โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘แชร์ข่าวไม่ใช่อาชญากร’

ไทยโพสต์

อัพเดต 29 ตุลาคม 2569 เวลา 4.11 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทีแรกวันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องละครวายครับ

พอดีมีคนส่งเรื่องเข้ามาในกลุ่มไลน์ ตั้งคำถามว่าดูละครวายกันมากๆ แล้วจะทำให้รสนิยมทางเพศเปลี่ยนไปได้หรือเปล่า อ่านแล้วก็น่าสนใจดี ตั้งใจว่าจะหยิบมาคุยกันเสียหน่อย

แต่พอเปิดดูข่าวการเมือง เจอข่าวชิ้นหนึ่งเข้า เลยต้องเปลี่ยนใจ เรื่องละครวายขอยกยอดไปวันศุกร์ก็แล้วกัน

ก็เรื่องสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาทนั่นแหละครับ

ผมเขียนถึงเรื่องนี้มาติดต่อกันสองวันแล้ว นึกว่าจะได้เปลี่ยนเรื่องคุยกันเสียที ที่ไหนได้ เรื่องยังไม่จบ แถมยังมีคนออกมาปกป้องกันไม่เลิก

คราวนี้ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เจ้าของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” อดีตศิลปินแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “การแชร์ข่าวไม่ใช่อาชญากร”

ผมอ่านข่าวแล้วก็ลองเข้าไปดูเฟซบุ๊กของแก ปรากฏว่าโพสต์ข้อความนี้ไว้จริงๆ

การแชร์ข่าวไม่ใช่อาชญากร ก็ถูกแล้วนี่ครับ ใครเขาเถียง

การแชร์ข่าวจะทำให้คนกลายเป็นอาชญากรไปได้อย่างไร คนไทยแชร์ข่าวกันวันละไม่รู้กี่ล้านครั้ง ถ้าแชร์แล้วเป็นอาชญากรกันหมด ป่านนี้คงต้องสร้างคุกเพิ่มจนไม่มีที่ปลูกข้าวกันแล้ว

แต่ปัญหาที่เขากำลังเถียงกันอยู่มันไม่ใช่เรื่องแชร์ข่าวได้หรือไม่ได้

มันเป็นเรื่องแชร์อะไรต่างหาก

กรณีคุณไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน แชร์ภาพสลิปที่กล่าวหาว่ามีการโอนเงิน 7 ล้านบาทให้นายกรัฐมนตรีเป็นสินบน แล้วต่อมาธนาคารออกมาชี้แจงข้อมูลที่ขัดแย้งกับภาพสลิปนั้น

คนเขาจึงถามกันว่า ก่อนแชร์ได้ตรวจสอบหรือยัง และเมื่อมีข้อเท็จจริงออกมาเช่นนี้ คนแชร์จะรับผิดชอบอย่างไร

คำถามมีอยู่เท่านี้เอง

แต่พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ กลับมีผู้ใหญ่ออกมาพูดเรื่องเสรีภาพ เรื่องสิทธิในการแชร์ข่าว ราวกับมีใครกำลังจะออกกฎหมายห้ามประชาชนกดปุ่มแชร์!

ผมไม่รู้ว่าคุณสุชาติตั้งใจหมายถึงเรื่องนี้โดยตรงหรือเปล่า แต่การหยิบประโยคดังกล่าวมาโพสต์ในช่วงที่เรื่องสลิปกำลังเป็นข่าว ก็ย่อมทำให้คนอ่านอดโยงเข้าหากันไม่ได้

และถ้าจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพกันจริงๆ ผมก็อยากถามกลับสักหน่อย

สิทธิในการแชร์ข่าวมีครับ แล้วสิทธิของคนที่ถูกกล่าวหาด้วยข่าวที่แชร์ไปล่ะ มีไหม?

หรือเสรีภาพมีไว้ให้คนกดแชร์อย่างเดียว ส่วนคนถูกกล่าวหาต้องทำใจ ถือเสียว่าเป็นการเสียสละเพื่อประชาธิปไตย!

ฟังดูชอบกลอยู่เหมือนกัน

ผมเห็นคนกลุ่มนี้เคลื่อนไหวทางการเมืองกันมาหลายปี ตั้งแต่ยุคม็อบสามนิ้ว มีสารพัดคำขวัญออกมาให้ได้ยิน

การประท้วงไม่ใช่อาชญากร

การชูสามนิ้วไม่ใช่อาชญากร

การแสดงความคิดเห็นไม่ใช่อาชญากร

ล่าสุดก็เรื่องการแชร์ข่าว

ถูกครับ การชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิ การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิ การแชร์ข่าวก็เป็นสิทธิ

แต่สิทธิเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าใครจะพูดหรือแชร์อะไรแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ

โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่แชร์เป็นภาพสลิปโอนเงินซึ่งถูกนำไปเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหารับสินบน เรื่องนี้ย่อมต้องตรวจสอบให้รอบคอบกว่าข่าวทั่วไป

ไม่เห็นจะต้องใช้ตำรารัฐศาสตร์เล่มหนาๆ มาอธิบายกันเลย

ที่ผมอดหมั่นไส้ไม่ได้ก็ตรงนี้แหละครับ

ผู้ใหญ่ที่ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมาโชกโชน ผ่านม็อบมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการถกเถียงเรื่องสิทธิเสรีภาพมาจนแทบจะเปิดโรงเรียนสอนประชาธิปไตยได้อยู่แล้ว

พอคนรุ่นหลังที่ตัวเองสนับสนุนทำอะไรพลาดขึ้นมา แทนที่จะเรียกมาบอกว่า คราวหน้าคราวหลังตรวจสอบให้ดีก่อนนะ กลับรีบออกมาช่วยกันแก้ตัว

อย่างนี้เขาเรียกให้ท้ายเด็กครับ

และที่น่าขันคือ คนที่ถูกให้ท้ายก็ไม่ใช่เด็กอมมือที่เพิ่งหัดเล่นเฟซบุ๊กเสียเมื่อไหร่

เป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ใช้ข้อมูลกล่าวหาฝ่ายบริหารได้กลางสภาและนอกสภา

เมื่อมีหน้าที่ตรวจสอบคนอื่น ก็ต้องยอมรับการตรวจสอบตัวเองด้วยสิ

จะเป็น สส.เฉพาะเวลาตั้งคำถามกับรัฐบาล แต่พอถูกถามกลับกลายเป็นเด็กน้อยที่ผู้ใหญ่ต้องช่วยกันโอ๋ อย่างนั้นก็ไม่ไหว

แล้วก็มีอีกพวกหนึ่งครับ

พอเถียงเรื่องสลิป 7 ล้านบาทไม่ได้ ก็ไปขุดเรื่องนายกรัฐมนตรีเคยแชร์ข่าวผิดเกี่ยวกับทักษิณกับกุ้งมาเลเซียมาเปรียบเทียบ

ทำนองว่าเห็นไหม นายกฯ ก็เคยแชร์ข่าวปลอมเหมือนกัน

อ้าว แล้วไงครับ

ถ้านายกฯ แชร์ข่าวผิด ก็วิจารณ์นายกฯ สิ ใครห้าม

ถ้าแชร์ผิดแล้วลบหรือขอโทษ ก็ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง แต่จะเอาเรื่องนั้นมาเป็นเหตุผลว่าคุณไอซ์ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองแชร์ได้อย่างไร

ยิ่งเนื้อหาของข่าวก็คนละเรื่อง

เรื่องหนึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการช่วยเจรจาปัญหาการค้ากุ้ง อีกเรื่องเป็นภาพสลิปที่กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีรับสินบน 7 ล้านบาท

ความเสียหายจากข้อกล่าวหาทั้งสองอย่างจะเหมือนกันได้อย่างไร

ถ้าคิดว่าการแชร์ข้อมูลผิดเป็นเรื่องไม่ดี ก็ควรบอกว่าไม่ดีทั้งคู่ ไม่ใช่พอคนหนึ่งทำแล้วผิด อีกรายก็ต้องรีบหาคนมาร่วมผิดด้วย

ตรรกะแบบนี้ถ้าเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันคงสนุกพิลึก

ลูกทำแจกันแตก พ่อถามว่าทำไมไม่ระวัง ลูกตอบว่าเมื่อวานพ่อก็ทำแก้วแตก!

แล้วแจกันมันจะกลับมาต่อกันเองหรือครับ?

อย่าไปคิดว่าคนพวกนี้ไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกนะครับ

รู้ดีเชียวละ

แต่ละคนเขี้ยวลากดินทางการเมืองกันทั้งนั้น ฝ่ายตรงข้ามขยับตัวนิดเดียวก็จับผิดได้หมด แต่พอเป็นพวกเดียวกันขึ้นมา กลับมองไม่เห็นอะไรเสียอย่างนั้น

ที่น่ากลัวไม่ใช่คนไม่รู้แล้วทำผิดครับ

แต่เป็นคนที่รู้ว่าผิด แล้วยังมีปัญญาหาเหตุผลมาเถียงให้ถูกจนได้

บางคนไม่ได้แยกผิดถูกไม่ออก แค่แยกพวกตัวเองออกจากความผิดเก่งเป็นพิเศษ

คนฝ่ายตรงข้ามแชร์ข่าวผิด เรียกเฟคนิวส์

คนฝ่ายตัวเองแชร์ข่าวผิด เรียกตั้งคำถาม

คนฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน เรียกใส่ร้าย

คนฝ่ายตัวเองทำบ้าง เรียกใช้เสรีภาพ

แล้วก็ยังกล้าพูดเรื่องมาตรฐานประชาธิปไตยกันหน้าตาเฉย!

ผมไม่ได้มีปัญหากับประชาธิปไตยนะครับ ตรงกันข้าม ผมคิดว่าคนที่เชื่อในประชาธิปไตยจริงๆ ควรยิ่งต้องเคารพข้อเท็จจริง เพราะประชาชนจะตัดสินใจอะไรได้ถูกต้อง ก็ต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องก่อน

ถ้าข้อมูลผิดก็แก้ ถ้าพลาดก็ยอมรับ ไม่เห็นต้องอาย

คนเราผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น

แต่ที่น่าอายกว่าคนทำพลาด คือคนที่เห็นว่าพลาดแล้ว ยังพยายามอธิบายให้กลายเป็นเรื่องถูก

โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ชอบสอนสังคมเรื่องความก้าวหน้า เรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพ แต่พอถึงคราวคนฝ่ายตัวเอง กลับไม่กล้าสอนเรื่องง่ายที่สุดว่า ทำผิดก็ต้องยอมรับ

คุณสุชาติเป็นนักเขียน เป็นคนทำงานทางความคิดมานาน ผมไม่คิดว่าต้องมีใครไปสอนว่าการแชร์ข่าวกับการแชร์ข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงนั้นต่างกันอย่างไร

แต่ถ้าจะยกคำว่าเสรีภาพขึ้นมาพูดกันในช่วงนี้ ก็ควรพูดให้ครบด้วยว่าเสรีภาพไม่ได้มีไว้คุ้มครองเฉพาะคนที่เราชอบ

คนที่เราไม่ชอบก็มีสิทธิไม่ถูกใครกล่าวหาเสียๆ หายๆ ด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบไม่ได้เช่นกัน

ไม่ใช่พอถึงคราวฝ่ายตัวเองถูกวิจารณ์ ก็รีบคว้าป้ายประชาธิปไตยออกมาชูราวกับเป็นยันต์กันความผิด

เรื่องสลิป 7 ล้านบาทจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องว่ากันตามข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม

แต่เรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาศาลครับ

ประชาชนมีสิทธิถาม สส.ที่แชร์ข้อมูลกล่าวหารัฐบาลว่าได้ตรวจสอบก่อนหรือไม่ และเมื่อข้อมูลถูกโต้แย้งแล้วจะชี้แจงอย่างไร

คำถามธรรมดาๆ แค่นี้ ไม่เห็นต้องลากประชาธิปไตยทั้งระบอบออกมาช่วยตอบเลย

ผมเขียนเรื่องนี้มาสามวันแล้ว ไม่ได้อยากจะเขียนซ้ำซากนักหรอกครับ

แต่พอเห็นผู้ใหญ่ออกมาให้ท้ายกันอย่างนี้ ก็อดไม่ได้จริงๆ

ประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมานาน น่าจะช่วยให้แยกแยะได้ดีขึ้นว่าเมื่อใดควรสนับสนุน เมื่อใดควรตักเตือน ไม่ใช่พอเป็นคนฝ่ายเดียวกันแล้วต้องหาคำอธิบายให้ได้ทุกเรื่อง

ยิ่งเป็นคนที่สังคมเคยยกย่องว่าเป็นปัญญาชน ก็ยิ่งควรใช้ปัญญาให้สมกับที่เขายกย่อง

ไม่ใช่พอเห็นคนรุ่นหลังทำพลาด ก็รีบยกคำขวัญเก่าๆ ออกมาช่วยแก้ตัว ราวกับพูดเรื่องเสรีภาพแล้วความผิดพลาดจะหายไปเอง

ผมห่วงคนรุ่นใหม่ที่มีผู้ใหญ่แบบนี้คอยประคบประหงมอยู่เหมือนกันครับ

เพราะเด็กที่ทำผิดแล้วยังมีคนคอยบอกว่าถูก วันหนึ่งอาจโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด

ถึงตอนนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่ที่กำลังให้ท้ายเขาอยู่ทุกวันนี้

เป็นผู้ใหญ่มานาน ผ่านการเมืองมาก็มาก แต่ถ้ายังแยกไม่ออกระหว่างการให้กำลังใจกับการให้ท้าย ก็ไม่รู้ว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมานั้นเอาไปใช้กับเรื่องอะไร

อ้อ! ผมลองกลับไปดูเฟซบุ๊กของคุณสุชาติ ปรากฏว่าโพสต์ “การแชร์ข่าวไม่ใช่อาชญากร” หายไปแล้ว

เสียดายจัง น่าเก็บไว้ให้คนอ่านชื่นชมกันนานๆ หน่อย

— เสมอต้น
29 ตุลาคม 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ samerton.thaipost@gmail.com หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...