IMF ชี้ AI แย่งงานบางอาชีพ คนต้องปรับทักษะ นายจ้างมองหาคน‘ใช้ AI เป็น’
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว งานหลายประเภทที่เคยต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือทั้งวัน ปัจจุบันสามารถทำให้เสร็จได้ภายในเวลาไม่นาน
ความก้าวหน้าดังกล่าวสร้างทั้งความตื่นเต้นต่อศักยภาพของเทคโนโลยี และความกังวลต่ออนาคตของแรงงานมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพที่ใช้ความรู้เป็นหลัก ซึ่งอาจถูก AI เข้ามาลดบทบาทลงเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก IMF ซึ่งศึกษาข้อมูลจากประกาศรับสมัครงานทั่วโลกราว 700 ล้านรายการสะท้อนว่า ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานมีความซับซ้อนกว่านั้น แม้ความต้องการจ้างงานในอาชีพที่ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานได้มากจะลดลงประมาณ 10% แต่ตลาดแรงงานยังไม่ได้หดตัวรุนแรงตามขีดความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในอีกด้านหนึ่ง นายจ้างยังคงต้องการแรงงานในอาชีพเหล่านี้ เพียงแต่คุณสมบัติของคนที่ตลาดต้องการกำลังเปลี่ยนไป โดยนายจ้างเริ่มมองหาผู้ที่มีทักษะด้าน AI และสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานได้มากขึ้น
ดิฟยา เคียร์ติ (Divya Kirti) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำเสนอผลการศึกษาดังกล่าวบนเวที “Labor Markets in Asia: Challenges and Opportunities in the Age of AI” ภายในการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ครั้งที่ 81 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เคียร์ติระบุว่า หลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้สะท้อนว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งตลาดแรงงานและลักษณะการทำงาน มากกว่าจะทำให้งานทั้งหมดหายไป แม้เทคโนโลยีนี้อาจลดจำนวนหรือเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจสร้างผลเชิงบวกต่อตลาดแรงงานได้เช่นกัน
AI เริ่มกดดันการจ้างงานในอาชีพที่ใช้เทคโนโลยีได้มาก
เคียร์ติอธิบายว่า AI ส่งผลต่อแต่ละอาชีพไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีสามารถเข้ามาทำงานแทนหรือช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์ได้มากเพียงใด ตัวอย่างเช่น AI มีประสิทธิภาพสูงในการเขียนโปรแกรม จึงอาจทำให้นายจ้างต้องการโปรแกรมเมอร์น้อยลง ขณะที่งานบริหารความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ยังเป็นสิ่งที่หลายองค์กรไม่พร้อมมอบหมายให้ AI ดูแลทั้งหมด
ผลการศึกษาซึ่งเปรียบเทียบประกาศรับสมัครงานระหว่างอาชีพที่สามารถนำ AI มาใช้ได้มากกับอาชีพที่เทคโนโลยียังมีบทบาทจำกัด พบว่า ในระยะแรกหลังการเปิดตัว ChatGPT เมื่อปี 2022 ผลกระทบต่อการจ้างงานยังไม่ชัดเจน แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2024 และ 2025 นายจ้างเริ่มลดการเปิดรับพนักงานในกลุ่มอาชีพที่ใช้ประโยชน์จาก AI ได้มาก เช่น งานเขียนโปรแกรม
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับขีดความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ทำได้เพียงงานซึ่งมนุษย์ใช้เวลาไม่กี่วินาที เช่น การตอบคำถามพื้นฐาน ก่อนพัฒนาไปสู่การค้นหาและแก้ไขข้อผิดพลาดในโค้ด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง
ล่าสุด AI สามารถรับมือกับงานที่มนุษย์อาจต้องใช้เวลาทั้งวัน เช่น การฝึกแบบจำลองแมชชีนเลิร์นนิง และการช่วยวิเคราะห์ปัจจัยที่ขับเคลื่อนยอดขาย
แม้ความก้าวหน้าดังกล่าวจะทำให้ความต้องการจ้างงานในอาชีพที่นำ AI มาใช้ได้มากลดลงประมาณ 10% แต่ข้อมูลยังไม่พบว่า สถานการณ์การจ้างงานเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องตามขีดความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้น จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าอาชีพเหล่านี้กำลังจะหายไปทั้งหมด
นายจ้างยังต้องการคน แต่ต้องเป็นคนที่ “ใช้ AI เป็น”
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยอธิบายว่า เหตุใดความต้องการแรงงานจึงไม่ได้ลดลงอย่างรุนแรง คือ เกณฑ์ที่นายจ้างใช้ประเมินแรงงานกำลังเปลี่ยนไป โดยหันมาให้ความสำคัญกับผู้ที่สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน ตั้งแต่การออกคำสั่งให้ AI ได้อย่างแม่นยำ ไปจนถึงการเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับองค์ความรู้ที่สะสมอยู่ภายในองค์กร ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่
จากการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงาน เคียร์ติแบ่งทักษะด้าน AI ที่นายจ้างต้องการออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ความรู้และความคุ้นเคยกับ AI ในระดับทั่วไป ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การเขียนคำสั่งให้ AI หรือพรอมป์ต์เอนจิเนียริง และความเข้าใจเกี่ยวกับเอเจนต์ AI (AI agents) รวมถึงความสามารถในการเชื่อม AI เข้ากับองค์ความรู้ภายในองค์กร
ยิ่ง AI พัฒนาขึ้น ความต้องการแรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มตามไปด้วย โดยในอาชีพที่สามารถนำ AI มาใช้ประโยชน์ได้มาก นายจ้างต้องการผู้ที่มีทักษะด้าน AI สูงกว่าอาชีพอื่นถึง 2 เท่า แม้แต่งานเขียนโปรแกรมซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง นายจ้างก็ยังคงต้องการโปรแกรมเมอร์ เพียงแต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับผู้ที่รู้จักนำ AI มาประยุกต์ใช้กับงาน
ขณะเดียวกัน ผลการศึกษายังไม่พบหลักฐานว่า AI ส่งผลกระทบต่อค่าจ้าง และยังไม่พบอย่างชัดเจนว่าแรงงานอายุน้อยหรือแรงงานระดับเริ่มต้นได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานอาวุโส ภาพที่ปรากฏในขณะนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการไปสู่แรงงานที่มีทักษะชุดใหม่ มากกว่าการหายไปของงานในวงกว้าง
ประเทศรายได้สูงอาจรับผลกระทบก่อน เอเชียกำลังพัฒนาต้องสร้างงาน 150 ล้านตำแหน่ง
เคียร์ติระบุว่า ผลกระทบจาก AI จะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เพียงแต่แตกต่างไปตามแต่ละอาชีพเท่านั้น แต่ยังแตกต่างไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจและประชากรของแต่ละประเทศด้วย
ในระยะแรก ประเทศรายได้สูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากแรงงานจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่ AI สามารถเข้ามามีบทบาทได้สูง
อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้มักเผชิญกับภาวะประชากรสูงวัยควบคู่กันไป AI จึงอาจช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวท่ามกลางจำนวนแรงงานที่ลดลงได้ แม้ยังต้องติดตามว่า หลังเทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว จะยังเหลือช่องว่างด้านแรงงานในส่วนใดบ้าง
ตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าในช่วงแรก เพราะแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเกษตรและภาคเศรษฐกิจที่ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงได้จำกัดกว่า แต่ความท้าทายของประเทศเหล่านี้คือการรองรับประชากรวัยหนุ่มสาวและสร้างงานใหม่ให้เพียงพอ โดยประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจำเป็นต้องสร้างงานเพิ่มถึง 150 ล้านตำแหน่งภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า
โจทย์จึงไม่ได้มีเพียงการสร้างงานให้ได้ตามจำนวนเท่านั้น เพราะหากประเทศกำลังพัฒนาต้องการไล่ตามระดับรายได้ของประเทศที่ร่ำรวยกว่า งานใหม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจที่กำลังได้รับผลกระทบจาก AI เช่นกัน การสร้างงานจำนวนมหาศาลจึงต้องเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนทั้งประเภทของงานและคุณสมบัติของแรงงานที่นายจ้างต้องการ
ระบบการศึกษาต้องเร่งปรับ รับอนาคตตลาดแรงงานยุค AI ที่ยังไม่แน่นอน
เคียร์ติมองว่า หลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่ได้สะท้อนภาพตลาดแรงงานในระดับหายนะ แต่ผลกระทบจาก AI เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว และกำลังเปลี่ยนโจทย์การสร้างงานของแต่ละประเทศ ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องหาคำตอบว่า จะรักษาความสามารถในการสร้างงานไว้ได้อย่างไร โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก และต้องรองรับแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดอีกหลายล้านคน
อีกภารกิจเร่งด่วนคือการปรับระบบการศึกษา เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมทำงานในโลกที่มี AI พร้อมกันนั้น ภาครัฐต้องประเมินด้วยว่า เมื่อโครงสร้างความต้องการแรงงานเปลี่ยนไป แรงงานกลุ่มใดจำเป็นต้องย้ายไปสู่อาชีพใหม่ และการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ทิศทางในระยะต่อไปยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หากต้นทุนด้านพลังงานของ AI ยังคงอยู่ในระดับสูง หรือการใช้งานจำเป็นต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงซึ่งปัจจุบันอาจยังไม่ได้ถูกส่งผ่านมายังผู้ใช้ทั้งหมด การขยายตัวของ AI อาจชะลอลง และเปิดเวลาให้ตลาดแรงงานปรับตัวมากขึ้น
ในทางกลับกัน หากเทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าที่คาด ผลกระทบต่อตลาดแรงงานก็อาจขยายวงกว้างเกินกว่าหลักฐานที่เห็นในปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า ควรกำหนดทิศทางการพัฒนา AI อย่างไรให้เป็นมิตรต่อแรงงาน รวมถึงอาจต้องทบทวนความคาดหวังพื้นฐานที่ว่า คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพหรือไม่
สำหรับข้อกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ทั้งหมด เคียร์ติย้ำว่า หลักฐานในขณะนี้ยังชี้ว่า มนุษย์มีความจำเป็นอย่างมากต่องานที่ใช้ความรู้ แม้ AI จะเริ่มปรับโฉมตลาดแรงงานไปแล้วก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายต้องทำจึงไม่ใช่การมองข้ามความเสี่ยง แต่คือการติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งปรับระบบการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน และวางนโยบายสร้างงานให้ทันกับตลาดแรงงานรูปแบบใหม่