โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิชาการจีนมองการจงใจโฟกัสที่กระบวนการสันติภาพไทย-กัมพูชามากเกินไป อาจทำให้หลงประเด็น

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 ต.ค. 2568 เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2568 เวลา 11.24 น.
(AP Photo/Mark Schiefelbein)

นักวิชาการจีนมองการจงใจโฟกัสที่กระบวนการสันติภาพไทย-กัมพูชามากเกินไป อาจทำให้หลงประเด็น

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นายหลี่ จ้งเหลียง นักวิชาการจีน ได้เขียนบทความเรื่อง “การจงใจโฟกัสที่กระบวนการสันติภาพไทย-กัมพูชามากเกินไป อาจทำให้หลงประเด็น” โดยเนื้อหาระบุว่า

วันที่ 14 ตุลาคม รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกล่าวในงานแถลงข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาจะเดินทางมาเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชาระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในวันที่ 26 ตุลาคมที่ประเทศมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม หนึ่งสัปดาห์ก่อนการแถลงข่าวดังกล่าว สื่อสหรัฐฯ “โพลิติโก” (Politico) ได้อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายคนที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า เงื่อนไขของทรัมป์สำหรับการมาเข้าร่วมการประชุมอาเซียนคือ “รัฐบาลมาเลเซียต้องเห็นชอบที่จะให้ทรัมป์เป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา” และต้องไม่ให้จีนเป็นส่วนหนึ่งของพิธีลงนามนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจุดสนใจทั้งหมดจะรวมอยู่ที่ตัวทรัมป์คนเดียว เมื่อถูกถามถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ก็มีคำตอบอย่างชัดเจนจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า “จีนไม่ได้มีบทบาทในกระบวนการเจรจาเลย”

แนวทางแก้ไขปัญหาในแต่ละขั้นตอนที่กัมพูชาและไทยได้บรรลุร่วมกันภายใต้กรอบอาเซียน ควรจะเป็นแบบอย่างเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ทว่าเงื่อนไขอันไม่สมเหตุสมผลของรัฐบาลทรัมป์กลับทำให้สังคมนานาชาติตั้งคำถามถึงเป้าประสงค์ที่แท้จริงของสหรัฐฯ อีกทั้งยังขัดต่อฉันทามติของประเทศในภูมิภาคที่เชื่อในแนวทางการปรึกษาหารือและการเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง สิ่งที่น่าสนในคือ จีนมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์นับตั้งแต่เกิดการเผชิญหน้า โดยได้พยายามไกล่เกลี่ยความขัดแข้งด้วยการเจรจา และให้ความสำคัญกับความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เดินทางไปยังไทยและกัมพูชาหลายครั้งเพื่อประสานการเจรจาระหว่างสองฝ่าย อีกทั้งผู้แทนสามฝ่ายคือจีน กัมพูชา และไทย ได้จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อผลักดันการหยุดยิงอย่างแท้จริง รวมถึงการบรรลุ “ฉันทามติว่าด้วยสันติภาพ” ของรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสามฝ่าย ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงของการหยุดยิง “ประเทศขนาดใหญ่ควรวางตัวให้สมบทบาทของประเทศขนาดใหญ่” แม้จีนจะมิได้เคลมผลงานเหล่านี้ แต่ย่อมไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าจีนได้แสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อการแก้ไขความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา–ไทยด้วยสันติวิธี ทั้งกัมพูชา ไทย และมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ต่างชื่นชมอย่างสูงต่อการมีส่วนร่วมของจีน แต่สหรัฐฯ กลับพยายามฉกฉวยความดีความชอบและปิดกั้นบทบาทของจีนเพื่อยกตนเหนือผู้อื่น การกระทำที่บิดเบือนความจริงนี้ได้เผยให้เห็นถึงความใจแคบทางการเมืองอย่างชัดเจนของสหรัฐฯ ชวนให้อดสงสัยมิได้ว่า แท้จริงแล้วสหรัฐฯ เป็น “ผู้สร้างสันติภาพ” หรือ “ผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความพยายามของผู้อื่น” กันแน่

ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา สหรัฐฯ ยังคงใช้วิธีการกดดันข่มเหงตามเคย โดยมิได้ให้ความเคารพต่อเจตนารมณ์ของคู่กรณีเลย มีเพียงการใช้ภาษีเข้าข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ข่มขู่ว่าหากไทยกับกัมพูชาไม่ยอมบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและกลับโต๊ะเจรจา สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรเชิงการลงโทษต่อทั้งสองประเทศสูงถึง 36% สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทยและกัมพูชา โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนกัมพูชามีสัดส่วนสูงถึง 35% รัฐบาลทรัมป์จงใจใช้ภาษีเป็นอาวุธเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ สร้างการกดดันที่ไม่สมดุล ทำให้อำนาจการต่อรองของไทยและกัมพูชาหดหาย แสดงให้เห็นถึงนโยบายการต่างประเทศที่เลือดเย็นของสหรัฐฯ

กระบวนการและวัตถุประสงค์ในการบรรลุสันติภาพ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวสันติภาพเอง สำหรับสหรัฐฯ แล้ว สันติภาพไม่ใช่ผลแห่งการเจรจาบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและการประนีประนอม แต่ถูกบิดเบือนให้เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจฝ่ายเดียว จุดประสงค์ก็เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งในภูมิภาคซึ่งควรใช้ความระมัดระวังให้เป็น “การโชว์ออฟทางการเมือง” ของผู้นำสหรัฐฯ ดังที่ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการไทยกล่าวไว้ว่า การกระทำนี้ “ทำให้กระบวนการระดับภูมิภาคที่ซับซ้อนกลายเป็นเพียงการแสดงทางการทูตเชิงสัญลักษณ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองของผู้นำสหรัฐฯ” พฤติกรรมที่ทำให้สันติภาพกลายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของตนเองนี้ยังสะท้อนชัดจากความหลงใหลต่อรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของฝ่ายสหรัฐฯ การพยายาม “เชิดชูตัวเอง” เช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากการเล่นตลก เนื่องจากไม่ได้มีแรงจูงใจจากความศรัทธาต่อหลักการสากล และไม่ได้มีเป้าประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างแท้จริง เพียงแต่ต้องการสะสม “ผลงานสันติภาพ” เพื่อชิงรางวัลโนเบล ทั้งที่ผลงานนี้ถูกขยายเกินจริง แถมตรรกะยังสวนทางกับเจตนารมณ์แห่งสันติภาพโดยสิ้นเชิง

รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยมองเห็นผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง แต่กลับมองว่าประเทศเหล่านี้เป็นเป้าของการกลั่นแกล้งและเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้านหนึ่ง ข้าราชการระดับสูงของสหรัฐฯ จำนวนไม่น้อยขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยสิ้นเชิง แม้แต่รัฐมนตรีกลาโหมอย่าง พีต เฮกเซธ ก็ไม่สามารถบอกชื่อประเทศในอาเซียนได้เลยแม้แต่ประเทศเดียวในระหว่างการแสดงวิสัยทัศน์ต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ อีกด้านหนึ่ง นโยบายขึ้นภาษีเชิงการลงโทษและการยุแหย่ให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนห่างเหินจากจีน กลับเผยให้เห็นว่าความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มีความสับสนในตัวเองและยากจะคาดเดา ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศเริ่มประเมินความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ใหม่ ดังที่นักวิชาการชาวสิงคโปร์ กวง หยุนเฟิง (Yuen Foong Khong) และ เหลียว เจิ้นหยาง (Joseph Chinyong Liow) ชี้ว่า แม้ภูมิภาคอาเซียนจะมีประชากรจำนวนมากและเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลับถูกชาติตะวันตกมองข้ามเสมอ นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของรัฐบาลทรัมป์ “ไม่ต่างอะไรจากการทำลายความเชื่อใจทางยุทธศาสตร์และมรดกทางการทูตที่สหรัฐฯ สั่งสมมากว่าครึ่งศตวรรษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยมือตนเอง”

คำพังเพยที่ว่า “แตงที่ฝืนเก็บมาย่อมไม่หวาน” หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้เต็มใจลงนาม ข้อตกลงนั้นย่อมยากที่จะบรรลุผลได้จริง สันติภาพที่ได้มาภายใต้แรงกดดันและการล่อใจจากสหรัฐฯ เป็นเพียงการจัดการที่ปลายเหตุ ไม่ได้การแก้ปัญหาที่ต้นตอ และย่อมทิ้งชนวนปัญหาไว้ในกระบวนการเจรจาขั้นต่อ ๆ ไป และเมื่อถึงเวลานั้น สหรัฐฯ จะเดินหนีไปโดยไม่รับผิดชอบ ทิ้งปัญหาความวุ่นวายไว้ให้ประเทศคู่กรณีต้องรับผิดชอบกันเอง วิธีการใช้ผักชีโรยหน้าอย่างเร่งรีบของสหรัฐฯ ไม่อาจปกปิดความเปราะบางของสันติภาพไทย-กัมพูชาได้ หลังรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน สื่อฝรั่งเศส เลอมงด์ (Le Monde) รายงานโดยอ้างโฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยว่า ไทยรับทราบท่าทีของสหรัฐฯ แต่กัมพูชาจะต้องแก้ไขข้อเรียกร้องของไทยก่อน ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม อดีตผู้นำกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กระบุว่า “สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าเป็นห่วงและเปราะบางอย่างยิ่ง” และ “อาจเกิดการเผชิญหน้าขึ้นอีก” ความขัดแย้งครั้งนี้มีความซับซ้อน ทั้งเป็นมรดกจากอาณานิคม ข้อพิพาทอธิปไตยเหนือดินแดน และกระแสชาตินิยม จึงไม่อาจแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาได้จากข้อตกลงเพียงฉบับเดียว การเข้าแทรกแซงอย่างแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ยิ่งทำให้ปัญหามีความซับซ้อนและขยายวงกว้างมากขึ้น นักวิชาการกัมพูชา Ro Vannak ก็ชี้ว่า สันติภาพที่ได้มาจากการกดดันของอำนาจภายนอกมักไม่ยั่งยืน “ในโลกหลายขั้วปัจจุบัน วิธีการบีบบังคับกำลังเข้ามาแทนที่วิธีการทางการทูตมากขึ้น ทำให้การหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชายากที่จะรักษาไว้ได้”

ข้อกังวลที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้นคือสหรัฐฯ กำลังบ่อนทำลายสิ่งที่เรียกว่า “วิถีอาเซียน” ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของ “ภูมิปัญญาตะวันออก” ที่ยึดหลักพหุภาคีที่เน้นการเจรจาหารือและการเปิดกว้างอย่างไม่แบ่งแยก สร้างฉันทามติบนพื้นฐานของความเสมอภาค คัดค้านการบีบบังคับเพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค นับตั้งแต่เกิดการเผชิญหน้าบริเวณชายแดน อาเซียนได้ทำหน้าที่เป็น “ช่องทางหลัก” ในการประสานการเจรจา และด้วยการผลักดันของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ ของมาเลเซีย กัมพูชาและไทยจึงได้เริ่มต้นก้าวแรกของการผ่อนคลายสถานการณ์และฟื้นฟูสันติภาพบนเวทีการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา หลังเกิดการเผชิญหน้า ฝ่ายจีนก็ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่าน “วิถีอาเซียน” อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กลับหลีกเลี่ยงแม้แต่จะเอ่ยถึงคำว่า “วิถีอาเซียน” ซึ่งสะท้อนความแตกต่างเชิงหลักการของจีนและสหรัฐฯ ต่อกรอบความร่วมมือภูมิภาค

ขณะที่การประชุมสุดยอดอาเซียนใกล้เข้ามา การดำเนินการแบบฝ่ายเดียวของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น หากสหรัฐฯ ยังคงยืนกรานที่จะกีดกันจีนออกจาก “พิธีลงนามสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ย่อมเผยให้เห็นแรงจูงใจอันคับแคบที่จะแย่งชิง “ผลลัพธ์ของสันติภาพ” และกดทับบทบาทของ “วิถีอาเซียน” หลักฐานจากประสบการณ์ของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศที่ผ่านมาชี้ตรงกันว่า แนวทางการกีดกันผู้อื่นไม่เพียงขัดต่อหลักพหุภาคี ยังบั่นทอนรากฐานความร่วมมือในภูมิภาค ประเทศทั้งหลายจึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะกังวลได้ว่า อนาคตก็อาจถูกกีดกันในทำนองเดียวกัน เชื่อว่าจีนจะยังคงสนับสนุนการเจรจาเพื่อสันติภาพด้วยวิถีทางของตนเองต่อไป เพื่อให้การหยุดยิงมีความยั่งยืนและสนับสนุนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาอย่างสร้างสรรค์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อเสถียรภาพและสันติภาพของภูมิภาคในระยะยาว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการจีนมองการจงใจโฟกัสที่กระบวนการสันติภาพไทย-กัมพูชามากเกินไป อาจทำให้หลงประเด็น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...