เรามาลองสร้าง..ระยะห่าง! …สมาร์ตโฟน…กันดีกว่า
เคยไหม ตั้งใจหยิบมือถือขึ้นมาเช็กเวลา แต่รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เพราะมัวแต่ดูคลิปแมว คลิปทำอาหาร และชีวิตชาวบ้านที่เราไม่เคยรู้จัก! ส่วนงานที่ตั้งใจจะทำยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
ถ้าใครกำลังรู้สึกว่า สมาร์ตโฟนเริ่มกลายเป็นเจ้านาย ส่วนเรากลายเป็นลูกน้องที่ต้องคอยรับคำสั่ง ลองดูตัวอย่างคนเหล่านี้ที่ตัดสินใจขอเว้นระยะห่างจากมือถือกันสักหน่อย เผื่อจะได้แรงบันดาลใจกลับมาทวงเวลาชีวิตคืน
เริ่มจาก August Lamm ศิลปินและนักเขียนชาวอเมริกัน ที่เคยมีผู้ติดตาม Instagram ถึงประมาณ 200,000 คน เรียกว่าเป็นโลกออนไลน์ที่ทั้งสร้างชื่อและสร้างรายได้ แต่เมื่อการโพสต์กลายเป็นเรื่องที่ต้องทำจนเครียด เธอจึงตัดสินใจเลิกใช้สมาร์ตโฟนตั้งแต่ปี 2022 แล้วหันไปใช้โทรศัพท์ธรรมดาแทน ผลที่ได้คือมีเวลาอ่านหนังสือ ทำดนตรี และพบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น จนถึงขั้นเขียนหนังสือ You Don’t Need a Smartphone เล่าประสบการณ์ของตัวเอง
อีกรายคือ Jess Farnham พนักงานการตลาดวัย 24 ปีจากแมนเชสเตอร์ ซึ่งลองเปลี่ยนมาใช้โทรศัพท์ฝาพับแบบเก่าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อหนีจากการไถ TikTok ที่ดูเหมือนไม่มีวันจบ เธอพบว่านอนหลับดีขึ้น ทำงานมีสมาธิ และมีเวลาอ่านหนังสือกับทำงานอดิเรกมากกว่าเดิม หลังจบการทดลอง เธอยังจำกัดเวลาสไลด์หน้าจอโซเชียลให้เหลือเพียงวันละหนึ่งชั่วโมง
ส่วน Ed Sheeran นักร้องชื่อดังระดับโลก ก็เคยตัดสินใจเลิกใช้สมาร์ตโฟนตั้งแต่ปี 2015 เพราะรู้สึกเหนื่อยล้าจากข้อความและการติดต่อที่เข้ามาไม่หยุด เขาหันไปใช้ iPad เมื่อต้องการติดต่อสื่อสาร ช่วยให้มีพื้นที่ในหัวสำหรับคิดงานเพลง และไม่ต้องคอยพะวงว่าจะตอบข้อความใครหรือยัง
ขณะที่คนทั่วไปก็มีเรื่องน่าสนใจไม่แพ้กัน บางคนเปลี่ยนมาใช้โทรศัพท์รุ่นเก่าเพราะอยากมีเวลาให้ครอบครัว บางคู่พบว่าการเลิกใช้สมาร์ตโฟนช่วยให้มีเรื่องพูดคุยกันมากขึ้น และบางคนกลับมาสนุกกับการอ่านหนังสือบนรถไฟ แทนการก้มหน้าดูจอจนถึงสถานีปลายทางโดยไม่รู้ตัว
ฟังแล้วอาจอยากโยนมือถือทิ้งทันที แต่ใจเย็นก่อน! เราไม่จำเป็นต้องถึงขั้นกลับไปใช้โทรศัพท์ปุ่มกด หรือหายตัวจากโลกออนไลน์ เพราะสมาร์ตโฟนก็มีประโยชน์มากมาย เพียงแต่ต้องรู้จักวางมันลงให้เป็น
ลองเริ่มจากมื้ออาหารที่ไม่มีมือถือวางข้างจาน กำหนดเวลาเช็กข้อความแทนการเปิดดูทุกครั้งที่มีเสียงเตือน ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น หรือกำหนดช่วงก่อนนอนให้เป็นเวลาปลอดหน้าจอ แล้วหยิบหนังสือมาสักเล่ม ออกไปเดินเล่น หรือชวนคนข้างๆ คุยกันให้มากขึ้น
อย่าลืมว่าโลกไม่ได้หยุดหมุนเพียงเพราะเราตอบแชตช้าลงสักครึ่งชั่วโมง และคลิปสนุกๆ ก็ไม่ได้หนีหายไปไหนถ้าเรายังไม่ได้ดูทันที
บางทีความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่การรู้ข่าวสารทุกเรื่อง หรือเห็นทุกความเคลื่อนไหวของคนอื่น แต่อยู่ที่การได้ฟังเสียงคนตรงหน้า ได้คิดอะไรเรื่อยเปื่อย และได้ใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่ต้องคอยเหลือบมองหน้าจอ
ลองสร้างระยะห่างจากสมาร์ตโฟนวันละนิด แล้วขยับเข้ามาใกล้ชีวิตจริงอีกหน่อย ไม่แน่ว่าเราอาจค้นพบว่า เวลาที่หายไปไม่ได้อยู่ในมือถือ แต่อยู่ในมือเรามาตลอดนี่เอง.
ป้าเอง