“เศรษฐกิจอังกฤษ” แผ่ว PMI ต่ำสุดรอบ 3 เดือน พลังงานแพงดันเงินเฟ้อพุ่ง
ภาคเอกชนอังกฤษชะลอตัวในเดือน ก.ย. ดัชนี PMI ลดเหลือ 51.7 ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน S&P Global ชี้เศรษฐกิจจ่อโตเพียง 0.1% ในไตรมาสนี้
วันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 15.30 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เศรษฐกิจอังกฤษเริ่มส่งสัญญาณสูญเสียแรงส่งในเดือนกันยายน ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการกู้ยืมที่อยู่ในระดับสูง และความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาล ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ผลสำรวจของ S&P Global ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคเอกชนของอังกฤษลดลงสู่ระดับ 51.7 ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จาก 52.5 ในเดือนก่อน และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้เล็กน้อยที่ 52.0 อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะขยายตัว
ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษที่แข็งแกร่งเกินคาดในช่วงฤดูร้อนกำลังเริ่มแผ่วลง หลังตลาดพลังงานและตลาดพันธบัตรเผชิญความผันผวนระลอกใหม่ ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจเพิ่มความระมัดระวังก่อนการเปิดเผยงบประมาณฉบับแรกภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นกำลังกดดันพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลที่มีอยู่อย่างจำกัด และเพิ่มความกังวลว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นภาษี
S&P Global ระบุว่า การขยายตัวของกิจกรรมทั้งในภาคบริการและภาคการผลิตในระดับปัจจุบัน สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจรายไตรมาสเพียงประมาณ 0.1% ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวอย่างมาก หลังเศรษฐกิจได้รับแรงหนุนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจากการแข่งขันฟุตบอลโลก สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
คริส วิลเลียมสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธุรกิจของ S&P Global Market Intelligence กล่าวว่า การเติบโตของอังกฤษกำลังถูกฉุดรั้งจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งราคาพลังงานที่สูง ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการกู้ยืมที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนก่อนการประกาศงบประมาณ
เขาระบุว่า เดือนกันยายนกำลังสะท้อนภาพที่น่ากังวลจากการเกิดขึ้นพร้อมกันของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานเริ่มส่งผ่านมายังภาคธุรกิจของอังกฤษชัดเจนขึ้น โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นในอัตรารวดเร็วที่สุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่อัตราการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการของภาคธุรกิจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน
ในรายละเอียด ดัชนี PMI ภาคบริการลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ส่วนดัชนีผลผลิตภาคการผลิตลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน โดยอุปสงค์ของผู้บริโภคที่อ่อนแอและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซาเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโตในเดือนกันยายน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นยังช่วยชดเชยแรงกดดันบางส่วน ขณะที่แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยดัชนีคาดการณ์ผลผลิตในอนาคตของ S&P Global ทรงตัวอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
อ้างอิง : bloomberg.com