โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การทหารนำการเมือง : ทางออกชายแดนไทย-กัมพูชา ในยุครัฐบาลอนุทิน จะยั่งยืนหรือไม่?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ต.ค. 2568 เวลา 02.13 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 02.13 น.

บทความพิเศษ เทวินทร์ อินทรจำนงค์

การทหารนำการเมือง

: ทางออกชายแดนไทย-กัมพูชา

ในยุครัฐบาลอนุทิน จะยั่งยืนหรือไม่?

ปี 2568 ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้ง นำไปสู่การสู้รบ การสูญเสียชีวิตกว่า 38 ราย และการอพยพประชาชนกว่า 300,000 คน โดยมีรากเหง้ามาจากข้อพิพาทประวัติศาสตร์และปัญหาการปักปันเขตแดน โดยเฉพาะรอบปราสาทพระวิหาร

รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้นโยบาย “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” โดยให้ทหารเป็นแกนนำในยุทธศาสตร์ความมั่นคง ขณะที่รัฐบาลดูแลด้านการทูตและการเมือง

คำถามที่ตามมาคือ แนวทางนี้จะสร้างทางออกยั่งยืน

หรือเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ภายใต้เงื่อนไขชาตินิยมและแรงกดดันจากมหาอำนาจ

ข้อดี-ข้อเสีย

ของแนวทาง “ทหารนำการเมือง”

ข้อดี

– ใช้ศักยภาพทหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที

– ลดความเสี่ยงการลุกลามในช่วงปะทะรุนแรง

– สร้างภาพลักษณ์รัฐบาลเข้มแข็งในสายตากลุ่มอนุรักษนิยมและสังคมชาตินิยม

ข้อเสีย

– ทำให้ทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน ขัดกับหลัก civilian control

– เน้น “มิติทหาร” จนละเลยเศรษฐกิจ การทูต และความเป็นอยู่ของประชาชน

– การปิดชายแดนยาวนาน ทำลายมูลค่าการค้าหลายแสนล้านบาท/ปี

– เสี่ยงซ้ำรอยวิกฤตปี 2551-2554 ที่การปะทะชายแดนทำลายความเชื่อมั่นในภูมิภาค

การวิเคราะห์

วัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่คาดหวัง

รัฐบาลอนุทินหวังใช้ความเข้มแข็งทางทหารกดดันกัมพูชา ป้องกันอธิปไตย และใช้กระแสชาตินิยมเสริมความชอบธรรมทางการเมือง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏเห็นจริงก็คือ มีการหยุดยิงชั่วคราวเกิดขึ้น ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่าพลังทางการทูตยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

งานของ สุรชาติ บำรุงสุข (2566) เคยชี้ว่า “วิธีคิดที่ฝากอนาคตไว้กับกองทัพเพียงมิติเดียว ทำให้ไทยขาดยุทธศาสตร์ทางออกที่ยั่งยืน” สะท้อนภาพชัดที่ว่าการแก้ปัญหาต้องบูรณาการอย่างน้อย 6 มิติ

(การเมือง การทูต เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และสื่อ)

คาดการณ์แนวโน้ม

ด้านบวก หากไทย-กัมพูชากลับมาเจรจาภายใต้กลไกอาเซียน/UN ภายใน 6-12 เดือน อาจสร้างกรอบลดกำลังทหารและฟื้นความสัมพันธ์เศรษฐกิจ

ด้านลบ ถ้าหากรัฐบาลเดินหน้าประชามติยกเลิก MoU 2543-2544 โดยไร้ทางเลือกขึ้นมาทดแทน อาจจะทำให้ไทยถูกมองว่าไม่เคารพพันธกรณี และเปิดทางให้กัมพูชาใช้จีน-รัสเซียเข้ามาหนุนหลัง

สถานการณ์จึงอาจเสี่ยงลุกลามกลายเป็นวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์

ถอดรื้อข้อถกเถียงที่ซับซ้อน

– ฝ่ายสนับสนุนทหารนำ มองว่าในยามวิกฤต ความมั่นคงต้องมาก่อน รัฐบาลพลเรือนอาจช้าเกินไป

– ฝ่ายคัดค้าน ยืนยันว่าการคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล หากปล่อยให้ทหารกำหนดนำ จะซ้ำรอยรัฐประหารและความอ่อนแอของประชาธิปไตยไทย

– ข้อเท็จจริงก็คือ MoU ปี 2543-2544 เป็นเพียง “กรอบการเจรจา” ยังไม่ได้เป็นการเสียอธิปไตย

การยกเลิกอาจกลายเป็น “ประชานิยมชาตินิยม” ที่จะบั่นทอนโอกาสการแก้ปัญหาอย่างถาวรได้

การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

– รัฐบาลอนุทิน อาจจะสามารถเสริมอำนาจการเมือง แต่ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียความชอบธรรมในระยะยาว

– กองทัพไทย สามารถได้พื้นที่กำหนดยุทธศาสตร์ แต่ถ้าหากเกิดความสูญเสียมาก ก็จะถูกแรงกดดัน

– รัฐบาลกัมพูชา มีโอกาสเสี่ยงต่อแรงกดดันทางทหาร แต่ก็ยังคงได้จีน-รัสเซียเข้ามาหนุนหลัง

– ประชาชนชายแดน สูญเสียชีวิต โอกาสเศรษฐกิจ และการดำรงชีพ

– อาเซียนและมหาอำนาจ จะต้องสนใจเสถียรภาพของภูมิภาค และอาจเข้ามาเป็นตัวกลางหรือผู้แทรกแซง

ข้อความสำคัญ

(Key Quotes)

สุรชาติ บำรุงสุข “รัฐบาลผลักปัญหาไปให้ทหาร… แต่ต้องมียุทธศาสตร์ทางออก”

อนุทิน ชาญวีรกูล “ไทยจะไม่เปิดด่านตรวจชายแดนอีกจนกว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง (BBC Thai) “การคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล”

การเชื่อมโยงกับประเด็นอื่น

ประวัติศาสตร์ไทย การเมืองไทยอาจวนกลับสู่สภาพ “การทหารนำ” ภายหลังจากเกิดวิกฤตการเมืองหลายครั้ง

ภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน จะคล้ายกับกรณีทะเลจีนใต้ ที่กระแสชาตินิยมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือภายในประเทศ

ประชานิยมทางการเมือง การใช้ประชามติยกเลิก MoU สะท้อนให้เห็นสภาพ populism ในเชิงนโยบายต่างประเทศ ที่มักจะเกิดความเสี่ยงสูง

ข้อสังเกตและข้อเสนอเชิงนโยบาย

ข้อสังเกต การเมืองไทยยังติดกับดัก “การใช้ความมั่นคงนำ” โดยละเลยการสร้างกลไกสันติภาพอย่างถาวร

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

1. ยืนยันหลักการพลเรือนนำทัพ (civilian control) โดยให้กองทัพมีฐานะเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดทิศทาง

2. สร้างคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ MoU ที่มีการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

3. เปิดช่องทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ประชาชนชายแดนมีส่วนร่วมเป็น “สะพานสันติภาพ”

4. ใช้เวทีอาเซียนและ UN เป็นตัวกลาง เพื่อป้องกันการดึงเอามหาอำนาจเข้ามายึดพื้นที่ครอบครองผลประโยชน์

5. จัดการสื่อ-โซเชียลมีเดีย ด้วยความโปร่งใส เพื่อป้องกันการสร้างข่าวปลอมเพื่อปั่นกระแสชาตินิยม

บทสรุป

แนวทางการใช้ “ทหารนำการเมือง” ของรัฐบาลอนุทินอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์เฉพาะหน้าได้

แต่ไม่สามารถจะแก้ไขที่รากเหง้าต้นตอของปัญหาได้

หากรัฐบาลไทยต้องการทางออกยั่งยืน ก็จำเป็นจะต้องกลับไปยืนยันสถานะ พลเรือนเป็นผู้นำทัพ เสริมด้วยการทูต เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน

มิฉะนั้น ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาก็อาจกลายเป็นวงจรซ้ำซากที่ทำลายทั้งประชาธิปไตยไทยและเสถียรภาพภูมิภาค

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การทหารนำการเมือง : ทางออกชายแดนไทย-กัมพูชา ในยุครัฐบาลอนุทิน จะยั่งยืนหรือไม่?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...