โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินบาทแข็งค่าแรง 7% จากต้นปี 68 แต่ต้องใช้ดอลลาร์ฯ - ทำธุรกิจส่งออกจะรับมืออย่างไร

Thairath Money

อัพเดต 10 ก.ย 2568 เวลา 07.18 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2568 เวลา 07.12 น.
ภาพไฮไลต์

หลายคนอาจสงสัยว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าจนทะลุ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในรอบ 4 ปีนี้ เกิดขึ้นเพราะปัจจัยในช่วงนี้หรือเปล่า และการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 7% จากต้นปีนี้จะส่งผลกระทบต่อ “ใคร” หรือเราจะวางแผนรับมืออัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนนี้อย่างไร

เกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาทของไทย?

ถ้าเราย้อนดูจากต้นปี 2568 พบว่าค่าเงินบาทอยู่ราว 34.41 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จนช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาเงินบาทมาอยู่ที่ 31.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้นราว 7.7% (ข้อมูลจาก TradingView) เรียกว่าใครที่แลกเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในช่วงต้นปี มาถึงตอนนี้มูลค่าของเงินเมื่อแลกคืนเป็น “บาท” ก็ได้น้อยลงไปด้วย

แต่เรื่องที่หลายคนสงสัยคือ แล้วเงินบาทแข็งค่าเพราะอะไร?

ล่าสุดนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ที่ 5 กันยายน สาเหตุหลักเพราะดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจากแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะการจ้างงานของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะลดดอกเบี้ยนโยบายลง ในปี 2568 อาจลดถึง 3 ครั้ง และปี 2569 อีก 3 ครั้ง

ปัจจัยเหล่านี้จะกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ให้อ่อนแอลง แต่อีกปัจจัยเฉพาะที่ทำให้เงินบาทยังแข็งค่าขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของเอเชียก็เพราะราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นมาตลอด (ส่วนใหญ่คนไทยเริ่มเทรดทองมากขึ้นตั้งแต่หลังโควิด ทำให้มูลค่าการซื้อขายนั้นมีผลต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้น)

ส่วนแนวโน้มเงินบาทจะไปทางไหน? ธนาคารกรุงไทย คาดว่า เงินบาทเริ่มชะลอการแข็งค่า หรืออาจอ่อนค่าขึ้นบ้าง ในระยะสั้นสิ้นเดือนกันยายน 2568 คาดว่า อาจเห็นการอ่อนค่ามาอยู่ที่ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และสิ้นปี 2568 อาจเห็นการแข็งค่ามาอยู่ที่ 31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เงินบาทแข็ง ใครได้ - ใครเสียผลประโยชน์?

จะเห็นได้ว่าค่าเงินบาทนั้นมีความผันผวนและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยรอบด้านที่อาจเกิดขึ้น และหลายคนอาจสงสัยว่า

“ค่าเงินบาทเปลี่ยนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ?”

ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ หมายถึงเราจะใช้เงินบาท “น้อยลง” ในการแลกสกุลเงินต่างประเทศ เช่น เมื่อวานเราใช้ 34.00 บาทเพื่อแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่วันนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้เราใช้เงินแค่ 32.00 บาทในการแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั่นเอง

มาถึงเรื่องสำคัญคือ เงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อใครบ้าง Thairath Money สรุปมาให้ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

คนที่ได้ประโยชน์เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น คือ

  • ผู้นำเข้าสินค้า/เครื่องจักร/อุปกรณ์ จากต่างประเทศที่ต้องจ่ายชำระค่าของต่างๆ ในสกุลต่างประเทศ ก็เหมือนได้ลดต้นทุนเพราะใช้บาทน้อยลงเพื่อแลกเงินสกุลต่างชาติ
  • บุคคลทั่วไป เมื่อจะซื้อสินค้าจากต่างประเทศ มีลูกเรียนอยู่เมืองนอก หรือจ่ายบิลค่าบริการ Subscribe ต่างๆ ที่เป็นสกุลเงินต่างชาติ ไปจนถึงแลกเงินเตรียมไปเที่ยว เมื่อบาทแข็งก็ใช้แลกเป็นเงินสกุลอื่นได้มากขึ้น
  • นักลงทุน ช่วงนี้ถ้าอยากลงทุนในหุ้น กองทุนต่างประเทศ ก็คุ้มค่ากว่าตอนเงินบาทแข็งค่าเช่นกัน
  • มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศ เช่น ถ้าเรามีสินเชื่อที่ต้องจ่ายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจเป็นช่วงที่ภาระหนี้เบาขึ้น

คนที่เสียประโยชน์เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น คือ

  • ผู้ส่งออก เมื่อส่งขายสินค้าไปแดนไกล เช่น ได้เงินค่าสินค้าเป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่มาได้เงินช่วงบาทพลิกแข็งค่า ย่อมหมายถึงรายได้ที่ได้จากต่างประเทศเหล่านั้นจะแลกกลับเป็นเงินบาทได้จำนวนลดลง
  • คนทำงานในต่างประเทศ เมื่อต้องส่งรายได้กลับมาให้ครอบครัวในประเทศไทย เงินก้อนนั้นพอแลกเป็นเงินบาทแล้วจะได้จำนวนลดลงเช่นกัน
  • กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่รับเงินสกุลต่างประเทศ กลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป เงินบาทพลิกอ่อนค่า กลุ่มคนที่ “ได้-เสีย” ประโยชน์ก็จะกลับกันทันที ดังนั้นถ้าจะต้องรับมือค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ต้องวางแผนรับมือกับค่าเงินบาทที่ผันผวน

วิธีรับมือกับค่าเงินที่ผันผวน

ถ้าถามว่าสาเหตุที่ค่าเงินบาทจะเปลี่ยนแปลงบ่อยมีทั้งการแข็งค่าและการอ่อนค่า ก็เพราะปัจจัยโลก เศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นใครที่ต้องทำธุรกรรม หรือต้องแลกเงินต่างประเทศ ก็ต้องวางแผนเพื่อรับมือความไม่แน่นอนนี้

สำหรับบุคคลทั่วไป หรือภาคธุรกิจนั้น การวางแผนรับมือกับค่าเงินที่ผันผวนนั้นมีอยู่ 4 วิธีที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แนะนำ ได้แก่

1. แลกเงินไว้ในตอนที่เรารู้สึกว่า ‘คุ้ม’

เช่น หากมีแผนจะไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาเร็ว ๆ นี้ ให้แลกสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้ในตอนที่บาทแข็ง เพราะหากบาทอ่อน จะแลกเงินได้น้อยลงและอาจไม่คุ้มค่านัก

2. ใช้ Travel Card

ถ้าไม่สะดวกที่จะไปร้านแลกเงิน สามารถใช้ Travel Card เพื่อแลกเงินสกุลต่างประเทศไว้ล่วงหน้าได้ ข้อดีคือมีให้เลือกหลายผู้ให้บริการ และแลกเงินผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที

3. ฝากเงินในบัญชีสกุลเงินต่างประเทศ (FCD)

เป็นวิธีที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากถือเงินสกุลต่างชาติไว้ในระยะยาว เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวนแล้ว ยังได้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากเงินบาทอีกด้วย เช่น บางธนาคารเมื่อฝากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจได้ดอกเบี้ยสูงเกือบ 5% ต่อปี

4. ซื้อขาย USD Futures ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของไทย (Thailand Futures Exchange: TFEX)

สามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินที่ผันผวนได้โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานหรือมีวงเงินกับธนาคาร ซึ่งมีความสะดวกกว่าการทำ FX forward กับธนาคารพาณิชย์

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าค่าเงินบาทจะแข็งหรืออ่อน ความผันผวนย่อมเกิดขึ้นเสมอ แต่ด้วยการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบและมีวินัย เราจะสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง

ที่มา : Investing, ธนาคารแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทแข็งค่าแรง 7% จากต้นปี 68 แต่ต้องใช้ดอลลาร์ฯ - ทำธุรกิจส่งออกจะรับมืออย่างไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...