‘บิ๊กราญ’ สั่งลุย 4 วาระแห่งชาติ ปราบยาเสพติด-นอมินี-สแกมเมอร์-ทุจริต
“พล.ต.อ.สำราญ” มอบนโยบาย 9 ข้อแก่ตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไปทั่วประเทศ 471 นาย กำชับปราบ 4 ปัญหาใหญ่ตามนโยบายรัฐบาล ชูแนวคิด “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” ลดงานเอกสาร-ประชุมไม่จำเป็น เน้นจราจรตักเตือนก่อนออกใบสั่ง ยกระดับปราบทุจริตตั้งศูนย์ต่อต้านการทุจริต มุ่งสร้างองค์กรตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา
9 ตุลาคม 2569 - พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แก่ข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไปจากทุกหน่วยทั่วประเทศ จำนวน 471 นาย ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยึดวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา” พร้อมกำหนดนโยบาย 9 ข้อ และกำชับ 4 วาระเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่ ยาเสพติด นอมินี สแกมเมอร์ และการทุจริตประพฤติมิชอบ
พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า นโยบายสำคัญคือการลดภาระงานเอกสารและการประชุมที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ตำรวจได้ออกไปดูแลประชาชน พร้อมกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานจราจร โดยเน้นการแนะนำและตักเตือนก่อนออกใบสั่ง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ทั้ง 9 ข้อ ประกอบด้วย
1. พิทักษ์ ปกป้อง และเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นภารกิจสูงสุด โดยให้ถวายความปลอดภัยและรักษาความเรียบร้อยในพระราชกรณียกิจอย่างเต็มกำลัง
2. ปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอาชญากรรมทางไซเบอร์และยาเสพติด ภายใต้หลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน
3. เพิ่มศักยภาพการให้บริการและยกระดับสถานีตำรวจ ลดงานธุรการที่ไม่จำเป็น ให้หัวหน้าสถานีวางแผนตามสภาพปัญหาในพื้นที่ พร้อมพัฒนางานสอบสวนให้รวดเร็ว โปร่งใส และให้บริการประชาชนอย่างสุภาพเป็นธรรม
4. ขับเคลื่อนงานด้วยหลักตำรวจชุมชน (Community Policing) โดยให้ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนในการดูแลความปลอดภัย สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันอาชญากรรมก่อนเกิดเหตุ
5. ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยงและช่วงเวลาเสี่ยงในการวางแผนป้องกัน โดยเน้นความผิดเกี่ยวกับการเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว และไม่สวมหมวกนิรภัย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขสภาพถนน
6. นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ขับเคลื่อนการทำงาน ผ่านระบบ ONE POLICE การเชื่อมโยงข้อมูลที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และการวิเคราะห์อาชญากรรมเชิงพื้นที่ โดยการใช้ดุลพินิจยังคงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
7. เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กร กำหนดให้มีการประชุมหน่วยในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดือนละครั้ง ใช้ ศปก.ตร. เป็นศูนย์กลางข้อมูล และลดการประชุมที่ไม่จำเป็น
8. แก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชนตามขั้นตอน
9. สร้างภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่าง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องลงพื้นที่รับรู้ปัญหาจริง มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และให้ความเป็นธรรม ภายใต้หลัก FIT (แข็งแรง พร้อมนำ) FAIR (ยุติธรรม เป็นธรรม) และ FUN (บรรยากาศดี มีความสุข) พร้อมยึดหลักผู้นำที่ดี 3 ประการ ได้แก่ ให้สวัสดิการ ให้ความรู้ และเมื่อกระทำผิดต้องกล้าลงโทษ
นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังกำชับให้ทุกหน่วยและทุกสายงานร่วมกันขับเคลื่อน 4 เรื่องสำคัญที่เป็นวาระแห่งชาติตามนโยบายรัฐบาล และส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง
เรื่องแรก การปราบปรามยาเสพติด ให้มุ่งดำเนินการกับผู้ผลิต ผู้ค้า และเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจัง พร้อมขยายผลไปถึงทรัพย์สินที่ได้จากการค้ายาเสพติด ไม่หยุดเพียงการจับกุมผู้ค้ารายย่อย ส่วนผู้เสพให้ดำเนินการตามนโยบายและกฎหมาย ควบคู่กับการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อป้องกันปัญหา
เรื่องที่สอง การปราบปรามนอมินี ให้ตรวจสอบและขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งเส้นทางการเงินที่แท้จริง ไม่ดำเนินคดีเฉพาะบุคคลที่ถูกนำชื่อมาใช้เป็นตัวแทน พร้อมประสานหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
เรื่องที่สาม การปราบปรามสแกมเมอร์ กำชับให้ตำรวจรับแจ้งความทุกช่องทางและทุกท้องที่โดยไม่ปัดภาระ พร้อมเร่งระงับความเสียหายให้เร็วที่สุด เช่น การอายัดบัญชีธนาคาร ตลอดจนปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกง
เรื่องที่สี่ การปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ให้ยกระดับงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของจเรตำรวจและกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ขึ้นเป็นศูนย์ต่อต้านการทุจริต (ศตท.ตร.) เพื่อดำเนินการทั้งกับข้าราชการตำรวจและบุคคลที่กระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยมีจเรตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ขับเคลื่อน
พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า การกำหนดนโยบายทั้งหมดคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นสำคัญ โดยมุ่งปรับปรุงการทำงานในแต่ละสายงาน ลดภาระที่ซ้ำซ้อน ภายใต้แนวคิด “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน”
ทั้งนี้ เมื่อภาระงานที่ไม่จำเป็นลดลง หัวหน้าสถานีตำรวจต้องนำเวลาที่เพิ่มขึ้นไปวิเคราะห์ปัญหาอาชญากรรมและวางแผนป้องกันปราบปรามให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ พร้อมใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการให้บริการประชาชน และขับเคลื่อนระบบ Police Care อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ตามวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”