‘Quick Big Win’ ช่วยดันจีดีพี คลังชงแจกลอตใหญ่-เร่งใช้งบ’69
รัฐบาลอนุทินจัดเต็มนโยบาย “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี-ต้นปีหน้า คลังชงคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเที่ยวเมืองรองลดภาษี 2 เท่า เข้า ครม. เพิ่มสิทธิประชาชนจ่ายค่าเสริมสวย-รถโดยสารได้ด้วย มั่นใจดันจีดีพีไตรมาสสุดท้ายโต 1% ขณะที่ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ สั่งเดินหน้า 7 มาตรการเร่งด่วน พลังงานลดราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สตางค์/ลิตร ส่วนค่าไฟงวดต้นปี 2569 ยืนยันไม่แพงขึ้น
ทันทีที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ก็เริ่มเดินหน้าบริหารงานทันที ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ซึ่งนอกจากการออกมาตรการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ผ่านมาตรการ “คนละครึ่ง Plus” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 แล้ว ในอีกทางหนึ่ง ยังมีนโยบายลดค่าครองชีพ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจอีกด้วย
คลังอัดมาตรการลอตใหญ่
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เนื่องจากรัฐบาลมีเวลาไม่มาก จึงต้องเร่งดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีให้ขยายตัวดีขึ้น โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอโครงการคนละครึ่งพลัส กรอบวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินจากงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท และงบฯกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท ในการดำเนินการ
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยจะให้วงเงินค่าใช้จ่ายที่นำมาหักลดหย่อนไม่เกิน 2 หมื่นบาท ในกรณีมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) แต่หากเป็นใบกำกับแบบกระดาษจะได้ไม่เกิน 1 หมื่นบาท
สั่งเร่งใช้งบฯปี 2569 ทันที
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในช่วง 4 เดือนจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีมาตรการเร่งการใช้จ่ายงบประมาณในช่วงต้นปีงบประมาณ 2569 (ฟรอนต์โหลด) โดยกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐที่ได้รับงบประมาณสำหรับการอบรมสัมมนาเร่งเบิกจ่ายภายใน 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ จะเป็นงบฯในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีกราว 4,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ ในการประชุม ครม.นัดพิเศษหลังแถลงนโยบายเสร็จ อนุมัติใช้งบฯปี 2568 วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท เติมเงินบัตรสวัสดิการของรัฐเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนฐานราก 13.4 ล้านรายไปแล้ว ซึ่งจะมีการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการอีก 1,700 บาท ในช่วง 2 เดือนคือ พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 รวมกับเงินเดิม 300 บาท ทำให้ได้รับสิทธิรวม 2,000 บาท
คืนภาษี SMEs-แก้หนี้ครัวเรือน
กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างพิจารณา คืนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนไปหมุนเวียนธุรกิจ ในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้ ซึ่งมีการประเมินจากภาคเอกชนว่า ขนาดวงเงินการขอคืนภาษี จะมีราว 1.6 แสนล้านบาท
“ปกติ SMEs สามารถขอคืนได้เมื่อมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย โดยแจ้งขอคืนเป็นเงินสดในแบบ ภ.พ. 30 ที่ยื่นต่อกรมสรรพากรทุกเดือน ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ทั้งนี้ ตัวเลข 1.6 แสนล้านบาท มาจากการประเมินของภาคเอกชน”
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเรื่องการแก้ไขหนี้ครัวเรือน ซึ่งแนวทางคือ จะนำเงินที่เหลืออยู่จากโครงการคุณสู้เราช่วย ราว 2.5-2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาเป็นเงินทุนจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อนำหนี้ของประชาชน มูลหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย มาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีภาระการผ่อนต่อเดือนต่ำลง เช่น เคยผ่อน 2,000 บาท/เดือน อาจเหลือแค่ 500 บาท/เดือน เป็นต้น
“เอกนิติ” หวังปั๊มจีดีพี Q4 โต 1%
นายเอกนิติกล่าวว่า จากการประเมิน คาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปีนี้จะขยายตัวแค่ราว 0.3% จึงต้องกระตุ้นด้วยการเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นการบริโภค ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่น คาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มอีก 0.7% รวมผลมาตรการทั้งหมด คาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 จะเติบโตเกิน 1%
สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ขยายคุณสมบัติให้ผู้มีอายุ 16 ปีเข้าร่วมได้ มีเป้าหมายเข้าถึงประชาชนประมาณ 20 ล้านคน หากเป็นประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี จะได้รับคนละ 2,400 บาท ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับคนละ 2,000 บาท ซึ่งจะขยายวงเงินรัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาท/วัน จากเดิมวันละ 150 บาท/วัน ทั้งนี้ จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ในช่วงวันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 และจะเริ่มใช้จ่ายครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
ร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จะเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดโครงการ โดยคาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมมากกว่า 1 ล้านแห่ง
จ่ายค่าทำผม-ทำเล็บ-แท็กซี่
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะทีมนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งนั้น จะแตกต่างจากคนละครึ่งในอดีต โดยครั้งนี้จะมีผู้ที่เข้าร่วมโครงการ 16 ปี ส่วนอีกเกณฑ์ที่แตกต่างคือ เปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจเสริมสวย ทำเล็บ ทำผม รวมถึงการใช้จ่ายค่าโดยสาร แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ โดยต้องเป็นบุคคลธรรมดา และต้องมีใบขับขี่สาธารณะ
นอกจากนี้ คนละครึ่งรอบนี้ยังให้นิติบุคคลเข้าร่วมโครงการได้ด้วย แต่จำกัดเป็นนิติบุคคลไซซ์ S โดยดูจากรายได้และเกณฑ์การเสียภาษี ซึ่งไซซ์ S มีทุนจดทะเบียนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 300,001-3 ล้านบาท ซึ่งเกณฑ์อัตราภาษีไม่เกิน 15% ส่วนไซซ์ M กับ L เข้าไม่ได้
ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น ยืนยันไม่มีประเมินภาษีย้อนหลัง ซึ่งกระทรวงการคลังรับนโยบายไปแล้ว ขณะที่โครงการคนละครึ่งรอบที่แล้ว กระทรวงการคลังประเมินจากยอดซื้อช่วงเข้าโครงการคนละครึ่งมียอดรายได้เท่าไหร่ แล้วตั้งไว้เป็นฐาน แล้วถัวเฉลี่ยเป็นยอดเสียภาษี แต่ครั้งนี้ช่วงโครงการก็เฉพาะช่วงโครงการ หลังจากโครงการต้องมีการประเมินภาษีใหม่ให้เป็นยอดจริง
พาณิชย์ดัน 7 มาตรการด่วน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และทูตพาณิชย์ประจำสถานทูตไทยในต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจ โดยได้มอบ 7 นโยบายสำคัญ ภายใต้แนวทาง Quick Big Win ประกอบด้วย 1.ภาษีสหรัฐและการเจรจาการค้า เร่งสรุป Agreement of Reciprocal Tax (ART) กับสหรัฐ ภายในเดือนธันวาคม 2568
2.การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ 3.เดินหน้าเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือ FTA และบุกตลาดใหม่ 4.ดูแลค่าครองชีพประชาชน เดินหน้าจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งต่อปี ลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี 5.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว และเร่งการส่งออกทั้งแบบจีทูจีกับจีน เพิ่มจาก 280,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน และการเจรจา MOU กับญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เพื่อรักษาโควตาข้าวไทย
6.เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย สนับสนุนการเข้าถึงตลาดใหม่ เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา 7.ปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี ให้เร่งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ รวมถึงการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์อุปสงค์-อุปทานของสินค้า เพื่อให้มาตรการทางการค้าทันต่อสถานการณ์
ค้าภายในช่วยลดรายจ่ายค่ายา
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมเตรียมเร่งขับเคลื่อนตามนโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 1.การลดค่าครองชีพของประชาชน โดยกรมเดินหน้าจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เริ่มที่จังหวัดศรีสะเกษ และจัดต่อเนื่องในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดทั้งปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมลดราคาปุ๋ยและยา ในโครงการธงเขียวด้วย
2.การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนการชำระเงิน ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเลือกซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม คาดว่าจะช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี กรมยังได้เข้ามากำกับต้นทุนสินค้าสำคัญ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ โดยมาตรการดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกกว่า 1,100 ล้านบาท
ดูแลสินค้าเกษตร-ผลไม้
3.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีปัญหาสำคัญเรื่องการนำเข้าจากพื้นที่เผาและก่อมลพิษ กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ขณะเดียวกัน ประกันราคารับซื้อที่เกษตรกร ส่วนมันสำปะหลัง ส่งเสริมให้แปรรูปหัวมันสดเป็นมันเส้นเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา และสนับสนุนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิต รวมถึงผลักดันการใช้พันธุ์ต้านทานโรคใบด่างและควบคุมการนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำ
4.ผลไม้และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น กระเทียม หอมแดง และหอมใหญ่ ที่มีผลผลิตออกกระจุกตัวและเน่าเสียง่าย ร่วมกับห้างค้าปลีกและเครือข่ายจำหน่ายทั่วประเทศ ในการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่เก็บเกี่ยว รวมถึงเชื่อมโยงการซื้อขายล่วงหน้าและจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและรักษาระดับราคาที่เป็นธรรม ทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค
เดินหน้าแจกโฉนดเกษตรกร
ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามแนวทางและนโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดนโยบายภาคเกษตรที่สำคัญ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา โคเนื้อ ไก่เนื้อ และกุ้ง และกลุ่มสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ทุเรียน และถั่วเหลือง อีกทั้งจะเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น อาทิ พันธุ์ ดิน ปุ๋ย รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่
กระทรวงจะเร่งจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ ให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน จัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง
ลดทันทีราคาน้ำมัน 50 สต.
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ต่อลิตร รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาเบนซินลงด้วย 50 สตางค์ต่อลิตรด้วย ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการน้ำมันลดเหลือ 31.44 บาทต่อลิตร (จากเดิม 31.94 บาท/ลิตร)
นอกจากนี้ ได้มีความร่วมมือกับบริษัทน้ำมันในการปรับลดราคากลุ่มเบนซินทุกชนิดลดลง 50 สตางค์ต่อลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เป็นไปตามจุดมุ่งหมายและความตั้งใจในการเข้ามาดูแลราคาน้ำมันไม่ให้เป็นภาระของประชาชน ซึ่งในช่วงหน้าหนาวนี้ราคาพลังงาน ราคาน้ำมันจะกระโดดสูงขึ้น แต่จะพูดคุยหารือกันในการใช้เครื่องมือของกระทรวงเพื่อดูแลไม่ให้ราคากระโดดสูงขึ้น
ต้นปีหน้าค่าไฟไม่แพงขึ้น
ส่วนราคาค่าไฟในช่วงหน้าหนาวนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ค่าไฟในงวดมกราคม-เมษายน 2569 จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์พลังงานในช่วงนี้ ซึ่งเราพยายามติดตามอย่างใกล้ชิด สามารถให้คำมั่นสัญญาได้ว่า ราคาค่าไฟรอบหน้าจะไม่สูงไปกว่ารอบปัจจุบัน เบื้องต้นจะดำเนินการให้อยู่ในกรอบของการตรึงราคาหรือลดราคา หากสามารถบริหารจัดการให้ราคาลดลงได้ก็จะรีบดำเนินการ
นอกจากนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ เนื่องจากประธานชุดปัจจุบันได้ยื่นหนังสือลาออก ซึ่งจะมีการประกาศจัดตั้งเร็ว ๆ นี้ แต่จำเป็นต้องเข้าไปศึกษารายละเอียดก่อน อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าจะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการแผน PDP ให้เสร็จภายในปีนี้ และพยายามจัดทำแผนฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน 4 เดือน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘Quick Big Win’ ช่วยดันจีดีพี คลังชงแจกลอตใหญ่-เร่งใช้งบ’69
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net