โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ออสเตรเลีย 'ขึ้นดอกเบี้ย' ครั้งที่ 5 แตะระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันนี้ (3 พ.ย.)ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ไปแตะระดับ 4.85% ซึ่งนับเป็นอัตราที่ "สูงสุดในรอบ 18 ปี" หลังจากที่ยังไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่เป้าหมายได้

การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ซึ่งนับเป็น "ครั้งที่ 5" ของปี 2026 ยังนับเป็นการเดินหน้าวงจร "ดอกเบี้ยขาขึ้น" ที่เข้มงวดที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยคณะกรรมการมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ด้วยเสียง 6 ต่อ 3 เสียง จากคณะกรรมการทั้งหมด 9 คน

“ขณะนี้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงกว่า 3% ตลอดปีข้างหน้า และมีความเสี่ยงมากขึ้นที่การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูงจะฝังรากลึก” คณะกรรมการ RBA ระบุในแถลงการณ์หลังการประชุม

อย่างไรก็ดี หลังประกาศผลประชุมค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง สะท้อนว่า ตลาดมองผลโหวตที่เสียงแตกเป็นสองฝ่าย รวมถึงการไม่มีถ้อยแถลงที่ส่งสัญญาณเข้มงวดเพิ่มเติม ทำให้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้าลดลง

ขณะที่ดัชนีหุ้น ASX 200 ฟื้นตัวจนลบช่วงติดลบก่อนหน้าได้ทั้งหมด และตลาดการเงินปรับลดการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตลง

BlackRock คาดหยุดขึ้นดอกเบี้ย

แคเธอรีน พาลเมอร์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตราสารหนี้ของ BlackRock Australia กล่าวว่า ความท้าทายของ RBA คือเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและลดลงได้ยาก ในช่วงเวลาเดียวกับที่เศรษฐกิจ "เริ่มชะลอตัว"

“เนื่องจากผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยตลอดปีนี้ยังส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจไม่เต็มที่ เราคาดว่า RBA จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับนี้เพื่อประเมินข้อมูลเศรษฐกิจใหม่และผลของนโยบายที่ผ่านมา แต่ยังเปิดทางให้ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หากแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ลดลง” พาลเมอร์กล่าว

ทิศทางล่าสุดของของแบงก์ชาติออสเตรเลียยังเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกับที่ "ธนาคารกลางสวีเดน" (Riksbank) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน เช่นเดียวกับ "ธนาคารกลางอังกฤษ" (BOE) ที่ถูกคาดหมายว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ หลังเศรษฐกิจหลายประเทศเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง

หวั่นเงินเฟ้อ 3% กลายเป็นนิวนอร์มอล

ราคาสินค้าและบริการในออสเตรเลียยังแทบไม่มีสัญญาณว่าจะชะลอลงจนสามารถกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2-3% ได้

สิ่งที่ธนาคารกลางกังวลมากขึ้นก็คือ ประชาชนและภาคธุรกิจอาจเริ่มคิดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยแอนดรูว์ เฮาเซอร์ รองผู้ว่าการ RBA ระบุว่า บริษัทจำนวนมากขึ้นเริ่มมองว่าเงินเฟ้อระดับ 3-3.5% เป็น “ภาวะปกติใหม่” ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “ฝันร้ายของธนาคารกลาง”

“ข้อมูลจากการหารือกับภาคธุรกิจชี้ว่า บริษัทจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน และได้ปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการแล้ว หรือกำลังพิจารณาที่จะปรับขึ้นราคา” คณะกรรมการ RBA ระบุ

นอกเหนือจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ออสเตรเลียยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อมากขึ้นจากปัญหา "ผลิตภาพแรงงาน" ที่อ่อนแออย่างมาก จนทำให้ธนาคารกลางต้องปรับลดประมาณการว่าเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตได้เร็วเพียงใดโดยไม่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น

นับตั้งแต่ปลายปี 2021 เป็นต้นมา RBA ก็ไม่สามารถทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาอยู่ที่ระดับกึ่งกลางของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 2.5% ได้เลย

ภายใต้พันธกิจสองด้าน ธนาคารกลางต้องดูแลทั้ง "เสถียรภาพราคา" และ "การจ้างงาน" โดยบูลล็อกเคยส่งสัญญาณว่า การว่างงานที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ยังไม่เพียงพอที่จะบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อได้ สะท้อนความยากลำบากในการรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายทั้งสองด้าน

เงินเฟ้อลงช้ากว่าคาดอีก 6 เดือน

ในการประชุมครั้งนี้ RBA ยังเผยแพร่รายงานแนวโน้มนโยบายการเงินรายไตรมาส ซึ่งปรับคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2-3% ช้ากว่าที่เคยประเมินเอาไว้เมื่อเดือนส.ค. ประมาณ 6 เดือน

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางคาดว่า"เศรษฐกิจออสเตรเลียจะชะลอตัวลงในปี 2027 และอัตราการว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้น"

RBA ประเมินว่าภาวะการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับ “เข้มงวด” และตลาดแรงงาน “ยังคงตึงตัวอยู่เล็กน้อย” แม้อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

นอกจากการว่างงานที่ทยอยเพิ่มขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของ RBA ยังทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่นโยบายการเงินส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ

ตลาดบ้านจ่อทรุดหนักสุดรอบ 40 ปี

ข้อมูลจาก Cotality ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ของออสเตรเลียร่วงลง 1.4% ในเดือนต.ค. และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงกำลังมีแนวโน้มเผชิญการปรับตัวลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี

“เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ราคาบ้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้น” คณะกรรมการ RBA ระบุ พร้อมคาดว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ประกอบกับราคาบ้านและจำนวนธุรกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง จะกดดันการลงทุนในที่อยู่อาศัยและการบริโภคของภาคครัวเรือน

เชน โอลิเวอร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก AMP Ltd. ประเมินว่า การชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัยจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ผลกระทบจากความมั่งคั่ง” (Wealth Effect) ซึ่งเมื่อมูลค่าทรัพย์สินของครัวเรือนลดลง ก็อาจทำให้ประชาชนลดการใช้จ่ายตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวยังไม่รุนแรงมากพอที่จะทำให้ RBA เปลี่ยนจุดสนใจจากปัญหาเงินเฟ้อสูงในขณะนี้ แต่โอลิเวอร์คาดว่า ภาวะตกต่ำของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า 2027

ที่มา: Bloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...