โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กสิกรไทยลุ้นเศรษฐกิจปี 70 ฟื้น ชูยุทธศาสตร์ 3+1 & P เร่ง AI-ขยายรายได้ค่าฟี เปิดสินเชื่อกลุ่มใหม่ รับโลกผันผวน

Khaosod

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2570 มีโอกาสเติบโตดีกว่าปีนี้ หากการลงทุนรัฐและเอกชนเดินหน้าเต็มกำลัง รับอานิสงส์ FDI กลุ่ม Data Center, EV และอิเล็กทรอนิกส์ ดันสินเชื่อ Corporate โต 7% พร้อมยกระดับ AI และ Data ขยายรายได้ค่าธรรมเนียม 9 เดือนโต 16%

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า

ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปี 2570 ยังมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าปีนี้ หากแรงส่งจากการลงทุนภาครัฐและเอกชนเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

โดยภายใต้บริบทดังกล่าว ธนาคารยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ 3+1 & P โดยมุ่งรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก สร้างแหล่งรายได้ใหม่จากค่าธรรมเนียมและธุรกิจนวัตกรรม ใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลยกระดับการให้บริการ พร้อมเปิดโอกาสสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

ย้ำการจัดการหนี้เสียอยู่ในกรอบ ค่าฟี 9 เดือนโต 16% ลุ้น ROE แตะสองหลัก

ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2569 ธนาคารยังคงรักษาเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการสำรองหนี้เสีย ซึ่งตั้งเป้าทั้งปีไว้ที่ 140-160 และผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกยังอยู่ในกรอบที่กำหนด หลังจากดำเนินงานเป็นไปตามแผน โดยมีแนวโน้มอยู่บริเวณด้านบนของกรอบเป้าหมาย

ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) มีทิศทางเติบโตดี โดย 9 เดือนแรกขยายตัวประมาณ 16% แม้มีโอกาสที่ผลการดำเนินงานจะดีกว่าเป้าหมาย แต่ธนาคารยังคงยืนยันกรอบประมาณการเดิม เนื่องจากรายได้ในแต่ละไตรมาสมีปัจจัยและเหตุการณ์ที่ส่งผลแตกต่างกัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในไตรมาส 4 มักเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งเป็นรูปแบบปกติของการดำเนินงานช่วงปลายปี

สำหรับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปัจจุบันอยู่ที่ 9.31% โดยธนาคารมีเป้าหมายระยะยาวที่จะผลักดันให้กลับไปอยู่ในระดับเลขสองหลัก แต่ทั้งนี้่ต้องขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยด้วย

"ธนาคารไม่ได้มองเพียงการเติบโตของกำไร แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กันไป โดยเชื่อว่ามีศักยภาพและความพร้อมอยู่แล้ว เหลือเพียงรอจังหวะเศรษฐกิจกลับมาเติบโตเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ"นางสาวขัตติยากล่าว

ในด้านการสนับสนุนภาคธุรกิจ ธนาคารยังคงดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม แต่ให้น้ำหนักกับ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand ของรัฐบาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญคือการสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพให้เพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 12 ปีข้างหน้า

เปิดทางสินเชื่อกลุ่มใหม่ ใช้ Data จากพันธมิตรประเมินความเสี่ยง

นางสาวขัตติยากล่าวอีกว่า สำหรับการขยายฐานสินเชื่อไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ เช่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดลองผลิตภัณฑ์และโครงการสินเชื่อขนาดเล็ก เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนขยายผล โดยนำข้อมูลจากพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น LINE BK และข้อมูลจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มาประกอบการพิจารณา ทั้งพฤติกรรมการชำระเงิน การส่งมอบสินค้า คุณภาพสินค้า และการคืนสินค้า ซึ่งช่วยให้ธนาคารเห็นศักยภาพของผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประวัติในระบบได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ ยังมองถึงโอกาสจากการเชื่อมโยงข้อมูลภาคการเงินและข้อมูลเครดิตที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินความเสี่ยงและเปิดโอกาสให้ลูกค้ากลุ่มใหม่เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

ลุ้น GDP ปี 70 โตดีกว่าปีนี้ รับลงทุน Data Center-EV-FDI

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง แม้เริ่มเห็นการฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึง ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากแรงส่งจากภาคธุรกิจและภาครัฐสามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยปี 2570 มีโอกาสเติบโตสูงกว่าปี 2569 โดยธนาคารเห็นโอกาสจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจไทย

สำหรับสินเชื่อธุรกิจ หรือคอร์ปอเรทของธนาคาร โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 เติบโตประมาณ 7% สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจรายใหญ่ในการขับเคลื่อนการลงทุน โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านสินเชื่อและบริการทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจขยายการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะผู้ลงทุนโดยตรง แต่ยังเชื่อมโยงไปยังธุรกิจในระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ไปจนถึงโครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล ธนาคารจึงพร้อมสนับสนุนสินเชื่อและบริการทางการเงินแบบครบวงจร เพื่อให้การลงทุนขนาดใหญ่ส่งต่อโอกาสไปยังผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Corporate ยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงโอกาสไปสู่ผู้ประกอบการ SME และธุรกิจรายย่อย ผ่าน Supply Chain เพื่อให้การเติบโตของบริษัทขนาดใหญ่กระจายไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศ

นายจงรักยังมองว่า กระแสการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแนวโน้มระดับโลกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้บางประเทศหรือบางทำเลอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ แต่ความต้องการ Data Center ยังมีอยู่ โดยแต่ละประเทศต้องพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บและเคลื่อนย้ายข้อมูล ทำให้ยังมีความจำเป็นต้องลงทุนในพื้นที่ที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ

ส่วนการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทจาก 10% เป็น 35% ตามประเภทสินค้า มองว่าเกี่ยวข้องกับการสร้างสมดุลของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และอาจเพิ่มโอกาสให้ SME ผู้ผลิตชิ้นส่วนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงสนับสนุนการจ้างงานในประเทศ

บริหารความเสี่ยงเชิงรุก รับมือภัยไซเบอร์-น้ำท่วม-ความผันผวนโลก

นายจงรักกล่าวว่า การบริหารความเสี่ยงโดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเครดิต การทุจริตทางการเงิน ภัยไซเบอร์ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ตลอดจนความเสี่ยงด้านตลาดและสภาพคล่อง

ขณะที่ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการนำข้อมูลและสถานการณ์จำลองจากแหล่งข้อมูลระดับโลกมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลพื้นที่เสี่ยง รวมถึงแผนที่จาก GISTDA และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อประเมินผลกระทบต่อธุรกิจและมูลค่าหลักประกัน พร้อมทดสอบความอ่อนไหวต่อความเสี่ยง

ด้านภัยไซเบอร์ ธนาคารมีศูนย์ Cyber Security Operation Center ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ติดตามสถานการณ์การโจมตีทั่วโลกและเร่งปิดช่องโหว่ที่ตรวจพบ พร้อมซักซ้อมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถกู้คืนระบบและกลับมาให้บริการได้รวดเร็วหากเกิดเหตุขัดข้อง

ชู AI ผสานคน ยกระดับคุณภาพบริการ

นายพิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจการเงินกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ไปสู่การแข่งขันด้านความเข้าใจลูกค้า คุณภาพคำแนะนำ และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ธนาคารจึงมุ่งผสานบุคลากรเข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์และคุณภาพการให้บริการ

ทั้งนี้กลุ่ม SME เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจและมีสัดส่วนการจ้างงานมากกว่า 70% ของประเทศ แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขัน ต้นทุน และข้อจำกัดด้านโครงสร้างธุรกิจ ธนาคารจึงต้องการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่ลูกค้าไว้วางใจ โดยไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงการให้สินเชื่อ แต่สนับสนุนทั้งความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันการชำระเงินแบบครบวงจร บริการเฉพาะอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ และหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการ K SME Care ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องถึงรุ่นที่ 27

ส่วนธุรกิจ Wealth มุ่งสู่การเป็นการดูแลลูกค้าตลอดทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การสร้างความมั่งคั่ง การปกป้องทรัพย์สิน ไปจนถึงการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยฐานลูกค้า Wealth เติบโต 16% และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) เติบโต 8% ขณะที่ธนาคารมองว่า AI จะเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาบริการใหม่ แต่ไม่สามารถทดแทนบุคลากรได้ทั้งหมด เพราะความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์กับลูกค้ายังคงเป็นหัวใจของธุรกิจการเงิน

รับมือ Virtual Bank ชูฐานลูกค้า-ดิจิทัล เร่งสินเชื่อยั่งยืน

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การเข้ามาของ Virtual Bank ทำให้การแข่งขันในตลาดการเงินเข้มข้นขึ้น แต่ธนาคารต้องปรับตัวและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยแม้ผู้เล่นใหม่อาจมีข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัว ขนาดองค์กร และเทคโนโลยี แต่ธนาคารกสิกรไทยมีจุดแข็งด้านเงินทุน ฐานลูกค้า และความเข้าใจตลาดที่สั่งสมมา

การแข่งขันในอนาคตจึงต้องสามารถให้บริการได้ตรงความต้องการและคุ้มค่ากับลูกค้า ธนาคารจึงมุ่งรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบัน พร้อมพัฒนาบริการดิจิทัล การชำระเงิน บัตรเครดิต และสินเชื่อที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านมีการปรับกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น ลูกค้าบางกลุ่มที่มีบัญชีเงินเดือนกับธนาคารสามารถทราบผลอนุมัติเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที

ด้านสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ธนาคารมีสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนสะสมกว่า 253,000 ล้านบาท และตั้งเป้าขยายเป็น 400,000-500,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้จะมุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพพนักงาน การปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าและประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ ทั้งการดูแลลูกค้า การขาย และการให้บริการ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

เตรียม Orbix รอจังหวะสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่เร่งลงทุนเกินจำเป็น

สำหรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธนาคารยังเห็นโอกาสเติบโตในอนาคต โดยกลุ่ม Orbix (ออร์บิกซ์) มีความพร้อมด้านใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหลายประเภท แต่จะเลือกจังหวะลงทุนตามความพร้อมของตลาดและทิศทางกฎเกณฑ์ที่ยังเปลี่ยนแปลง

ส่วนแนวทางลงทุนเป็นลักษณะเตรียมความพร้อมไว้ก่อน โดยไม่เร่งลงทุนเกินความจำเป็น ขณะที่ธนาคารยังไม่มีนโยบายถือครอง Bitcoin เพื่อการลงทุน และมุ่งเน้นสินทรัพย์ดั้งเดิม เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน และตราสารทุน ตามความเหมาะสมของธุรกิจธนาคารพาณิชย์

ส่วน Stablecoin ธนาคารมองว่ามีโอกาสเติบโตจากแนวโน้มทั่วโลก โดยเฉพาะการนำมาใช้ชำระเงินระหว่างประเทศ แต่การพัฒนาในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับแนวทางและการสนับสนุนของหน่วยงานกำกับดูแล

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กสิกรไทยลุ้นเศรษฐกิจปี 70 ฟื้น ชูยุทธศาสตร์ 3+1 & P เร่ง AI-ขยายรายได้ค่าฟี เปิดสินเชื่อกลุ่มใหม่ รับโลกผันผวน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...