‘เอกนิติ’ ทะลวงลงทุนเอกชน บีโอไอดัน 70 โปรเจ็กต์ค้างท่อ Fast Pass 3 แสนล้าน
“เอกนิติ” รองนายกฯเศรษฐกิจ ประกาศทะลวงเม็ดเงินลงทุนค้างท่อ BOI กว่า 300,000 ล้านบาท ภายในเดือนมกราคม 2569 พร้อมเปิดโครงการ Fast Pass ให้กับ 70 โครงการ “Data-PCB-โรงไฟฟ้า” ของ BOI ลดขั้นตอน-ปลดล็อกอุปสรรค-เร่งออกใบอนุญาตทุกหน่วยงานภายใน 30 วัน เร่งดึงเงินลงทุนต่างชาติเข้าเติมระบบเศรษฐกิจ จับตาประชุมบอร์ด BOI ชุดใหม่ออก 3 มาตรการ เร่งรัดยกระดับการลงทุน Quick Win ใน 4 เดือน ขณะที่ ครม.อนุมัติเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 1.6 ล้านล้าน ช่วยกระตุ้น GDP 0.3%
แม้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะรายงานตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 68) โดยมียอดคำขอพุ่งสูงถึง 1,058,225 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 138% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ตัวเลข “เงินลงทุนที่แท้จริง” นั้นยัง “ต่ำมาก” กลายเป็นที่มาว่า ทำไมรัฐบาลจะต้องเข้ามาเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นจริงใน 4 เดือนข้างหน้านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลนายอนุทิน
เนื่องจากหากไม่เกิดเม็ดเงินลงทุนใหม่ โอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะเป็นไปได้ยาก จึงกลายเป็นที่มาของมาตรการเร่งรัดการลงทุน “Fast Pass” ของ BOI หวังผลที่จะผลักดันโครงการคั่งค้างกว่า 70 โครงการที่สามารถออกบัตรส่งเสริมแล้ว ให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในเดือนมกราคม 2569
“เอกนิติ” ทะลวงลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแนวทางการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศภายใน 4 เดือนว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ คือ อนาคตของประเทศไทยอยู่ตรงไหน และอะไรคืออุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ โดยประเทศไทยเติบโตมาจาก “บุญเก่า” ในอดีต เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดและระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างท่าเรือ ซึ่งเป็นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
แต่ปัจจุบันการลงทุนทั้งการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทยปรับลดลงเหลือเพียงสัดส่วน 20% ต่อ GDP หรือ “ลดลงกว่าครึ่ง” เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ซึ่งมีการลงทุนสูงกว่า 40% ส่งผลให้เกิดปัญหาในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอย่างมาก
ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ หรือ S-Curve ซึ่งไทยมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ต่อเนื่องจากฐานการผลิตฐานเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดดิสก์เดิม, อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า/ไฮบริด จากเดิมที่เน้นเครื่องยนต์สันดาป ทำอย่างไรให้สามารถปรับตัวมาผลิตชิ้นส่วนและระบบสำหรับ EV และไฮบริด, อุตสาหกรรม BCG (Bio-Circular-Green) พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งอุตสาหกรรมออโตเมชั่นและเซมิคอนดักเตอร์
เข็นตัวเลข “ลงทุนจริง”
นายเอกนิติระบุว่า ที่ผ่านมาจะพบว่า ตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนของ BOI เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีการลงทุนจริง ดังนั้น เพื่อเปลี่ยนตัวเลขที่ “ค้างท่อ” ให้กลายเป็นโครงการ “ลงทุนจริง” ภายใต้กรอบจำกัดก่อนหมดเวลารัฐบาลชุดปัจจุบัน หวังพลิกฟื้นภาคเศรษฐกิจไทย ที่เปรียบเสมือนกับรถยนต์กำลัง “ติดหล่ม” ให้สามารถกลับมาขับเคลื่อนได้ตามศักยภาพที่ควรเป็น โดยปัญหาหลักที่ทำให้การลงทุนยังไม่เกิดขึ้นจริงก็คือ กฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พร้อม เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่ยังเริ่มลงทุนไม่ได้ เพราะขาดน้ำ ไฟฟ้า และสายส่งที่เพียงพอ
ดังนั้น รัฐบาลจึงเตรียมเปิดกลไก Fast Pass ซึ่งเป็นระบบอนุมัติการลงทุนแบบทางด่วน สำหรับนักลงทุนที่ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการอนุมัติได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนและระยะเวลาการรอคิว และการแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกเงินลงทุนให้กลายเป็นโครงการจริง เพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโต
“นี่จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนกว่า 400,000 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง BCG ดาต้าเซ็นเตอร์ EV และพลังงานสะอาด” นายเอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ ได้มีการประสานงานกับกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งแก้ปัญหาด้านพลังงาน โดยเฉพาะโครงการ Floating Solar Farm ของกรมธนารักษ์ ซึ่งจะเป็นฐานพลังงานสะอาดสำคัญของประเทศในอนาคต โดยรองนายกฯกล่าวว่า หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือ การกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน หากผู้ถือบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปยื่นต่อหน่วยงานใด หน่วยงานนั้นจะต้องอนุมัติหรือพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด
“ผมไปหารือกับ เลขาธิการ BOI เพื่อดูว่าปัญหามันติดขัดที่ตรงไหน แล้วจะนำข้อสรุปเหล่านี้เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และผลักดันให้จัดทำแนวทางแบบ Fast Pass คล้ายกับที่เคยใช้ในโครงการ PPP Fast Track โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาให้เสร็จภายในระยะเวลาชัดเจน เช่น 15 หรือ 30 วัน และจะเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิจารณาพร้อมกัน เพื่อลดขั้นตอนที่ล่าช้า” พร้อมระบุว่า มาตรการนี้ต้องเกิดเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาอันสั้น โดยตั้งเป้าว่าภายในมกราคม 2569 หรือก่อนยุบสภา จะต้องเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นจริงจากการใช้มาตรการนี้อย่างชัดเจน
แก้โจทย์ขาดแรงงานทักษะ
นอกจากนี้ นายเอกนิติกล่าวถึงอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนกังวลก็คือ แรงงานที่มีทักษะเฉพาะ ทำให้บางส่วนเลือกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม รัฐบาลจึงนำประเด็นนี้เข้าสู่โครงการ Quick Big Win ควบคู่กับ Fast Pass Plus เพื่อแก้ปัญหา “แรงงานทักษะขาดแคลน” รัฐบาลจึงต้องเดินหน้ารีสกิล (Reskill) และ อัพสกิล (Upskill) แรงงาน โดยยึดหลัก Demand Driven คือให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำกำหนดความต้องการแรงงาน ก่อนออกแบบหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา ในอดีตอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตได้ เพราะการร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีไทย-เยอรมัน ที่ผลิตแรงงานที่ตรงตามความต้องการ วันนี้เราต้องทำแบบเดียวกันกับอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้น”
นายเอกนิติกล่าวว่า ได้หารือกับ BOI แล้วว่า ต้องเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบหลักสูตรจาก “Supply Driven” ที่สถาบันอยากสอนอะไรก็สอน มาเป็น “Demand Driven” ที่ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนดทักษะที่ต้องการจริง เพื่อให้แรงงานตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ลดปัญหาคนเรียนจบแล้วตกงาน
“เราจะดึงดีมานด์จากภาคเอกชนมาขับเคลื่อน และออกแบบหลักสูตรที่มีมาตรฐาน เพื่อผลิตแรงงานที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างแท้จริง” นายเอกนิติกล่าว
BOI งัดมาตรการ Fast Pass
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวถึงตัวเลขคำขอรับส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2568) ของปีนี้ว่า มีมูลค่า 1,058,225 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 138% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีโครงการขอรับส่งเสริมรวม 1,880 โครงการ
อย่างไรก็ตาม มูลค่ายอดขอรับส่งเสริมดังกล่าวอาจเป็นเพียงตัวเลขที่หลายคนกังวล เพราะ “ยังไม่เห็นการลงทุนจริง” ดังนั้นการขับเคลื่อนการลงทุนของ BOI ในรัฐบาลชุดใหม่ที่มีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน ทาง BOI เตรียมที่จะเสนอ 3 มาตรการเข้าที่ประชุม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ในวันที่ 17 ตุลาคมนี้
เฉพาะมาตรการเร่งรัดการลงทุน จะเน้นไปที่โครงการที่เคยได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้วตั้งแต่ช่วงปี 2566-2567 แต่ยังไม่ได้ลงทุนจริง ขณะนี้มีค้างอยู่กว่า 70 โครงการ มูลค่าประมาณ 300,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการขอส่งเสริมการลงทุนในกลุ่ม Data Center, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์-PCB, อุตสาหกรรมพลังงานในกลุ่มโรงไฟฟ้า โดย BOI จำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการเร่งรัดการลงทุนที่เรียกว่า “Fast Pass” เพื่อเข้ามา “ปลดล็อก” ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการขออนุมัติ/อนุญาต
เบื้องต้นจะกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอนุมัติโครงการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด 15 หรือ 30 วัน ตั้งเป้าหมายให้มาตรการนี้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเห็นโครงการลงทุนเกิดขึ้นจริงภายในเดือนมกราคม 2569 “หรือก่อนการยุบสภา”
“ผมคุยกับทางกระทรวงการคลังมาตลอด ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พูดถึงเรื่องการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะการรีสกิลบุคลากร การปลดล็อกปัญหาต่าง ๆ รวมถึงเร่งรัดการลงทุน เราก็เตรียมมาตรการเร่งด่วนเพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีโครงการที่เราอนุมัติไปแล้วมีจำนวนหนึ่งที่ยังไม่เริ่มลงทุน มีประมาณ 400,000 กว่าล้านบาท และเราก็มาสกัดเอาโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท โฟกัสโครงการที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ก่อนเพื่อให้เกิดผลจริงในระยะ 4 เดือนนี้ เบื้องต้นมีประมาณ 70 โครงการ BOI จะไปคุยกับทุกคนที่ติดปัญหาอะไร และจะแก้ให้ตรงจุด”
ทั้งนี้ กลไกที่จะใช้เร่งรัดการลงทุนในโครงการที่ค้างอยู่ หรือ Fast Pass ไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งศูนย์หรือหน่วยงานใหม่ แต่จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง BOI กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีเกณฑ์คัดเลือกโครงการสำคัญที่จะมีสิทธิได้รับ Fast Pass เมื่อเจ้าของโครงการรายใดได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปแล้ว และไปยื่นขอ “ใบอนุญาต” จากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการตั้งโรงงานก็จะได้รับสิทธิเข้าสู่กลไก Fast Pass รอเรื่องอนุญาตภายใน 15-30 วัน
โดยเฉพาะเรื่องของใบอนุญาตต่าง ๆ “ที่ค่อนข้างช้า” BOI จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระบวนการที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้เกิดการลงทุนจริงมากที่สุด
นอกจากมาตรการเร่งรัดการลงทุนแล้ว BOI จะเสนอมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร โดยใช้มาตรการอุดหนุนเข้ามาเพิ่ม รวมถึงส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) กำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสู่ Supply Chain ระดับโลก การตั้งเป้าจ้างงาน 100,000 คน และเตรียมเสนอมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูง เพื่อพัฒนาคนตอบโจทย์ตลาดผ่านการเทรนนิ่งออนไลน์ ฝึกงานจริงในโรงงาน
ซึ่งเพิ่มความเข้มข้นเรื่องนี้มากขึ้น เนื่องจากมีการลงทุนใหม่ ๆ อย่าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์/ชิป-เซมิคอนดักเตอร์, พลังงานสะอาด, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อุตสาหกรรมด้าน BCG (Bio-Circular-Green Industries Hub), ดิจิทัลขั้นสูง AI ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะรวมไปถึงการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศด้วย
ครึ่งปีลงทุนจริง 6.5 แสนล้าน
ทั้งนี้ มีรายงานจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่า ปี 2566 (มกราคม-มิถุนายน) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 2,307 โครงการ มูลค่า 848,318 ล้านบาท เป็นการอนุมัติให้การส่งเสริม 2,383 โครงการ มูลค่า 750,129 ล้านบาท และมีการออกบัตรส่งเสริม 1,825 โครงการ มูลค่า 490,786 ล้านบาท ในปี 2567 (มกราคม-มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 3,137 โครงการ มูลค่า 1,138,508 ล้านบาท เป็นการอนุมัติให้การส่งเสริม 2,953 โครงการ มูลค่า 973,147 ล้านบาท มีการออกบัตรส่งเสริม 2,678 โครงการ มูลค่า 846,461 ล้านบาท
และครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2568 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,880 โครงการ มูลค่า 1,058,225 ล้านบาท มีการอนุมัติให้การส่งเสริม 1,504 โครงการ มูลค่า 904,063 ล้านบาท และออกบัตรส่งเสริม 1,310 โครงการ มูลค่า 652,903 ล้านบาท
ตามขั้นตอนของ BOI เมื่อบอร์ดอนุมัติคำขอรับส่งเสริมการลงทุนแล้ว ในการเตรียมการเพื่อก่อสร้างโรงงานหรือการลงทุนจริง เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการออกบัตรส่งเสริม จะมีระยะเวลา 3 ปี (36 เดือนนับตั้งแต่วันออกบัตร) ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะต้องยื่นขอรับบัตรส่งเสริมพร้อมหลักฐานประกอบการพิจารณาภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ยื่นแบบตอบรับมติให้การส่งเสริม
ทั้งนี้ หากกรณีมีเหตุผลและความจำเป็นก็จะอนุมัติให้ “ขยายเวลา” การส่งเอกสารประกอบการออกบัตรส่งเสริมให้ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 4 เดือน ส่วนกรณีผู้ที่พร้อม BOI จะดำเนินการออกบัตรส่งเสริมภายใน 10 วันทำการ นับจากวันที่สำนักงานได้รับแบบฟอร์มขอรับบัตรส่งเสริมและหลักฐานครบถ้วน
BOI จะขยายเวลาการเปิดดำเนินการและนำเข้าเครื่องจักรได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 12 เดือน และขยายเวลาการเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียวอีก 12 เดือน อย่างไรก็ตาม BOI ได้ระบุไว้ว่า การเปิดดำเนินการนั้นหมายถึง การที่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้มีการลงทุนครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม
ดังนั้น ผู้ได้รับการส่งเสริมจะเริ่มผลิตจำหน่ายและใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก่อนการได้รับอนุมัติเปิดดำเนินการก็ได้ แต่หากเมื่อครบกำหนดเปิดดำเนินการแล้ว ไม่สามารถดำเนินการให้ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการได้ ก็จะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริมลงทุน และต้องชำระภาษีอากรย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มด้วย
อนุมัติแผนลงทุนรัฐวิสาหกิจ
ที่รัฐสภา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า งบฯลงทุนดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.3%
ครม.ยังได้มอบหมายให้ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ให้นโยบายรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในการไปปรับปรุงกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน โดยให้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็น Customer Centric หรือการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งการบริการของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ยังเป็นภาระ อุปสรรคกับประชาชน ก็ให้รัฐวิสาหกิจไปแก้ระเบียบให้เรียบร้อย ตลอดจนการไม่ได้รับความสะดวกจากการบริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจ ขอให้ไปปรับปรุงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
และเห็นชอบกรอบแนวทางการวางนโยบายสำหรับปี 2570 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะได้ไปมอบนโยบายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้
สั่งกระทรวงทำ Action Plan
ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวปลายปี ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ตุลาคมก่อน ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Roadmap ที่กำหนด Action Plan ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลช่วง 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากเห็นทุกกระทรวงจะทำ Roadmap และ Action Plan ด้วยเช่นกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เอกนิติ’ ทะลวงลงทุนเอกชน บีโอไอดัน 70 โปรเจ็กต์ค้างท่อ Fast Pass 3 แสนล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net