โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

IMF ชี้ AI แย่งงานบางอาชีพ คนต้องปรับทักษะ นายจ้างมองหาคน‘ใช้ AI เป็น’

Amarin TV

อัพเดต 24 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 55 นาทีที่แล้ว
IMF ชี้ AI แย่งงานบางอาชีพ งานยังมี แต่คนต้องปรับทักษะ นายจ้างมองหาคน ‘ใช้ AI เป็น’

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว งานหลายประเภทที่เคยต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือทั้งวัน ปัจจุบันสามารถทำให้เสร็จได้ภายในเวลาไม่นาน

ความก้าวหน้าดังกล่าวสร้างทั้งความตื่นเต้นต่อศักยภาพของเทคโนโลยี และความกังวลต่ออนาคตของแรงงานมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพที่ใช้ความรู้เป็นหลัก ซึ่งอาจถูก AI เข้ามาลดบทบาทลงเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก IMF ซึ่งศึกษาข้อมูลจากประกาศรับสมัครงานทั่วโลกราว 700 ล้านรายการสะท้อนว่า ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานมีความซับซ้อนกว่านั้น แม้ความต้องการจ้างงานในอาชีพที่ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานได้มากจะลดลงประมาณ 10% แต่ตลาดแรงงานยังไม่ได้หดตัวรุนแรงตามขีดความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ในอีกด้านหนึ่ง นายจ้างยังคงต้องการแรงงานในอาชีพเหล่านี้ เพียงแต่คุณสมบัติของคนที่ตลาดต้องการกำลังเปลี่ยนไป โดยนายจ้างเริ่มมองหาผู้ที่มีทักษะด้าน AI และสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานได้มากขึ้น

ดิฟยา เคียร์ติ (Divya Kirti) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำเสนอผลการศึกษาดังกล่าวบนเวที “Labor Markets in Asia: Challenges and Opportunities in the Age of AI” ภายในการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ครั้งที่ 81 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เคียร์ติระบุว่า หลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้สะท้อนว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งตลาดแรงงานและลักษณะการทำงาน มากกว่าจะทำให้งานทั้งหมดหายไป แม้เทคโนโลยีนี้อาจลดจำนวนหรือเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจสร้างผลเชิงบวกต่อตลาดแรงงานได้เช่นกัน

AI เริ่มกดดันการจ้างงานในอาชีพที่ใช้เทคโนโลยีได้มาก

เคียร์ติอธิบายว่า AI ส่งผลต่อแต่ละอาชีพไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีสามารถเข้ามาทำงานแทนหรือช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์ได้มากเพียงใด ตัวอย่างเช่น AI มีประสิทธิภาพสูงในการเขียนโปรแกรม จึงอาจทำให้นายจ้างต้องการโปรแกรมเมอร์น้อยลง ขณะที่งานบริหารความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ยังเป็นสิ่งที่หลายองค์กรไม่พร้อมมอบหมายให้ AI ดูแลทั้งหมด

ผลการศึกษาซึ่งเปรียบเทียบประกาศรับสมัครงานระหว่างอาชีพที่สามารถนำ AI มาใช้ได้มากกับอาชีพที่เทคโนโลยียังมีบทบาทจำกัด พบว่า ในระยะแรกหลังการเปิดตัว ChatGPT เมื่อปี 2022 ผลกระทบต่อการจ้างงานยังไม่ชัดเจน แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2024 และ 2025 นายจ้างเริ่มลดการเปิดรับพนักงานในกลุ่มอาชีพที่ใช้ประโยชน์จาก AI ได้มาก เช่น งานเขียนโปรแกรม

แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับขีดความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ทำได้เพียงงานซึ่งมนุษย์ใช้เวลาไม่กี่วินาที เช่น การตอบคำถามพื้นฐาน ก่อนพัฒนาไปสู่การค้นหาและแก้ไขข้อผิดพลาดในโค้ด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง

ล่าสุด AI สามารถรับมือกับงานที่มนุษย์อาจต้องใช้เวลาทั้งวัน เช่น การฝึกแบบจำลองแมชชีนเลิร์นนิง และการช่วยวิเคราะห์ปัจจัยที่ขับเคลื่อนยอดขาย

แม้ความก้าวหน้าดังกล่าวจะทำให้ความต้องการจ้างงานในอาชีพที่นำ AI มาใช้ได้มากลดลงประมาณ 10% แต่ข้อมูลยังไม่พบว่า สถานการณ์การจ้างงานเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องตามขีดความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้น จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าอาชีพเหล่านี้กำลังจะหายไปทั้งหมด

นายจ้างยังต้องการคน แต่ต้องเป็นคนที่ “ใช้ AI เป็น”

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยอธิบายว่า เหตุใดความต้องการแรงงานจึงไม่ได้ลดลงอย่างรุนแรง คือ เกณฑ์ที่นายจ้างใช้ประเมินแรงงานกำลังเปลี่ยนไป โดยหันมาให้ความสำคัญกับผู้ที่สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน ตั้งแต่การออกคำสั่งให้ AI ได้อย่างแม่นยำ ไปจนถึงการเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับองค์ความรู้ที่สะสมอยู่ภายในองค์กร ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่

จากการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงาน เคียร์ติแบ่งทักษะด้าน AI ที่นายจ้างต้องการออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ความรู้และความคุ้นเคยกับ AI ในระดับทั่วไป ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การเขียนคำสั่งให้ AI หรือพรอมป์ต์เอนจิเนียริง และความเข้าใจเกี่ยวกับเอเจนต์ AI (AI agents) รวมถึงความสามารถในการเชื่อม AI เข้ากับองค์ความรู้ภายในองค์กร

ยิ่ง AI พัฒนาขึ้น ความต้องการแรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มตามไปด้วย โดยในอาชีพที่สามารถนำ AI มาใช้ประโยชน์ได้มาก นายจ้างต้องการผู้ที่มีทักษะด้าน AI สูงกว่าอาชีพอื่นถึง 2 เท่า แม้แต่งานเขียนโปรแกรมซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง นายจ้างก็ยังคงต้องการโปรแกรมเมอร์ เพียงแต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับผู้ที่รู้จักนำ AI มาประยุกต์ใช้กับงาน

ขณะเดียวกัน ผลการศึกษายังไม่พบหลักฐานว่า AI ส่งผลกระทบต่อค่าจ้าง และยังไม่พบอย่างชัดเจนว่าแรงงานอายุน้อยหรือแรงงานระดับเริ่มต้นได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานอาวุโส ภาพที่ปรากฏในขณะนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการไปสู่แรงงานที่มีทักษะชุดใหม่ มากกว่าการหายไปของงานในวงกว้าง

ประเทศรายได้สูงอาจรับผลกระทบก่อน เอเชียกำลังพัฒนาต้องสร้างงาน 150 ล้านตำแหน่ง

เคียร์ติระบุว่า ผลกระทบจาก AI จะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เพียงแต่แตกต่างไปตามแต่ละอาชีพเท่านั้น แต่ยังแตกต่างไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจและประชากรของแต่ละประเทศด้วย

ในระยะแรก ประเทศรายได้สูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากแรงงานจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่ AI สามารถเข้ามามีบทบาทได้สูง

อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้มักเผชิญกับภาวะประชากรสูงวัยควบคู่กันไป AI จึงอาจช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวท่ามกลางจำนวนแรงงานที่ลดลงได้ แม้ยังต้องติดตามว่า หลังเทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว จะยังเหลือช่องว่างด้านแรงงานในส่วนใดบ้าง

ตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าในช่วงแรก เพราะแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเกษตรและภาคเศรษฐกิจที่ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงได้จำกัดกว่า แต่ความท้าทายของประเทศเหล่านี้คือการรองรับประชากรวัยหนุ่มสาวและสร้างงานใหม่ให้เพียงพอ โดยประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจำเป็นต้องสร้างงานเพิ่มถึง 150 ล้านตำแหน่งภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า

โจทย์จึงไม่ได้มีเพียงการสร้างงานให้ได้ตามจำนวนเท่านั้น เพราะหากประเทศกำลังพัฒนาต้องการไล่ตามระดับรายได้ของประเทศที่ร่ำรวยกว่า งานใหม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจที่กำลังได้รับผลกระทบจาก AI เช่นกัน การสร้างงานจำนวนมหาศาลจึงต้องเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนทั้งประเภทของงานและคุณสมบัติของแรงงานที่นายจ้างต้องการ

ระบบการศึกษาต้องเร่งปรับ รับอนาคตตลาดแรงงานยุค AI ที่ยังไม่แน่นอน

เคียร์ติมองว่า หลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่ได้สะท้อนภาพตลาดแรงงานในระดับหายนะ แต่ผลกระทบจาก AI เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว และกำลังเปลี่ยนโจทย์การสร้างงานของแต่ละประเทศ ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องหาคำตอบว่า จะรักษาความสามารถในการสร้างงานไว้ได้อย่างไร โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก และต้องรองรับแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดอีกหลายล้านคน

อีกภารกิจเร่งด่วนคือการปรับระบบการศึกษา เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมทำงานในโลกที่มี AI พร้อมกันนั้น ภาครัฐต้องประเมินด้วยว่า เมื่อโครงสร้างความต้องการแรงงานเปลี่ยนไป แรงงานกลุ่มใดจำเป็นต้องย้ายไปสู่อาชีพใหม่ และการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ทิศทางในระยะต่อไปยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หากต้นทุนด้านพลังงานของ AI ยังคงอยู่ในระดับสูง หรือการใช้งานจำเป็นต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงซึ่งปัจจุบันอาจยังไม่ได้ถูกส่งผ่านมายังผู้ใช้ทั้งหมด การขยายตัวของ AI อาจชะลอลง และเปิดเวลาให้ตลาดแรงงานปรับตัวมากขึ้น

ในทางกลับกัน หากเทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าที่คาด ผลกระทบต่อตลาดแรงงานก็อาจขยายวงกว้างเกินกว่าหลักฐานที่เห็นในปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า ควรกำหนดทิศทางการพัฒนา AI อย่างไรให้เป็นมิตรต่อแรงงาน รวมถึงอาจต้องทบทวนความคาดหวังพื้นฐานที่ว่า คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพหรือไม่

สำหรับข้อกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ทั้งหมด เคียร์ติย้ำว่า หลักฐานในขณะนี้ยังชี้ว่า มนุษย์มีความจำเป็นอย่างมากต่องานที่ใช้ความรู้ แม้ AI จะเริ่มปรับโฉมตลาดแรงงานไปแล้วก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายต้องทำจึงไม่ใช่การมองข้ามความเสี่ยง แต่คือการติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งปรับระบบการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน และวางนโยบายสร้างงานให้ทันกับตลาดแรงงานรูปแบบใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...