โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สนค. ประเมินแนวโน้มราคาพลังงานโค้งสุดท้ายปี 69 ยังทรงตัวสูง

The Reporters

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สนค. ประเมินแนวโน้มราคาพลังงานโค้งสุดท้ายปี 69 ยังทรงตัวสูง ชี้ ส่งผ่านถึงต้นทุนการผลิต แนะผู้ประกอบการเตรียมบริหารต้นทุน

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุปทานพลังงานโลกตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 88.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 26.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเดือนกันยายนเร่งตัวขึ้นเป็น 102.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้น

ช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 มูลค่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.1 ทำให้ดุลการค้าหมวดเชื้อเพลิงขาดดุลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เงินบาทที่ทยอยอ่อนค่าจากเฉลี่ย 31.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม เป็น 33.22 บาทในเดือนกันยายน สอดรับกับทิศทางราคาน้ำมัน เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าเมื่อแปลงเป็นเงินบาท

ต้นทุนการนำเข้าดังกล่าวส่งผ่านต่อไปยังต้นทุนภาคการผลิตในประเทศ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (I-O Table) พบว่าสาขาที่มีความอ่อนไหวสูงสุดคือ ภาคการขนส่งสินค้าทางบก ที่มีค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก รองลงมาคืออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง ทั้งปิโตรเคมี เส้นใยประดิษฐ์และการปั่นด้าย และกระเบื้องเซรามิก

ขณะเดียวกัน ในอีกหลายสาขา นอกจากพลังงานที่ใช้ในการผลิตโดยตรงแล้ว ยังมี “ต้นทุนพลังงานแฝง” ที่ส่งผ่านมากับวัตถุดิบต้นน้ำ ทั้งอาหารทะเลแปรรูปที่พึ่งพาวัตถุดิบหลักจากการประมงทะเลซึ่งมีต้นทุนค่าน้ำมันเรือในสัดส่วนสูง ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้เหล็กขั้นต้น ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้เม็ดพลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยางล้อที่ใช้ยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ตลอดจนเครื่องนุ่งห่มที่ต้นทุนพลังงานถูกส่งผ่านหลายทอด ตั้งแต่เส้นใยจนถึงการทอเป็นผ้าผืน

ต้นทุนภาคการผลิตทยอยส่งผ่านสู่ค่าครองชีพของประชาชน โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงขึ้นร้อยละ 6.2 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สูงขึ้นร้อยละ 1.54 สะท้อนว่าราคาสินค้าต้นน้ำปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าปลายน้ำ ต้นทุนส่วนหนึ่งจึงยังไม่ได้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทั้งหมด โดยมีมาตรการดูแลราคาพลังงานของภาครัฐช่วยบรรเทา

ด้านการส่งออก หลายสาขาที่อ่อนไหวข้างต้นเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ขณะที่กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด

สำหรับแนวโน้มราคาพลังงานระยะข้างหน้า หน่วยงานด้านพลังงานหลายแห่งคาดว่า ราคาจะทรงตัวสูงต่อเนื่องถึงสิ้นปี โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐฯ คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไตรมาส 4 เฉลี่ยราว 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และกลุ่ม ปตท. คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนที่ 95–105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ความต้องการสำรอง LNG และน้ำมันเพื่อใช้ทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวของภูมิภาคยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่พยุงราคาพลังงานไว้ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศอย่างเพียงพอ และหน่วยงานภาครัฐยังคงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

สำหรับการรับมือกับสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง ในระยะสั้น ผู้ประกอบการควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนพลังงานอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการวางแผนสต็อกวัตถุดิบรวมถึงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้สอดคล้องกับทิศทางต้นทุน

ส่วนระยะถัดไป ภาคการผลิตไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าสู่นวัตกรรมมูลค่าสูง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...