โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นักกลยุทธ์เตือน “ฟองสบู่ AI” เสี่ยงแตกปี 2570-2571 ฉุด S&P 500 ดิ่ง 36%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 8 ตุลาคม 2569 เวลา 21.22 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักกลยุทธ์ Panmure Liberum เตือนฟองสบู่ AI อาจแตกภายใน 2 ปี หลังบริษัทเทคโนโลยีเผชิญต้นทุนหนี้พุ่งและกระแสเงินสดลดลง คาด S&P 500 ร่วงเหลือ 5,000 จุดในปี 2570

วันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 13.16 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โยอาคิม เคลเมนต์ (Joachim Klement) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดของ Panmure Liberum วาณิชธนกิจในกรุงลอนดอน เตือนว่า กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเข้าสู่จุดสิ้นสุดภายใน 1–2 ปีข้างหน้า และนำไปสู่การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นการทรุดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551

เคลเมนต์ประเมินว่า ฟองสบู่การลงทุน AI มีแนวโน้มแตกในปี 2570 หรือ 2571 เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในอนาคต

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้งในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากความคาดหวังต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และการลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล

เคลเมนต์กำหนดเป้าหมายดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปี 2570 ไว้ที่ 5,000 จุด ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับตัวลดลงประมาณ 36% จากระดับปัจจุบัน และอาจเป็นการปรับฐานรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก

การคาดการณ์ดังกล่าวถือเป็นมุมมองเชิงลบมากที่สุดเมื่อเทียบกับนักกลยุทธ์อีก 7 รายที่บลูมเบิร์กติดตาม ซึ่งโดยเฉลี่ยยังประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 14%

ขณะเดียวกัน เคลเมนต์คาดว่าดัชนี Stoxx Europe 600 ของตลาดหุ้นยุโรปอาจปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 430 จุด หรือร่วงลงมากกว่า 30% จากระดับปัจจุบัน หากกระแสการลงทุน AI พลิกกลับทิศทางอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ เคลเมนต์ ซึ่งเริ่มต้นอาชีพที่ UBS Group เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ถือเป็นหนึ่งในนักกลยุทธ์กลุ่มแรกที่ส่งสัญญาณว่าตลาดหุ้นขาขึ้นรอบปัจจุบันอาจใกล้สิ้นสุดลง

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน เขายังคาดการณ์ว่าดัชนี S&P 500 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 8,300 จุดภายในสิ้นปี 2027 แต่ล่าสุดได้เปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ หลังประเมินว่าปัญหาเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น อาจกระทบต่อความสามารถของบริษัทเทคโนโลยีในการระดมทุนเพื่อขยายการลงทุนด้าน AI

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนของโรฮิต สิปาฮิมาลานี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Temasek International ซึ่งระบุในสัปดาห์นี้ว่า การกลับทิศทางของกระแสลงทุน AI เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเผชิญ

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เคลเมนต์กังวล คือเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หรือ Hyperscalers ซึ่งกำลังเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลประมาณการจาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า รายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditure หรือ CapEx) สำหรับศูนย์ข้อมูลของบริษัท Hyperscalers ในปี 2026 อาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปีก่อน แตะระดับ 713,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2027 แม้อัตราการเติบโตอาจชะลอลง

การลงทุนดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ และผลักดันราคาหุ้นให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เคลเมนต์มองว่า นักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีมากเกินไป จนอาจมองข้ามความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค ภาวะสินเชื่อ และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

เขาระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนจำนวนมากมุ่งความสนใจไปที่การเติบโตของกำไร โดยเฉพาะกำไรของบริษัทเทคโนโลยี และใช้ปัจจัยดังกล่าวเป็นเหตุผลในการมองข้ามความเสี่ยงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย หรือภาวะตลาดสินเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่นักวิเคราะห์ทั้งหมดที่มีมุมมองเชิงลบต่อตลาดหุ้น โดยทีมนักกลยุทธ์ของ Citigroup ระบุในสัปดาห์นี้ว่า การเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในปี 2027 ยังอาจสนับสนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

แม้เคลเมนต์จะคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นอาจเผชิญการปรับฐานอย่างรุนแรงในอนาคต แต่เขายอมรับว่าการส่งสัญญาณเตือนในเวลานี้อาจเร็วเกินไป เนื่องจากตลาดยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

โดยเขายังคงเป็นนักกลยุทธ์ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อดัชนี Stoxx Europe 600 มากที่สุดในกลุ่มที่บลูมเบิร์กติดตามสำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยคาดว่าดัชนีหุ้นยุโรปอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ภายในสิ้นปี

เคลเมนต์ระบุว่า เขากำลังเริ่มส่งสัญญาณเตือนนักลงทุนล่วงหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นในอีก 6-9 เดือนข้างหน้า โดยไม่ได้แนะนำให้นักลงทุนเร่งขายหุ้นทั้งหมดในทันที แต่ควรเริ่มเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงและเครื่องมือประเมินจังหวะการเปลี่ยนทิศทางของตลาด

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่เขาแนะนำให้ติดตาม คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day Moving Average) ของดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้ประเมินแนวโน้มตลาดในระยะยาว

หากดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว เคลเมนต์แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเข้าสู่สถานะป้องกันความเสี่ยงอย่างเต็มที่ (Full Defensive) โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น ธุรกิจอาหาร ยาสูบ และเวชภัณฑ์

ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 เคยปรับตัวลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนที่ตลาดจะกลับมาฟื้นตัวและทำสถิติสูงสุดใหม่ในเวลาต่อมา

เคลเมนต์ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนในเวลานี้ไม่ใช่การคาดเดาว่าตลาดจะปรับตัวลงเมื่อใด แต่เป็นการเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือ หากตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะขาลง (Bear Market) อย่างรุนแรงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การประเมินว่าดัชนี S&P 500 อาจร่วงลง 36% เป็นเพียงการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานของเคลเมนต์ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าฟองสบู่ AI จะต้องแตกหรือเกิดวิกฤตตลาดหุ้นอย่างแน่นอน

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นทั่วโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...