โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“กองทุนโลก” หวนกลับเข้าลงทุนในจีน หนุนเงินทุนไหลเข้า หลังหุ้นพุ่ง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 03.32 น.

"กองทุนโลก" หวนกลับเข้าลงทุนในจีน หลังเลี่ยงตลาดมาหลายปี ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวร้อนแรงของตลาดหุ้นในประเทศกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ และความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมไฮเทค

วันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 06.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้จัดการกองทุนระดับโลกเริ่มกลับเข้าลงทุนในตลาดจีนอีกครั้ง หลังจากที่หลีกเลี่ยงมาหลายปี โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นในประเทศ และความก้าวหน้าของจีนในอุตสาหกรรมไฮเทค

Goldman Sachs Group Inc. เปิดเผยว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างชาติเมื่อเดือนที่แล้วมีการซื้อขายหุ้นจีนในประเทศ (onshore equities) มากที่สุดในรอบหลายปี ตัดกับปี 2564 ที่นักลงทุนบางรายเคยมองว่าตลาดจีนนั้นไม่น่าลงทุน ขณะที่ พาซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ (PIMCO) ระบุว่า นักลงทุนตอนนี้กังวลเรื่องพลาดโอกาสมากกว่าความเสี่ยง ข้อมูลทางการยังแสดงให้เห็นว่ามีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าในหลายสินทรัพย์พร้อมกัน ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการพลิกฟื้นของตลาดจีน หลังจากที่เคยถูกนักลงทุนต่างชาติหมางเมินจากการปราบปรามภาคธุรกิจอย่างเข้มงวด และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ลากยาว อย่างไรก็ตามมูลค่าการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นในประเทศกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ กลับกลายเป็นแรงดึงดูดที่ยากจะมองข้าม และการที่กองทุนโลกยังถือครองหุ้นจีนน้อยกว่ามาตรฐาน (underweight) แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนได้อีกมาก

โจเซฟ จาง ผู้จัดการพอร์ตของ Fidelity International กล่าวว่า “นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจในสินทรัพย์จีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” พร้อมระบุว่า เขาได้เพิ่มการลงทุนในตลาดจีนปีนี้แตกต่างจากเดิม เพราะการประเมินมูลค่าใหม่ของสินทรัพย์จีนไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรงขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง

จาก “ไม่คุ้มเสี่ยง” สู่ “ตลาดที่มั่นใจ”

นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากช่วงเลวร้ายหลังจุดสูงสุดปี 2564 ที่นักลงทุนหลายรายถึงกับบอกว่าจีนไม่คุ้มที่จะเสี่ยง แต่ปัจจุบันบรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นความมั่นใจ โดยมีแรงหนุนจากความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถของเศรษฐกิจจีนในการรับมือแรงกดดันจากสหรัฐ กระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามากขึ้นยังช่วยหนุนค่าเงินหยวน และสนับสนุนเป้าหมายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ต้องการยกระดับบทบาทของเงินหยวนในระบบการเงินโลก

จังหวะเวลาก็เป็นใจเช่นกัน เมื่อเผชิญกับนโยบายการค้าก้าวร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, วงจรการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการขาดดุลการคลังของสหรัฐที่พุ่งสูง นักลงทุนจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสินทรัพย์ดอลลาร์ ทำให้ตลาดจีนกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

ชาง ฮวาน ซุง ผู้จัดการพอร์ตของ Invesco กล่าวว่า “เมื่อความต้องการความเสี่ยง (risk appetite) ดีขึ้น และดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดที่มีมูลค่าน่าสนใจและถูกถือครองต่ำ เช่น จีน จะได้รับประโยชน์” พร้อมยืนยันว่ากองทุนของเขาได้เพิ่มการลงทุนในหุ้นจีน

ในครึ่งปีแรก นักลงทุนต่างชาติได้เพิ่มการถือครองหุ้น พันธบัตร สินเชื่อ และเงินฝากในจีนพร้อมกันเป็นครั้งแรกนับจากปี 2564 โดยยอดสุทธิการไหลเข้าจนถึงเดือนมิถุนายนมากกว่าทั้งปี 2567 ถึง 60% ตามข้อมูลของ ธนาคารกลางจีน (PBOC) และยังคงมีแรงหนุนต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม

เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน

แรงหนุนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นคือภาคเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง เปิดตัวโมเดล AI ของตนเอง และบริษัทผู้ผลิตชิป Cambricon Technologies บรรลุความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เยอร์ลาน ซิสดีคอฟ จาก Amundi UK Ltd. กล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกจะเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์จีนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมองว่าปัจจัยหนุนคือ ความกลัวพลาดโอกาส (FOMO) จากการเติบโตแข็งแกร่งของจีน และโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในด้านเทคโนโลยีสะอาด (clean-tech) และ AI

ข้อมูลจากบลูมเบิร์กยังระบุว่า กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้น–พันธบัตรจีนและฮ่องกงมีเงินไหลเข้ามากที่สุดในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 19 ก.ย. ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์ รายงานว่าเงินทุนจากกองทุน long-only ต่างชาติไหลเข้าจีน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นเดือนสิงหาคม พลิกจากการไหลออก 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อน

ตลาดหุ้นจีนพุ่ง แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุด

ดัชนี CSI 300 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ปรับขึ้นกว่า 16% ในไตรมาสนี้ สู่ระดับสูงสุดรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ดัชนี ChiNext ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีพุ่งเกือบ 50% ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานดีที่สุดในโลก แต่ดัชนีทั้งสองยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดปี 2564

อย่างไรก็ตาม ร่องรอยบาดแผลจากการปราบปรามภาคธุรกิจตั้งแต่ปี 2564 ทำให้นักลงทุนบางรายยังไม่พร้อมกลับเข้า โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ยังคงหลีกเลี่ยงการลงทุนด้วยเหตุผลทางการเมือง

เงินทุนต่างชาติขยายสู่พันธบัตร

นอกเหนือจากตลาดหุ้น ความสนใจยังขยายไปยังพันธบัตรและตราสารหนี้เอกชน บริษัทเทคโนโลยีจีนออกพันธบัตรสกุลหยวน (Dim Sum Bond) ในฮ่องกงมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ โดยมีนักลงทุนจากตะวันออกกลางและยุโรปเข้าร่วมจำนวนมาก

แม้บรรยากาศความเสี่ยงที่ฟื้นตัวจะกดดันพันธบัตรรัฐบาล แต่ความคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายจาก PBOC และเงินเฟ้อที่ต่ำยังดึงดูดนักลงทุนกลับเข้ามา สตีเฟน ชาง จาก PIMCO กล่าวว่า “บทสนทนากับลูกค้าตอนนี้เปลี่ยนจากจะลดความเสี่ยงยังไง เป็นมีโอกาสลงทุนอะไรในจีน”

ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า ต่างชาติขายพันธบัตรรัฐบาลจีนลดลงมากในเดือนสิงหาคม เหลือเพียงหนึ่งในห้าของการขายในเดือนกรกฎาคม โจว หลาน รองผู้ว่าการ PBOC กล่าวว่า “อัตราดอกเบี้ยแท้จริงของพันธบัตรหยวนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นช่องทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั่วโลก”

ทั้งหมดนี้ช่วยหนุนค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 7.1 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนนี้ แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่พฤศจิกายนปีก่อน

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...