ส่องข้อกม.นำเงินมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว ส่อผิดข้อหาอะไรบ้าง ?
จากกรณีเพจดังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางเงิน บริจาค 45 ล้านบาท โอนจากบัญชี "มูลนิธิองค์กรทำดี" ไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างรายหนึ่ง และ ผู้รับเหมาได้โอนให้กับ "ก๊อต อธิป"สามีของบุ๋ม ปนัดดา จนทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า มี "เงินทอน" จากการนำเงินมูลนิธิไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่
ก่อนที่ "บุ๋ม" มีการไลฟ์สดชี้แจงว่า เพิ่งรู้เรื่องเงินทอน และหนี้สินสามี ยืนยันจะพยายามแก้ไขทุกอย่างให้ดีที่สุด จากนั้น "มูลนิธิองค์กรทำดี" ก็ได้ออกแถลงการณ์ พักงาน "บุ๋ม ปนัดดา"จากตำแหน่งประธานมูลนิธิ และสั่งยุติรับบริจาค เพื่อตรวจอสบและความสบายใจของสังคม
เกี่ยวกับเรื่อง การนำเงินของมูลนิธิ ซึ่งเป็นเงินบริจาคที่ประชาชนตั้งใจทำบุญไปใช้ส่วนตัว กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ มากกว่าเรื่อง"สามี"บุกรุกยึดครองครองป่า และเรื่องการนอกใจ เพราะก่อนหน้านี้ มี "นักบุญทุนคนอื่น" ถูกตรวจสอบอย่างหนักมาแล้ว และบางรายมีการดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง และอาญา
มูลนิธิที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะมีสถานะเป็น "นิติบุคคล" ต้องมีข้อบังคับ และมีคณะกรรมการของมูลนิธิ อย่างน้อย 3 คน เป็นผู้ดำเนินกิจการ ส่วนทุนเริ่มแรก ตามระเบียบกรมการปกครอง มูลนิธิจะต้องมีกองทุนเริ่มแรก ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท ต้องเป็นเงินสดไม่น้อยกว่า 100,000 บาท
หากมูลนิธิมีรายได้จากการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ เช่น เปิดร้านค้า ขายสินค้า หรือให้บริการ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่นเดียวกับนิติบุคคลทั่วไป ส่วนเงินบริจาคเพื่อการกุศลจะได้รับการยกเว้นภาษีตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
ส่วนการนำเงินของมูลนิธิไปใช้ส่วนตัวนั้น มีความผิดตามกฎหมายอย่างร้ายแรง เนื่องจากเงินและทรัพย์สินของมูลนิธิที่ได้มาจากการจัดสรรเริ่มแรก หรือเงินที่ได้รับจากการบริจาค ถือเป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของกรรมการ ผู้ก่อตั้ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ เพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์ที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น
หากกรรมการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนำเงินมูลนิธิไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จะเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายหลายบท 1.ความผิดทางอาญา ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 หากกรรมการหรือผู้ดูแลเงินมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 343 หากมีการโฆษณาชวนเชื่อหรือเปิดรับบริจาคเงิน โดยหลอกลวงประชาชนว่าจะนำเงินไปช่วยสังคมหรือทำกิจกรรมสาธารณกุศล แต่แท้จริงแล้วมีเจตนาจะนำเงินนั้นมาใช้ส่วนตัว จะเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หากมีการโพสต์ข้อความหรือข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อหลอกลวงให้คนโอนเงินบริจาค อาจมีความผิดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจเข้าข่ายความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ด้วย
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกรณีของ"บุ๋ม ปนัดดา" อาจเทียบเคียงกับ "คดีทุจริตยักยอกและฟอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ" ซึ่งคดีนั้น มีการโอนกระจายเงินบริจาคไปยังกลุ่มบุคคลใกล้ชิด ซื้อทรัพย์สิน หรือถือครองในชื่อบุคคลอื่น ซึ่งศาลตัดสินสั่งอดีตพระอลงกต และพวก ได้รับโทษจำคุกสูงสุด ตามกฎหมายคนละ 50 ปี พร้อมสั่งให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่วัดพระบาทน้ำพุกว่า 306 ล้านบาท..
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews