โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดข้อต่อสู้ กกต.เบรกศาลฎีกา งัดคำวินิจฉัยเก่าปี 46 ยัน เสียงเอกฉันท์ชี้คำตัดสิน กกต.ที่ยกคำร้องเป็นที่สุด

เดลินิวส์

อัพเดต 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 1.19 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
มติ 5:2 กกต. หักศาลฎีกา ชง

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2569 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7(2) และมาตรา 44

การยื่นเรื่องครั้งนี้ สืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาจำนวน 3 คดี (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569, ลต สว 9/2569 และ ลต สว 10/2569) ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ รวม 5 ราย ได้แก่ นายบัลลังค์ ศรีมงคล (กลุ่ม 4), นางวรรษมนต์ คุณแสน (กลุ่ม 9), นางแดง กองมา, นายสมพาน พละศักดิ์ (กลุ่ม 10) และนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ (กลุ่ม 12) โดยศาลฎีการับคำร้องในลักษณะขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ซึ่ง กกต. เห็นว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อการจัดเลือก สว. อย่างร้ายแรง

โดยนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย ซึ่งเป็น 2 กกต. เสียงข้างน้อย ได้ขอเวลา 7 วัน ในการทำความเห็นโต้แย้งส่วนตน เพื่อประกอบมติเสียงข้างมากที่มี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ลงนามส่งศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ กกต. เสียงข้างมาก ได้ตั้งประเด็นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.กรณีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติและประกาศรายชื่อแล้ว ให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าว "เป็นที่สุด" ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่จะเป็นไปตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น 2.กรณีคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. คำวินิจฉัยของ กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.สว. ถือเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนซ้ำได้

กกต. ระบุเหตุผลว่า กฎหมายกำหนดช่องทางยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาไว้เพียง 3 กรณีอย่างจำกัด ได้แก่ การสั่งไม่รับสมัคร/ลบชื่อ (มาตรา 22, 23), การจัดเลือกไม่ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 44) และกรณี กกต. ยื่นขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครหรือสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 60, 62) ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. หรือใช้ดุลยพินิจขยายเขตอำนาจตนเองได้

นอกจากนี้ในคำร้องของ กกต. ได้นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 ขึ้นอ้างอิง ซึ่งเคยมีมติเอกฉันท์วางหลักไว้ว่า การใช้อำนาจสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ถือเป็นที่สุดและยุติ ไม่อาจถูกตรวจสอบหรือทบทวนโดยองค์กรตุลาการได้ ประกอบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 ที่ระบุว่า องค์กรอิสระมุ่งหมายให้ปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายบริหารหรือศาล และการใช้อำนาจที่ไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล (เช่น การยกคำร้อง) กฎหมายกำหนดให้เป็นที่สุด

กกต. ยังได้ระบุอีกว่า กรณีดังกล่าว หากปล่อยให้ศาลฎีกาหรือองค์กรตุลาการเข้ามารับฟ้องทบทวนคำตัดสินยกคำร้อง ย่อมเป็นการใช้อำนาจทับซ้อนกับ กกต. ก่อให้เกิดภาระเกินสมควร และส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่จัดและควบคุมการเลือก สว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...