“กองทุนโลก” หวนกลับเข้าลงทุนในจีน หนุนเงินทุนไหลเข้า หลังหุ้นพุ่ง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์
"กองทุนโลก" หวนกลับเข้าลงทุนในจีน หลังเลี่ยงตลาดมาหลายปี ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวร้อนแรงของตลาดหุ้นในประเทศกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ และความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมไฮเทค
วันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 06.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้จัดการกองทุนระดับโลกเริ่มกลับเข้าลงทุนในตลาดจีนอีกครั้ง หลังจากที่หลีกเลี่ยงมาหลายปี โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นในประเทศ และความก้าวหน้าของจีนในอุตสาหกรรมไฮเทค
Goldman Sachs Group Inc. เปิดเผยว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างชาติเมื่อเดือนที่แล้วมีการซื้อขายหุ้นจีนในประเทศ (onshore equities) มากที่สุดในรอบหลายปี ตัดกับปี 2564 ที่นักลงทุนบางรายเคยมองว่าตลาดจีนนั้นไม่น่าลงทุน ขณะที่ พาซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ (PIMCO) ระบุว่า นักลงทุนตอนนี้กังวลเรื่องพลาดโอกาสมากกว่าความเสี่ยง ข้อมูลทางการยังแสดงให้เห็นว่ามีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าในหลายสินทรัพย์พร้อมกัน ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการพลิกฟื้นของตลาดจีน หลังจากที่เคยถูกนักลงทุนต่างชาติหมางเมินจากการปราบปรามภาคธุรกิจอย่างเข้มงวด และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ลากยาว อย่างไรก็ตามมูลค่าการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นในประเทศกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ กลับกลายเป็นแรงดึงดูดที่ยากจะมองข้าม และการที่กองทุนโลกยังถือครองหุ้นจีนน้อยกว่ามาตรฐาน (underweight) แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนได้อีกมาก
โจเซฟ จาง ผู้จัดการพอร์ตของ Fidelity International กล่าวว่า “นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจในสินทรัพย์จีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” พร้อมระบุว่า เขาได้เพิ่มการลงทุนในตลาดจีนปีนี้แตกต่างจากเดิม เพราะการประเมินมูลค่าใหม่ของสินทรัพย์จีนไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรงขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
จาก “ไม่คุ้มเสี่ยง” สู่ “ตลาดที่มั่นใจ”
นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากช่วงเลวร้ายหลังจุดสูงสุดปี 2564 ที่นักลงทุนหลายรายถึงกับบอกว่าจีนไม่คุ้มที่จะเสี่ยง แต่ปัจจุบันบรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นความมั่นใจ โดยมีแรงหนุนจากความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถของเศรษฐกิจจีนในการรับมือแรงกดดันจากสหรัฐ กระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามากขึ้นยังช่วยหนุนค่าเงินหยวน และสนับสนุนเป้าหมายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ต้องการยกระดับบทบาทของเงินหยวนในระบบการเงินโลก
จังหวะเวลาก็เป็นใจเช่นกัน เมื่อเผชิญกับนโยบายการค้าก้าวร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, วงจรการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการขาดดุลการคลังของสหรัฐที่พุ่งสูง นักลงทุนจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสินทรัพย์ดอลลาร์ ทำให้ตลาดจีนกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
ชาง ฮวาน ซุง ผู้จัดการพอร์ตของ Invesco กล่าวว่า “เมื่อความต้องการความเสี่ยง (risk appetite) ดีขึ้น และดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดที่มีมูลค่าน่าสนใจและถูกถือครองต่ำ เช่น จีน จะได้รับประโยชน์” พร้อมยืนยันว่ากองทุนของเขาได้เพิ่มการลงทุนในหุ้นจีน
ในครึ่งปีแรก นักลงทุนต่างชาติได้เพิ่มการถือครองหุ้น พันธบัตร สินเชื่อ และเงินฝากในจีนพร้อมกันเป็นครั้งแรกนับจากปี 2564 โดยยอดสุทธิการไหลเข้าจนถึงเดือนมิถุนายนมากกว่าทั้งปี 2567 ถึง 60% ตามข้อมูลของ ธนาคารกลางจีน (PBOC) และยังคงมีแรงหนุนต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม
เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน
แรงหนุนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นคือภาคเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง เปิดตัวโมเดล AI ของตนเอง และบริษัทผู้ผลิตชิป Cambricon Technologies บรรลุความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เยอร์ลาน ซิสดีคอฟ จาก Amundi UK Ltd. กล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกจะเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์จีนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมองว่าปัจจัยหนุนคือ ความกลัวพลาดโอกาส (FOMO) จากการเติบโตแข็งแกร่งของจีน และโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในด้านเทคโนโลยีสะอาด (clean-tech) และ AI
ข้อมูลจากบลูมเบิร์กยังระบุว่า กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้น–พันธบัตรจีนและฮ่องกงมีเงินไหลเข้ามากที่สุดในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 19 ก.ย. ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์ รายงานว่าเงินทุนจากกองทุน long-only ต่างชาติไหลเข้าจีน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นเดือนสิงหาคม พลิกจากการไหลออก 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อน
ตลาดหุ้นจีนพุ่ง แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุด
ดัชนี CSI 300 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ปรับขึ้นกว่า 16% ในไตรมาสนี้ สู่ระดับสูงสุดรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ดัชนี ChiNext ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีพุ่งเกือบ 50% ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานดีที่สุดในโลก แต่ดัชนีทั้งสองยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดปี 2564
อย่างไรก็ตาม ร่องรอยบาดแผลจากการปราบปรามภาคธุรกิจตั้งแต่ปี 2564 ทำให้นักลงทุนบางรายยังไม่พร้อมกลับเข้า โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ยังคงหลีกเลี่ยงการลงทุนด้วยเหตุผลทางการเมือง
เงินทุนต่างชาติขยายสู่พันธบัตร
นอกเหนือจากตลาดหุ้น ความสนใจยังขยายไปยังพันธบัตรและตราสารหนี้เอกชน บริษัทเทคโนโลยีจีนออกพันธบัตรสกุลหยวน (Dim Sum Bond) ในฮ่องกงมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ โดยมีนักลงทุนจากตะวันออกกลางและยุโรปเข้าร่วมจำนวนมาก
แม้บรรยากาศความเสี่ยงที่ฟื้นตัวจะกดดันพันธบัตรรัฐบาล แต่ความคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายจาก PBOC และเงินเฟ้อที่ต่ำยังดึงดูดนักลงทุนกลับเข้ามา สตีเฟน ชาง จาก PIMCO กล่าวว่า “บทสนทนากับลูกค้าตอนนี้เปลี่ยนจากจะลดความเสี่ยงยังไง เป็นมีโอกาสลงทุนอะไรในจีน”
ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า ต่างชาติขายพันธบัตรรัฐบาลจีนลดลงมากในเดือนสิงหาคม เหลือเพียงหนึ่งในห้าของการขายในเดือนกรกฎาคม โจว หลาน รองผู้ว่าการ PBOC กล่าวว่า “อัตราดอกเบี้ยแท้จริงของพันธบัตรหยวนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นช่องทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั่วโลก”
ทั้งหมดนี้ช่วยหนุนค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 7.1 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนนี้ แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่พฤศจิกายนปีก่อน
อ้างอิง : www.bloomberg.com