โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนไทยรักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูกมากขึ้น ยอมจ่าย 5 หมื่นบาทต่อตัวต่อปี ดันตลาดสัตว์เลี้ยงโต 13%

the Opener

เผยแพร่ 08 ก.ย 2568 เวลา 09.43 น. • The Opener

งานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผย ปัจจุบันคนไทยเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแบบ Pet Humanization หรือ การเลี้ยงดูเสมือนลูกหรือสมาชิกในครอบครัวกันมากขึ้นจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อสัตว์เลี้ยง อยู่ที่ตัวละ 50,500 บาทต่อปี และคาดว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยอาจโตทะลุ 1 แสนล้านบาท

ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวในงานสัมมนา "Pawssible Society: Pet in the City" ว่า สังคมไทยที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง คนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากมีลูก และวิถีชีวิตคนเมืองที่นิยมอยู่คนเดียวมากขึ้น รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนเมืองหันมานิยมเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น เพราะนอกจากจะน่ารัก มอบความสุขทางใจ และเป็นเพื่อนคลายเหงาได้ดีแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเลี้ยงลูกจริงๆ จึงทำให้เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เสมือน “สมาชิกในครอบครัว” (Pet Humanization) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประเสริฐกล่าวว่า มีสถิติที่น่าสนใจพบว่า ชาว Pet Humanization ยอมใช้จ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงสูงถึงตัวละ 50,500 บาทต่อปี ในขณะที่ Pet Owners ธรรมดามีค่าใช้จ่ายเพียงตัวละ 7,910 บาทต่อปี ส่งผลให้ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยเติบโตสูงเฉลี่ยปีละ 13.2% จาก 3.3 หมื่นล้านบาทในปี 2562 พุ่งแตะ 9.2 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะทะลุ 1.01 แสนล้านบาทในปี 2569
ประเสริฐมองว่า กระแสดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดว่า หัวใจของตลาดสัตว์เลี้ยงทุกวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่สินค้าหรือบริการที่ตอบสนองในขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังต้องตอบโจทย์“Peace of Mind” ที่ทำให้เจ้าของมั่นใจว่า สัตว์เลี้ยงจะมีชีวิตที่ดีและมีอายุยืนยาว ซึ่งเป็นโอกาสทางการตลาดที่สำคัญของผู้ประกอบการและนักการตลาดควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ในการวิจัยของ CMMU เรื่อง “โมเดลการตลาดสัตว์เลี้ยง 5P - กรอบกลยุทธ์เชิงธุรกิจสัตว์เลี้ยง” เพื่อศึกษาพฤติกรรม แรงจูงใจ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยง จากกลุ่มตัวอย่าง 357 คน ประกอบด้วย Baby Boomers & Gen X 102 คน Gen Y 155 คน และGen Z 100 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าของสุนัข 160 คน แมว 160 คน และสัตว์เลี้ยงพิเศษหรือ Exotic Pets อีก 37 คนใน 4 หมวดหลัก ได้แก่ อาหารสัตว์ (Pet Foods) การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Pet Health & Wellness) ประกันภัยสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance) และเทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech) มีผลที่น่าสนใจ ดังนี้

ด้านอาหารสัตว์ (Pet Foods)

พบว่า ผู้เลี้ยงตัดสินใจเลือกซื้ออาหารโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบมากที่สุดถึง 56% ตามด้วยราคาที่เหมาะสม 45% ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ 41% และจากรีวิวและความสะดวกในการซื้อ 20% โดยมีการใช้จ่ายเงินอาหารสัตว์เลี้ยงเฉลี่ยสูงถึง 32,000 บาทต่อตัวต่อปี และยังมีกลุ่มที่ยอมจ่ายเงินมากกว่า 36,000 บาทต่อตัวต่อปีสูงถึง 30% และยอมจ่ายมากกว่า 120,000 บาทต่อตัวต่อปี ซึ่งจัดเป็นกลุ่ม Super Premium Segment ถึง 7.4% โดย Gen Y ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวไม่มีลูก นิยมเลี้ยงสัตว์แทนลูก เป็นกลุ่มลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดมากที่สุด เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด

การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Pet Health & Wellness)

พบว่า ผู้เลี้ยงนิยมพาสัตว์เลี้ยงไปรับบริการด้านสุขภาพที่คลินิกมากที่สุดที่ 63.3% โรงพยาบาลเอกชน 57.1% โดย 3 อันดับบริการยอดนิยม ได้แก่ ฉีดวัคซีน 86.3% ตรวจสุขภาพ 65.3% ทำหมัน 61 % ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการใช้บริการอยู่ที่ประมาณ 10,000 -30,000 บาทต่อตัวปี

การศึกษาพบว่า กลุ่มคน Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์มากที่สุด ส่วนเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกสถานพยาบาล ทุก Gen ลงความเห็นตรงกันว่า เลือกจากใกล้บ้าน ราคาสมเหตุสมผล และความเชี่ยวชาญของสัตวแพทย์เป็นหลัก และ 3 บริการสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ Grooming 51.6%, Hotel 18.5% และ Pet Friendly 11.5%

ประกันภัยสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance)

พบว่า ผู้เลี้ยงสัตว์ 71.4% รู้จักผลิตภัณฑ์ประกันภัยสัตว์เลี้ยง แต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่ใช้บริการจริง โดยปัจจัยในการเลือกซื้อ ให้ความสำคัญกับความคุ้มครองครอบคลุม มากที่สุดถึง 75.8% ค่าเบี้ยประกันที่สมเหตุสมผล 60.6% ความง่ายในการเคลมและความสะดวกในการใช้บริการ 57.6% และผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ถึง 71 % ต้องการจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่เกิน 2,500 บาทต่อปี/ตัว

เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech)

ปัจจุบัน Pet Tech ยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก แต่พบว่า Smart home device เป็นที่รู้จักมากที่สุด 93% และมีโอกาสเติบโตสูงสุดในตลาด Pet Tech รองลงมา คือ Service & Commerce Platforms 78%, Health and Nutrition 77%, Behavior & Emotion Tech 67% และ Genetic & Bio Tech 64% โดย Baby Boomers & Gen X 67% พร้อมเปิดใจและอยากทดลองใช้ ในขณะที่ Gen Y และ Gen Z 24% อยากลองเทคโนโลยีเพื่อความสะดวก และ 34% พร้อมจ่ายเพื่อความสะดวกสบายของสัตว์เลี้ยง ส่วนความคาดหวังที่ต้องการได้จาก Pet Tech สูงสุด คือ ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงแม้ไม่ได้อยู่ด้วย โดย Gen Z ให้ความสนใจกับ Pet Tech มากที่สุดเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับสัตว์เลี้ยง
“ปัจจุบันตลาด Pet Tech ในไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แม้การรับรู้จะเพิ่มสูงแต่การนำไปใช้งานจริงยังต่ำ เนื่องจากผู้เลี้ยงยังติดปัญหาเรื่องราคา ความน่าเชื่อถือ และความยุ่งยากในการใช้งานรวมทั้งยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการหลายด้าน เช่น การมี demo ที่จับต้องได้ และระบบ Software & Data Integration ที่เชื่อมโยงทุกการดูแลสัตว์เลี้ยงไว้ในที่เดียว ดังนั้น โอกาสของตลาด Pet Tech จึงไม่ควรมองแค่การพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ต้องเน้นการสร้างความเข้าใจ ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ เพื่อปูทางสู่การยอมรับในวงกว้างในอนาคต” อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด CMMU กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...