เมื่อ ‘เสียงในหัว’ กระซิบจนใจอยากเกเร ทำยังไงให้ไม่พ่ายแพ้ต่อความคิดก่อนจะต้องมานั่งเศร้าทีหลัง
หลายคนน่าจะเคยประสบพบบางจังหวะที่จู่ๆ เราก็มี ‘เสียงในหัว’ กระซิบบอกบางอย่างเกี่ยวกับ ‘สิ่งที่อยู่ตรงหน้า’ ที่ในสถานการณ์ ณ ขณะนั้นไม่สามารถ ‘พูด’ หรือ ‘แสดง’ ออกมาตรงๆ ตามที่เสียงนั้นบอกได้ จะด้วยมารยาทหรือความเกรงใจอะไรก็ตาม
บางครั้งอาจเป็นเสียงที่บอกให้เราอย่าหักห้ามใจในการเล่นมุกตอบกลับเพื่อน บางครั้งอาจเป็นเสียงที่บอกให้เราด่ากลับคนน่าหมั่นไส้ หรือบางครั้งอาจเลยเถิดไปถึงเสียงที่บอกให้เราทำบางอย่างที่อาจนำมาซึ่งปัญหา เช่น ซื้อของแพงโดยไม่คิดล่วงหน้า
แท้จริงแล้วเสียงในหัวนั้นคือเรื่องของ Impulsive Thoughts หรือความคิดแบบหุนหันพลันแล่นนั่นเอง เป็นความคิดหรือความอยากที่โผล่ขึ้นมาแบบกะทันหันด้วย ‘อารมณ์’ โดยไม่ทันผ่านการคิดไตร่ตรองและข้ามการใช้เหตุผลไป
เสียงในหัวนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งโครงสร้างสมองส่วนอารมณ์ที่ครอบงำสมองส่วนเหตุผล ความเครียดหรือความเหนื่อยล้าที่ทำให้ควบคุมตนเองยากขึ้น สิ่งแวดล้อมและนิสัย ไปจนถึงวัฒนธรรมการเร่งรีบของโลกยุคปัจจุบัน
เอาจริงๆ เสียงในหัวก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะบางครั้งก็ช่วยให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์หรือทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น แต่หากมันทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดหรือต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ในแง่นี้ก็คงไม่ใช่เรื่องดี
แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหักห้ามใจไม่ให้ฟังเสียงในหัว แต่คงจะดีกว่าหากเราสามารถจัดการหรือควบคุมมันได้ ก่อนที่มันจะบานปลายจนทำให้ต้องมานั่งแซดในภายหลัง แล้วจะทำยังไงได้บ้าง?
พี่ ‘หน่วง’ ต้องมาก่อน
วิธีนี้คือการ ‘หน่วงเวลา’ ให้สมองส่วนเหตุผลได้ทำงาน เพราะการหยุดเพียงไม่กี่วินาทีสามารถช่วยให้สมองส่วนนี้ได้มีเวลาคิด และช่วยให้หลุดจากการตอบสนองแบบอัตโนมัติได้ เช่น นับ 1 - 10, หายใจเข้าลึกๆ, จิบน้ำสักนิด หรือเดินออกจากสถานการณ์นั้นเป็นช่วงสั้นๆ ก่อน และบอกตัวเองว่า ‘เดี๋ยวค่อยคิดใหม่’ หากเป็นการตัดสินใจที่ใหญ่หรือสำคัญ เช่น การใช้เงินก้อน ให้ลอง ‘ตั้งกฎ’ กับตัวเองไปเลยว่ารอสักหนึ่งวันก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที
ค้นหาต้นเหตุ
เสียงในหัวมักไม่เกิดลอยๆ แต่มีตัวกระตุ้น ให้ลองสังเกตว่าอะไรคือตัวผลักให้เกิดเสียงนั้นขึ้นมา เช่น ความเครียด ความเหงา หรือสิ่งแวดล้อมในเวลานั้น ยกตัวอย่าง โซเชียลมีเดีย โฆษณา หรือการอยู่คนเดียวในบาร์ ลองจดบันทึกความคิดเหล่านั้นไว้ ในโทรศัพท์มือถือก็ได้ เพื่อหาลักษณะซ้ำๆ ว่าเสียงในหัวเกิดขึ้นช่วงไหนบ่อยที่สุด เช่น อยากซื้อของแพงเวลาเครียดๆ
ทีนี้เมื่อรู้ต้นเหตุก็จะสามารถวางแผนเลี่ยงหรือเตรียมรับมือได้ เช่น ถ้าอยากหุ่นดีแต่เป็นคนชอบสั่งของจุกจิกมากินหลังมื้อเย็น ก็ลองเปลี่ยนมาซื้อสลัด อาหารสุขภาพ หรือผลไม้ไว้ติดตู้เย็นแทน
สติมา เสียงในหัวดับ
พระท่านว่าการฝึกสติคือการ ‘สังเกต’ ความคิดแทนที่จะ ‘ทำตาม’ ความคิด เช่น เวลามีเพื่อมานั่งโม้เรื่องตัวเองให้ฟัง หากเสียงในหัวกระซิบให้พูดว่า ‘ขี้โม้’ ให้ลองเปลี่ยนมาคิดว่า ‘นี่เพื่อนเรา นี่เพื่อนเรา ฟังๆ ไปเถอะ’ ลองพยายามฝึกไปพร้อมกับลองหาเวลา ‘ทำสมาธิ’ ในแต่ละวัน วันละ 5 นาทีก็ยังดี เพื่อฝึกฟังเสียงรอบตัว ซึ่งจะช่วยให้สมองชินกับการอยู่กับความคิดได้โดยไม่ต้องถูกมันครอบงำจนแพ้เสียงในหัว
หลอกสมองด้วยเงื่อนไขล่วงหน้า
วิธีหนึ่งที่จะช่วยหลบเสียงในสมองได้คือการลอง ‘สร้างเงื่อนไขล่วงหน้า’ ให้สมอง เพื่อให้สมองรู้ว่าเมื่อเจอกับสถานการณ์แบบไหน จะต้องทำอย่างไร เช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่อยากด่าตอนโกรธ ให้เงียบและเดินออกจากสถานการณ์ตรงนั้นไปก่อนสัก 5 นาที หรือถ้าเห็นสินค้าในแอปแล้วอยากกดสั่งเลย ให้กดใส่ตะกร้าไว้แล้วค่อยกลับมาดูใหม่พรุ่งนี้อีกที การวางแผนเช่นนี้ แม้อาจจะดูยุ่งยากนิดหน่อย แต่มันสามารถสับขาหลอกสมองให้ลดความลังเล และลดการใช้พลังใจลง เพราะเรามีคำตอบเตรียมไว้แล้ว
ฝึกการควบคุมด้วยวินัย
การควบคุมตัวเองก็เหมือนการเล่นกล้าม ฝึกซ้ำๆ เท่านั้นที่จะส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้อและความแข็งแรง การฝึกควบคุมสมองไม่ให้ไหลไปกับความคิดในหัว แต่ให้สมองคุ้นเคยกับการชนะความอยากเล็กๆ ด้วยการทำสิ่งที่ ‘ควร’ ทำ แทนสิ่งที่ ‘อยาก’ ทำ จะทำให้ต้านทานเสียงในหัวได้ดีขึ้น เช่น การฝึกเล็กๆ อย่างการเก็บที่นอนทุกเช้า ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง หรือทำงานบางอย่างให้เสร็จ
จริงๆ แล้ว เสียงในหัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ การจัดการกับมันอาจไม่ใช่การพยายามกำจัดเสียงเหล่านั้นออกไป แต่สิ่งจำเป็นคือการสร้างพื้นที่ระหว่างความคิดและการกระทำ เพื่อให้เราเลือกสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่ถูกอารมณ์พาไป
มาทดสอบกันเล็กน้อยดีกว่าว่าตอนนี้เรากำลังแพ้เสียงในหัวอยู่หรือไม่
จงอ่านประโยคต่อไปนี้โดยไม่ใส่ทำนอง
“แตงโม แตงโม แตงโม”