โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ไทยพีบีเอส’ ยันโปร่งใสไร้ทุจริต คาใจ สตง. เร่งตรวจสอบช่วงเสนอแก้กฎหมาย ‘สื่อสาธารณะ’

The Reporters

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘ไทยพีบีเอส’ ยันโปร่งใสไร้ทุจริต คาใจ สตง. เร่งตรวจสอบช่วงเสนอแก้กฎหมาย ‘สื่อสาธารณะ’ จับพิรุธยอดโหวตเห็นด้วยพุ่งสูงผิดสังเกต พร้อมแจงปมค่าตอบแทนพิธีกรดึงคนดังเสริมทีม เปรียบเหมือนค่าตัวดารามีสูงต่ำ

วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 14.00 น. ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส มีการจัดแถลงข่าวชี้แจงกรณีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอส โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สืบเนื่องจากกรณีมีเรื่องร้องเรียนภายในองค์กรเมื่อช่วงต้นปี 2569 เกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ตลอดรอบการตรวจสอบ 6–7 เดือนที่ผ่านมา ซึ่ง สตง. ระบุว่าพบปัญหาด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การจ้างผลิตรายการที่อาจขัดต่อ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่มีระเบียบรองรับ

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวขอบคุณ สตง. ที่เปิดแถลงข่าวและเปิดเผยข้อมูล ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นแนวทางปฏิบัติตามปกติหรือไม่ โดยเหตุที่ ส.ส.ท. มีหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) นั้น เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาชีพและเป็นมาตรฐานเทียบเท่ากับระบบ ISO

สาเหตุที่ต้องยื่นเรื่องต่อ คตง. เนื่องจากมีการปล่อยข้อมูลผลการตรวจสอบออกไปสู่ภายนอกก่อน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อองค์กร ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบควรมีความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มทุนใดก็ตาม โดยต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และต้องรักษาชั้นความลับของข้อมูล ไม่เปิดเผยสู่สาธารณชนก่อนเวลาอันควร

นายพิเศษกล่าวว่า อยากให้กระบวนการตรวจสอบของ สตง. มีความเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้ สตง. มีการตั้งคณะทำงานตรวจสอบ 3 ชุด ซึ่งชุดแรกตรวจสอบตามข้อกฎหมายและขั้นตอนอย่างถูกต้อง พร้อมระบุว่าการประเมินความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ของ ส.ส.ท. ส่วนใหญ่บรรลุตามวัตถุประสงค์และผลสัมฤทธิ์ทุกประการ ยกเว้นตัวชี้วัด PSI Rating, โครงการ ‘วันไทยพีบีเอส’ (One Thai PBS) และระบบบริหารจัดการออกอากาศ (BMS)

ขณะที่คณะทำงานชุดที่ 2 และชุดที่ 3 มีการขอเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งกระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ แต่กลับมีการปิดการตรวจสอบและส่งหนังสือแจ้งผลออกมาเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 69 จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าการไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงถือเป็นกระบวนการที่ลักลั่นหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการและพิธีกร ที่ระบุตัวเลขความเสียหาย 85 ล้านบาท ซึ่งตามจารีตหรือแบบแผนการทำงานของ สตง. ไม่เคยมีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวในลักษณะนี้มาก่อน ทั้งที่กระบวนการประมวลผลและการชี้แจงยังไม่สิ้นสุด

“เราอยากให้ทุกคนเป็นมืออาชีพ เราเองก็อยากเป็นมืออาชีพในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะเพื่อนำพาสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม การตรวจสอบมีทั้งแบบ ‘ตรวจขึ้น’ และ ‘ตรวจลง’ ซึ่งการตรวจขึ้นคือตรวจเพื่อให้เกิดการพัฒนา ส่วนการตรวจลงคือตรวจเพื่อมุ่งจับผิด ผมต้องการการตรวจขึ้น เพื่อดูว่าตรงไหนมีความเสี่ยง จะได้ช่วยกันปิดความเสี่ยงและเดินหน้าต่อไปได้” นายพิเศษระบุ

นายพิเศษกล่าวต่อว่า กระบวนการรับฟังของ สตง. ควรมีความรอบด้าน ซึ่งกฎหมายของ สตง. เองก็กำหนดให้รับฟังข้อเท็จจริงตามจารีตประเพณีและแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เนื่องจากสื่อมวลชนไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป แต่มีแบบแผนการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงควรเปิดรับฟังอย่างรอบด้านก่อนสรุปความเห็นและส่งหนังสือแจ้งผลกลับมาอย่างเป็นความลับ เพราะ สตง. มีหน้าที่รักษาข้อมูลชั้นความลับ การเปิดเผยข้อมูลออกมาก่อนเช่นนี้ย่อมสร้างความเสียหายอย่างยิ่ง

“เราไม่อยากให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ว่าปฏิบัติต่อไทยพีบีเอสอย่างหนึ่ง แต่ปฏิบัติกับองค์กรอื่นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดข้อกังขาในกลุ่มหน่วยรับตรวจอื่น ๆ และทำให้ความน่าเชื่อถือ รวมถึงความมั่นใจที่มีต่อ สตง. ต้องสั่นคลอน”

นายพิเศษกล่าวถึงข้อโต้แย้งเรื่องตัวชี้วัด PSI Rating ว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนดูโทรทัศน์น้อยลง แต่ยอดการรับชมผ่านช่องทางออนไลน์กลับเพิ่มสูงขึ้น ภารกิจของไทยพีบีเอสคือการกระจายเนื้อหาไปสู่ประชาชนทุกกลุ่มในมิติเชิงพื้นที่ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ส่วนโครงการวันไทยพีบีเอสยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งหากประเมินแล้วพบว่าสิ่งใดไม่เหมาะสมก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ การดันทุรังทำต่อไปอาจไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลที่แท้จริง

ด้านนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชี้แจงกรณีที่ สตง. ระบุว่าระบบจัดเก็บข้อมูลของไทยพีบีเอสมีการแยกส่วนว่า ทางองค์กรไม่ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ เพราะระบบดังกล่าวถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน เมื่อคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันเข้ามาจึงเร่งศึกษาและอยู่ระหว่างพัฒนาระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 3–4 ระบบ โดยระบบแรกคือระบบ ERP ซึ่งเป็นแกนหลักเชื่อมโยงการทำงานของทุกสำนักเข้าด้วยกัน จากเดิมที่ทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ทำให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปด้วยความยากลำบากและมีต้นทุนสูง โดยได้ว่าจ้างบริษัท เคพีเอ็มจี (KPMG) ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกเข้ามาศึกษาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาผู้ติดตั้งระบบ คาดว่าจะเริ่มกระบวนการได้ภายในต้นปีหน้า และพร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์ภายใน 2 ปี

“นอกจากนี้ ยังมีระบบวันอาร์ไคฟ์ (One Archive System) เพื่อรวบรวมคลังข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมดของไทยพีบีเอสที่เคยแยกส่วน ให้มารวมศูนย์อยู่ในระบบเดียวกัน โดยมีเป้าหมายในอนาคตเพื่อเปิดให้บริการแก่สาธารณะในลักษณะห้องสมุดดิจิทัลที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาประมาณ 1 ปีครึ่ง รวมถึงกำลังพัฒนาระบบแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI Platform) เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กร ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของ สตง. ที่ระบุว่าระบบที่แยกส่วนอยู่จะต้องรวมศูนย์เป็นระบบเดียวกัน” นายอดิศักดิ์กล่าว

นายพิเศษกล่าวยืนยันเสริมว่า ผลการดำเนินงานร้อยละ 89–90 ของไทยพีบีเอสเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามพันธกิจ และเกิดประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะอย่างแท้จริง ส่วนประเด็นที่เป็นข้อบกพร่อง ทางองค์กรก็พร้อมดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของ สตง. ต่อไป

สำหรับประเด็นค่าตอบแทนบุคคลภายนอกที่มาร่วมรายการ ซึ่งเป็นการตรวจสอบย้อนหลังประจำปีงบประมาณ 2566–2568 นั้น นายพิเศษระบุว่า มีทั้งส่วนที่เป็นค่าพาหนะเดินทางจำนวน 1,000–2,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมาวิทยากรทุกท่านต่างยินดีและเต็มใจมาร่วมรายการ ทั้งนี้ แม้ สตง. จะมองว่าไม่มีระเบียบรองรับ แต่ขอชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ที่มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการแต่ละสำนักพิจารณาตามความเหมาะสม ยืนยันว่าปฏิบัติตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ และเมื่อไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นและไม่มีการทุจริต องค์กรจึงจำเป็นต้องชี้แจงในประเด็นนี้

“หาก สตง. ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างครบถ้วน เมื่อสรุปรายงานเสร็จสิ้นแล้ว การเผยแพร่รายงานย่อมเป็นประโยชน์ในการสร้างความโปร่งใส ทั้งต่อหน่วยรับตรวจและต่อสาธารณชน รวมถึงเป็นประโยชน์ให้หน่วยงานอื่น ๆ ได้เรียนรู้กระบวนการ”

นายพิเศษระบุอีกว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างช่วงการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส) โดยเฉพาะประเด็นแหล่งที่มาของรายได้จากภาษีสรรพสามิตสินค้าบาป (Sin Tax) ซึ่งถือเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้สื่อสาธารณะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงหรือการต่อรองทางการเมือง โดยส่วนตัวมองว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างรายได้ดังกล่าวได้ เพราะจะทำให้สูญเสียหลักการสำคัญ และเท่ากับว่าจะไม่มีความเป็นสื่อสาธารณะแบบไทยพีบีเอสอีกต่อไป หากจะแก้ไขในลักษณะนั้นก็จำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายเดิมแล้วตรากฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาแทน

“ข้อกังวลที่สังคมตั้งคำถามว่าไทยพีบีเอสจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสื่อของรัฐบาลอีกช่องหนึ่งหรือไม่นั้น ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงหากมีการแก้ไขกฎหมายในลักษณะนี้ ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา มุมมอง เทคโนโลยี และทัศนคติของสังคมเปลี่ยนไป ปัญหาที่เกิดขึ้นเราพร้อมแก้ไข ผู้บริหารพร้อมเข้ามาอุดช่องโหว่และซ่อมแซมส่วนที่บกพร่อง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องรื้อทิ้งทั้งระบบ เพราะหากทำเช่นนั้น สื่อสาธารณะของประเทศนี้ก็คงหมดสิ้นไป”

นายพิเศษจึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่ สตง. เปิดโต๊ะแถลงข่าวในเวลานี้ มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส หรือไม่ เนื่องจากหลังการแถลงข่าวของ สตง. สัดส่วนตัวเลขของผู้ที่ลงคะแนนเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ภารกิจของไทยพีบีเอสมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ศูนย์สื่อสารภัยพิบัติ ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงประสานงานแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบว่าก่อน ระหว่าง และหลังภัยพิบัติ ภาครัฐได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ องค์กรยังอยู่ระหว่างพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อมุ่งปฏิรูปและยกระดับสู่การเป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากประชาชน

ด้านนายอดิศักดิ์กล่าวเสริมว่า เมื่อปี 2551 องค์กรเริ่มต้นจากการดำเนินงานสถานีโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันภารกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ขณะที่งบประมาณยังคงถูกตรึงไว้เท่าเดิมที่ปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าที่แท้จริงจะเหลือเพียงประมาณ 1,500 ล้านบาทเท่านั้น ที่ผ่านมาองค์กรไม่เคยทำเรื่องขอจัดสรรงบประมาณเพิ่ม แต่สามารถแบกรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน 63 สถานีหลักทั่วประเทศ มีบุคลากรรวมกว่า 1,300 คน ทำหน้าที่ผลิตคอนเทนต์ที่หลากหลายและดำเนินงานในมิติที่สื่อพาณิชย์ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่มีผลตอบแทนเชิงกำไร เช่น บริการตรวจสอบข่าวปลอม ‘Thai PBS Verify’, รายการสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงบริการล่ามภาษามือและคำบรรยายแทนเสียงสำหรับคนพิการ

นายอดิศักดิ์ยังกล่าวถึงประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงว่า เดิมทีไทยพีบีเอสเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายการภายนอกนำเสนอโครงร่างรายการและเข้าสู่กระบวนการคัดสรร ซึ่งเป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยหรือผู้ผลิตอิสระหน้าใหม่ได้มีพื้นที่ ก่อนที่องค์กรจะร่วมพัฒนาผู้ผลิตที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อปรับปรุงรูปแบบรายการให้ตรงตามมาตรฐานและเอกลักษณ์ของไทยพีบีเอส

ทั้งนี้ ในช่วงการแถลงข่าวยังมีการเปิดให้สื่อมวลชนซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ ติดตามรายงานความคืบหน้าฉบับเต็มได้ทาง The Reporters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...