแบรนด์ การสื่อสารวัฒนธรรม บริการด้านการท่องเที่ยว และประสบการณ์ลูกค้า
ดีลนี้สะท้อนแนวโน้มที่แบรนด์ต่างชาติจำนวนมากกำลังปรับโครงสร้างธุรกิจในจีน ผ่านการจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา Starbucks และผู้ดำเนินธุรกิจ Burger King ต่างก็ขายหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจจีนให้กับพันธมิตรในประเทศเช่นกัน
ไมเคิล ชไรเวอร์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการเอเชียเหนือของ LVMH ระบุในแถลงการณ์ว่าข้อตกลงดังกล่าวตอกย้ำความเชื่อมั่นของเราในศักยภาพระยะยาวของตลาดจีน และย้ำว่า CTG Duty Free เป็นพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดในการดำเนินธุรกิจ DFS ในฮ่องกงและมาเก๊า พร้อมนำพาธุรกิจสู่บทใหม่
ข้อมูลจากงบผลประกอบการไตรมาส 3 ของ LVMH ซึ่งประกาศเมื่อกลางเดือนตุลาคม ระบุว่า DFS มีแนวโน้มรายได้ปรับดีขึ้น โดยเฉพาะในมาเก๊าและฮ่องกง และมาตรการปรับโครงสร้างการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีเริ่มเห็นผล
อย่างไรก็ดี DFS จะโอนการดำเนินงานในฮ่องกง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ ให้กับรัฐวิสาหกิจจีนครั้งนี้ โดยเอ็ด เบรนแนน ประธานและซีอีโอของ DFS กล่าวว่า การขายร้านในฮ่องกงและมาเก๊าเป็นก้าวสำคัญของบริษัท และเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจ ขณะที่ LVMH ระบุว่าร้าน DFS ในภูมิภาคอื่นทั่วโลกจะยังคงดำเนินการต่อไปตามปกติ
สำหรับ CTG Duty Free ข้อตกลงนี้ถือเป็นการขยายฐานธุรกิจในสองเขตเศรษฐกิจสำคัญของจีนอย่างฮ่องกงและมาเก๊า สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Greater Bay Area ของรัฐบาลปักกิ่ง โดยลุค จาง ประธานบริษัท กล่าวว่า ดีลนี้เป็นก้าวสำคัญในการเร่งขยายธุรกิจระหว่างประเทศ และสนับสนุนนโยบายแบรนด์จีนสู่เวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม
อ้างอิง : asia.nikkei.com