โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ ‘เสียงในหัว’ กระซิบจนใจอยากเกเร ทำยังไงให้ไม่พ่ายแพ้ต่อความคิดก่อนจะต้องมานั่งเศร้าทีหลัง

a day magazine

อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 06.00 น. • a day magazine

หลายคนน่าจะเคยประสบพบบางจังหวะที่จู่ๆ เราก็มี ‘เสียงในหัว’ กระซิบบอกบางอย่างเกี่ยวกับ ‘สิ่งที่อยู่ตรงหน้า’ ที่ในสถานการณ์ ณ ขณะนั้นไม่สามารถ ‘พูด’ หรือ ‘แสดง’ ออกมาตรงๆ ตามที่เสียงนั้นบอกได้ จะด้วยมารยาทหรือความเกรงใจอะไรก็ตาม

บางครั้งอาจเป็นเสียงที่บอกให้เราอย่าหักห้ามใจในการเล่นมุกตอบกลับเพื่อน บางครั้งอาจเป็นเสียงที่บอกให้เราด่ากลับคนน่าหมั่นไส้ หรือบางครั้งอาจเลยเถิดไปถึงเสียงที่บอกให้เราทำบางอย่างที่อาจนำมาซึ่งปัญหา เช่น ซื้อของแพงโดยไม่คิดล่วงหน้า

แท้จริงแล้วเสียงในหัวนั้นคือเรื่องของ Impulsive Thoughts หรือความคิดแบบหุนหันพลันแล่นนั่นเอง เป็นความคิดหรือความอยากที่โผล่ขึ้นมาแบบกะทันหันด้วย ‘อารมณ์’ โดยไม่ทันผ่านการคิดไตร่ตรองและข้ามการใช้เหตุผลไป

เสียงในหัวนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งโครงสร้างสมองส่วนอารมณ์ที่ครอบงำสมองส่วนเหตุผล ความเครียดหรือความเหนื่อยล้าที่ทำให้ควบคุมตนเองยากขึ้น สิ่งแวดล้อมและนิสัย ไปจนถึงวัฒนธรรมการเร่งรีบของโลกยุคปัจจุบัน

เอาจริงๆ เสียงในหัวก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะบางครั้งก็ช่วยให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์หรือทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น แต่หากมันทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดหรือต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ในแง่นี้ก็คงไม่ใช่เรื่องดี

แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหักห้ามใจไม่ให้ฟังเสียงในหัว แต่คงจะดีกว่าหากเราสามารถจัดการหรือควบคุมมันได้ ก่อนที่มันจะบานปลายจนทำให้ต้องมานั่งแซดในภายหลัง แล้วจะทำยังไงได้บ้าง?

พี่ ‘หน่วง’ ต้องมาก่อน

วิธีนี้คือการ ‘หน่วงเวลา’ ให้สมองส่วนเหตุผลได้ทำงาน เพราะการหยุดเพียงไม่กี่วินาทีสามารถช่วยให้สมองส่วนนี้ได้มีเวลาคิด และช่วยให้หลุดจากการตอบสนองแบบอัตโนมัติได้ เช่น นับ 1 - 10, หายใจเข้าลึกๆ, จิบน้ำสักนิด หรือเดินออกจากสถานการณ์นั้นเป็นช่วงสั้นๆ ก่อน และบอกตัวเองว่า ‘เดี๋ยวค่อยคิดใหม่’ หากเป็นการตัดสินใจที่ใหญ่หรือสำคัญ เช่น การใช้เงินก้อน ให้ลอง ‘ตั้งกฎ’ กับตัวเองไปเลยว่ารอสักหนึ่งวันก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที

ค้นหาต้นเหตุ

เสียงในหัวมักไม่เกิดลอยๆ แต่มีตัวกระตุ้น ให้ลองสังเกตว่าอะไรคือตัวผลักให้เกิดเสียงนั้นขึ้นมา เช่น ความเครียด ความเหงา หรือสิ่งแวดล้อมในเวลานั้น ยกตัวอย่าง โซเชียลมีเดีย โฆษณา หรือการอยู่คนเดียวในบาร์ ลองจดบันทึกความคิดเหล่านั้นไว้ ในโทรศัพท์มือถือก็ได้ เพื่อหาลักษณะซ้ำๆ ว่าเสียงในหัวเกิดขึ้นช่วงไหนบ่อยที่สุด เช่น อยากซื้อของแพงเวลาเครียดๆ

ทีนี้เมื่อรู้ต้นเหตุก็จะสามารถวางแผนเลี่ยงหรือเตรียมรับมือได้ เช่น ถ้าอยากหุ่นดีแต่เป็นคนชอบสั่งของจุกจิกมากินหลังมื้อเย็น ก็ลองเปลี่ยนมาซื้อสลัด อาหารสุขภาพ หรือผลไม้ไว้ติดตู้เย็นแทน

สติมา เสียงในหัวดับ

พระท่านว่าการฝึกสติคือการ ‘สังเกต’ ความคิดแทนที่จะ ‘ทำตาม’ ความคิด เช่น เวลามีเพื่อมานั่งโม้เรื่องตัวเองให้ฟัง หากเสียงในหัวกระซิบให้พูดว่า ‘ขี้โม้’ ให้ลองเปลี่ยนมาคิดว่า ‘นี่เพื่อนเรา นี่เพื่อนเรา ฟังๆ ไปเถอะ’ ลองพยายามฝึกไปพร้อมกับลองหาเวลา ‘ทำสมาธิ’ ในแต่ละวัน วันละ 5 นาทีก็ยังดี เพื่อฝึกฟังเสียงรอบตัว ซึ่งจะช่วยให้สมองชินกับการอยู่กับความคิดได้โดยไม่ต้องถูกมันครอบงำจนแพ้เสียงในหัว

หลอกสมองด้วยเงื่อนไขล่วงหน้า

วิธีหนึ่งที่จะช่วยหลบเสียงในสมองได้คือการลอง ‘สร้างเงื่อนไขล่วงหน้า’ ให้สมอง เพื่อให้สมองรู้ว่าเมื่อเจอกับสถานการณ์แบบไหน จะต้องทำอย่างไร เช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่อยากด่าตอนโกรธ ให้เงียบและเดินออกจากสถานการณ์ตรงนั้นไปก่อนสัก 5 นาที หรือถ้าเห็นสินค้าในแอปแล้วอยากกดสั่งเลย ให้กดใส่ตะกร้าไว้แล้วค่อยกลับมาดูใหม่พรุ่งนี้อีกที การวางแผนเช่นนี้ แม้อาจจะดูยุ่งยากนิดหน่อย แต่มันสามารถสับขาหลอกสมองให้ลดความลังเล และลดการใช้พลังใจลง เพราะเรามีคำตอบเตรียมไว้แล้ว

ฝึกการควบคุมด้วยวินัย

การควบคุมตัวเองก็เหมือนการเล่นกล้าม ฝึกซ้ำๆ เท่านั้นที่จะส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้อและความแข็งแรง การฝึกควบคุมสมองไม่ให้ไหลไปกับความคิดในหัว แต่ให้สมองคุ้นเคยกับการชนะความอยากเล็กๆ ด้วยการทำสิ่งที่ ‘ควร’ ทำ แทนสิ่งที่ ‘อยาก’ ทำ จะทำให้ต้านทานเสียงในหัวได้ดีขึ้น เช่น การฝึกเล็กๆ อย่างการเก็บที่นอนทุกเช้า ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง หรือทำงานบางอย่างให้เสร็จ

จริงๆ แล้ว เสียงในหัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ การจัดการกับมันอาจไม่ใช่การพยายามกำจัดเสียงเหล่านั้นออกไป แต่สิ่งจำเป็นคือการสร้างพื้นที่ระหว่างความคิดและการกระทำ เพื่อให้เราเลือกสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่ถูกอารมณ์พาไป

มาทดสอบกันเล็กน้อยดีกว่าว่าตอนนี้เรากำลังแพ้เสียงในหัวอยู่หรือไม่

จงอ่านประโยคต่อไปนี้โดยไม่ใส่ทำนอง

“แตงโม แตงโม แตงโม”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...