การทหารนำการเมือง : ทางออกชายแดนไทย-กัมพูชา ในยุครัฐบาลอนุทิน จะยั่งยืนหรือไม่?
บทความพิเศษ เทวินทร์ อินทรจำนงค์
การทหารนำการเมือง
: ทางออกชายแดนไทย-กัมพูชา
ในยุครัฐบาลอนุทิน จะยั่งยืนหรือไม่?
ปี 2568 ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้ง นำไปสู่การสู้รบ การสูญเสียชีวิตกว่า 38 ราย และการอพยพประชาชนกว่า 300,000 คน โดยมีรากเหง้ามาจากข้อพิพาทประวัติศาสตร์และปัญหาการปักปันเขตแดน โดยเฉพาะรอบปราสาทพระวิหาร
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้นโยบาย “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” โดยให้ทหารเป็นแกนนำในยุทธศาสตร์ความมั่นคง ขณะที่รัฐบาลดูแลด้านการทูตและการเมือง
คำถามที่ตามมาคือ แนวทางนี้จะสร้างทางออกยั่งยืน
หรือเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ภายใต้เงื่อนไขชาตินิยมและแรงกดดันจากมหาอำนาจ
ข้อดี-ข้อเสีย
ของแนวทาง “ทหารนำการเมือง”
ข้อดี
– ใช้ศักยภาพทหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที
– ลดความเสี่ยงการลุกลามในช่วงปะทะรุนแรง
– สร้างภาพลักษณ์รัฐบาลเข้มแข็งในสายตากลุ่มอนุรักษนิยมและสังคมชาตินิยม
ข้อเสีย
– ทำให้ทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน ขัดกับหลัก civilian control
– เน้น “มิติทหาร” จนละเลยเศรษฐกิจ การทูต และความเป็นอยู่ของประชาชน
– การปิดชายแดนยาวนาน ทำลายมูลค่าการค้าหลายแสนล้านบาท/ปี
– เสี่ยงซ้ำรอยวิกฤตปี 2551-2554 ที่การปะทะชายแดนทำลายความเชื่อมั่นในภูมิภาค
การวิเคราะห์
วัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่คาดหวัง
รัฐบาลอนุทินหวังใช้ความเข้มแข็งทางทหารกดดันกัมพูชา ป้องกันอธิปไตย และใช้กระแสชาตินิยมเสริมความชอบธรรมทางการเมือง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏเห็นจริงก็คือ มีการหยุดยิงชั่วคราวเกิดขึ้น ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่าพลังทางการทูตยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ
งานของ สุรชาติ บำรุงสุข (2566) เคยชี้ว่า “วิธีคิดที่ฝากอนาคตไว้กับกองทัพเพียงมิติเดียว ทำให้ไทยขาดยุทธศาสตร์ทางออกที่ยั่งยืน” สะท้อนภาพชัดที่ว่าการแก้ปัญหาต้องบูรณาการอย่างน้อย 6 มิติ
(การเมือง การทูต เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และสื่อ)
คาดการณ์แนวโน้ม
ด้านบวก หากไทย-กัมพูชากลับมาเจรจาภายใต้กลไกอาเซียน/UN ภายใน 6-12 เดือน อาจสร้างกรอบลดกำลังทหารและฟื้นความสัมพันธ์เศรษฐกิจ
ด้านลบ ถ้าหากรัฐบาลเดินหน้าประชามติยกเลิก MoU 2543-2544 โดยไร้ทางเลือกขึ้นมาทดแทน อาจจะทำให้ไทยถูกมองว่าไม่เคารพพันธกรณี และเปิดทางให้กัมพูชาใช้จีน-รัสเซียเข้ามาหนุนหลัง
สถานการณ์จึงอาจเสี่ยงลุกลามกลายเป็นวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
ถอดรื้อข้อถกเถียงที่ซับซ้อน
– ฝ่ายสนับสนุนทหารนำ มองว่าในยามวิกฤต ความมั่นคงต้องมาก่อน รัฐบาลพลเรือนอาจช้าเกินไป
– ฝ่ายคัดค้าน ยืนยันว่าการคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล หากปล่อยให้ทหารกำหนดนำ จะซ้ำรอยรัฐประหารและความอ่อนแอของประชาธิปไตยไทย
– ข้อเท็จจริงก็คือ MoU ปี 2543-2544 เป็นเพียง “กรอบการเจรจา” ยังไม่ได้เป็นการเสียอธิปไตย
การยกเลิกอาจกลายเป็น “ประชานิยมชาตินิยม” ที่จะบั่นทอนโอกาสการแก้ปัญหาอย่างถาวรได้
การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
– รัฐบาลอนุทิน อาจจะสามารถเสริมอำนาจการเมือง แต่ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียความชอบธรรมในระยะยาว
– กองทัพไทย สามารถได้พื้นที่กำหนดยุทธศาสตร์ แต่ถ้าหากเกิดความสูญเสียมาก ก็จะถูกแรงกดดัน
– รัฐบาลกัมพูชา มีโอกาสเสี่ยงต่อแรงกดดันทางทหาร แต่ก็ยังคงได้จีน-รัสเซียเข้ามาหนุนหลัง
– ประชาชนชายแดน สูญเสียชีวิต โอกาสเศรษฐกิจ และการดำรงชีพ
– อาเซียนและมหาอำนาจ จะต้องสนใจเสถียรภาพของภูมิภาค และอาจเข้ามาเป็นตัวกลางหรือผู้แทรกแซง
ข้อความสำคัญ
(Key Quotes)
สุรชาติ บำรุงสุข “รัฐบาลผลักปัญหาไปให้ทหาร… แต่ต้องมียุทธศาสตร์ทางออก”
อนุทิน ชาญวีรกูล “ไทยจะไม่เปิดด่านตรวจชายแดนอีกจนกว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป”
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง (BBC Thai) “การคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล”
การเชื่อมโยงกับประเด็นอื่น
ประวัติศาสตร์ไทย การเมืองไทยอาจวนกลับสู่สภาพ “การทหารนำ” ภายหลังจากเกิดวิกฤตการเมืองหลายครั้ง
ภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน จะคล้ายกับกรณีทะเลจีนใต้ ที่กระแสชาตินิยมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือภายในประเทศ
ประชานิยมทางการเมือง การใช้ประชามติยกเลิก MoU สะท้อนให้เห็นสภาพ populism ในเชิงนโยบายต่างประเทศ ที่มักจะเกิดความเสี่ยงสูง
ข้อสังเกตและข้อเสนอเชิงนโยบาย
ข้อสังเกต การเมืองไทยยังติดกับดัก “การใช้ความมั่นคงนำ” โดยละเลยการสร้างกลไกสันติภาพอย่างถาวร
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
1. ยืนยันหลักการพลเรือนนำทัพ (civilian control) โดยให้กองทัพมีฐานะเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดทิศทาง
2. สร้างคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ MoU ที่มีการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
3. เปิดช่องทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ประชาชนชายแดนมีส่วนร่วมเป็น “สะพานสันติภาพ”
4. ใช้เวทีอาเซียนและ UN เป็นตัวกลาง เพื่อป้องกันการดึงเอามหาอำนาจเข้ามายึดพื้นที่ครอบครองผลประโยชน์
5. จัดการสื่อ-โซเชียลมีเดีย ด้วยความโปร่งใส เพื่อป้องกันการสร้างข่าวปลอมเพื่อปั่นกระแสชาตินิยม
บทสรุป
แนวทางการใช้ “ทหารนำการเมือง” ของรัฐบาลอนุทินอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์เฉพาะหน้าได้
แต่ไม่สามารถจะแก้ไขที่รากเหง้าต้นตอของปัญหาได้
หากรัฐบาลไทยต้องการทางออกยั่งยืน ก็จำเป็นจะต้องกลับไปยืนยันสถานะ พลเรือนเป็นผู้นำทัพ เสริมด้วยการทูต เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
มิฉะนั้น ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาก็อาจกลายเป็นวงจรซ้ำซากที่ทำลายทั้งประชาธิปไตยไทยและเสถียรภาพภูมิภาค
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การทหารนำการเมือง : ทางออกชายแดนไทย-กัมพูชา ในยุครัฐบาลอนุทิน จะยั่งยืนหรือไม่?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly