โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘เอกนิติ’ ทะลวงลงทุนเอกชน บีโอไอดัน 70 โปรเจ็กต์ค้างท่อ Fast Pass 3 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ต.ค. 2568 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 00.44 น.
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“เอกนิติ” รองนายกฯเศรษฐกิจ ประกาศทะลวงเม็ดเงินลงทุนค้างท่อ BOI กว่า 300,000 ล้านบาท ภายในเดือนมกราคม 2569 พร้อมเปิดโครงการ Fast Pass ให้กับ 70 โครงการ “Data-PCB-โรงไฟฟ้า” ของ BOI ลดขั้นตอน-ปลดล็อกอุปสรรค-เร่งออกใบอนุญาตทุกหน่วยงานภายใน 30 วัน เร่งดึงเงินลงทุนต่างชาติเข้าเติมระบบเศรษฐกิจ จับตาประชุมบอร์ด BOI ชุดใหม่ออก 3 มาตรการ เร่งรัดยกระดับการลงทุน Quick Win ใน 4 เดือน ขณะที่ ครม.อนุมัติเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 1.6 ล้านล้าน ช่วยกระตุ้น GDP 0.3%

แม้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะรายงานตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 68) โดยมียอดคำขอพุ่งสูงถึง 1,058,225 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 138% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ตัวเลข “เงินลงทุนที่แท้จริง” นั้นยัง “ต่ำมาก” กลายเป็นที่มาว่า ทำไมรัฐบาลจะต้องเข้ามาเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นจริงใน 4 เดือนข้างหน้านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลนายอนุทิน

เนื่องจากหากไม่เกิดเม็ดเงินลงทุนใหม่ โอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะเป็นไปได้ยาก จึงกลายเป็นที่มาของมาตรการเร่งรัดการลงทุน “Fast Pass” ของ BOI หวังผลที่จะผลักดันโครงการคั่งค้างกว่า 70 โครงการที่สามารถออกบัตรส่งเสริมแล้ว ให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในเดือนมกราคม 2569

“เอกนิติ” ทะลวงลงทุน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแนวทางการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศภายใน 4 เดือนว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ คือ อนาคตของประเทศไทยอยู่ตรงไหน และอะไรคืออุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ โดยประเทศไทยเติบโตมาจาก “บุญเก่า” ในอดีต เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดและระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างท่าเรือ ซึ่งเป็นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

แต่ปัจจุบันการลงทุนทั้งการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทยปรับลดลงเหลือเพียงสัดส่วน 20% ต่อ GDP หรือ “ลดลงกว่าครึ่ง” เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ซึ่งมีการลงทุนสูงกว่า 40% ส่งผลให้เกิดปัญหาในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอย่างมาก

ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ หรือ S-Curve ซึ่งไทยมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ต่อเนื่องจากฐานการผลิตฐานเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดดิสก์เดิม, อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า/ไฮบริด จากเดิมที่เน้นเครื่องยนต์สันดาป ทำอย่างไรให้สามารถปรับตัวมาผลิตชิ้นส่วนและระบบสำหรับ EV และไฮบริด, อุตสาหกรรม BCG (Bio-Circular-Green) พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งอุตสาหกรรมออโตเมชั่นและเซมิคอนดักเตอร์

เข็นตัวเลข “ลงทุนจริง”

นายเอกนิติระบุว่า ที่ผ่านมาจะพบว่า ตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนของ BOI เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีการลงทุนจริง ดังนั้น เพื่อเปลี่ยนตัวเลขที่ “ค้างท่อ” ให้กลายเป็นโครงการ “ลงทุนจริง” ภายใต้กรอบจำกัดก่อนหมดเวลารัฐบาลชุดปัจจุบัน หวังพลิกฟื้นภาคเศรษฐกิจไทย ที่เปรียบเสมือนกับรถยนต์กำลัง “ติดหล่ม” ให้สามารถกลับมาขับเคลื่อนได้ตามศักยภาพที่ควรเป็น โดยปัญหาหลักที่ทำให้การลงทุนยังไม่เกิดขึ้นจริงก็คือ กฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พร้อม เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่ยังเริ่มลงทุนไม่ได้ เพราะขาดน้ำ ไฟฟ้า และสายส่งที่เพียงพอ

ดังนั้น รัฐบาลจึงเตรียมเปิดกลไก Fast Pass ซึ่งเป็นระบบอนุมัติการลงทุนแบบทางด่วน สำหรับนักลงทุนที่ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการอนุมัติได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนและระยะเวลาการรอคิว และการแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกเงินลงทุนให้กลายเป็นโครงการจริง เพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโต

“นี่จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนกว่า 400,000 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง BCG ดาต้าเซ็นเตอร์ EV และพลังงานสะอาด” นายเอกนิติกล่าว

นอกจากนี้ ได้มีการประสานงานกับกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งแก้ปัญหาด้านพลังงาน โดยเฉพาะโครงการ Floating Solar Farm ของกรมธนารักษ์ ซึ่งจะเป็นฐานพลังงานสะอาดสำคัญของประเทศในอนาคต โดยรองนายกฯกล่าวว่า หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือ การกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน หากผู้ถือบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปยื่นต่อหน่วยงานใด หน่วยงานนั้นจะต้องอนุมัติหรือพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

“ผมไปหารือกับ เลขาธิการ BOI เพื่อดูว่าปัญหามันติดขัดที่ตรงไหน แล้วจะนำข้อสรุปเหล่านี้เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และผลักดันให้จัดทำแนวทางแบบ Fast Pass คล้ายกับที่เคยใช้ในโครงการ PPP Fast Track โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาให้เสร็จภายในระยะเวลาชัดเจน เช่น 15 หรือ 30 วัน และจะเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิจารณาพร้อมกัน เพื่อลดขั้นตอนที่ล่าช้า” พร้อมระบุว่า มาตรการนี้ต้องเกิดเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาอันสั้น โดยตั้งเป้าว่าภายในมกราคม 2569 หรือก่อนยุบสภา จะต้องเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นจริงจากการใช้มาตรการนี้อย่างชัดเจน

แก้โจทย์ขาดแรงงานทักษะ

นอกจากนี้ นายเอกนิติกล่าวถึงอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนกังวลก็คือ แรงงานที่มีทักษะเฉพาะ ทำให้บางส่วนเลือกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม รัฐบาลจึงนำประเด็นนี้เข้าสู่โครงการ Quick Big Win ควบคู่กับ Fast Pass Plus เพื่อแก้ปัญหา “แรงงานทักษะขาดแคลน” รัฐบาลจึงต้องเดินหน้ารีสกิล (Reskill) และ อัพสกิล (Upskill) แรงงาน โดยยึดหลัก Demand Driven คือให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำกำหนดความต้องการแรงงาน ก่อนออกแบบหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา ในอดีตอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตได้ เพราะการร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีไทย-เยอรมัน ที่ผลิตแรงงานที่ตรงตามความต้องการ วันนี้เราต้องทำแบบเดียวกันกับอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้น”

นายเอกนิติกล่าวว่า ได้หารือกับ BOI แล้วว่า ต้องเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบหลักสูตรจาก “Supply Driven” ที่สถาบันอยากสอนอะไรก็สอน มาเป็น “Demand Driven” ที่ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนดทักษะที่ต้องการจริง เพื่อให้แรงงานตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ลดปัญหาคนเรียนจบแล้วตกงาน

“เราจะดึงดีมานด์จากภาคเอกชนมาขับเคลื่อน และออกแบบหลักสูตรที่มีมาตรฐาน เพื่อผลิตแรงงานที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างแท้จริง” นายเอกนิติกล่าว

BOI งัดมาตรการ Fast Pass

ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวถึงตัวเลขคำขอรับส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2568) ของปีนี้ว่า มีมูลค่า 1,058,225 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 138% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีโครงการขอรับส่งเสริมรวม 1,880 โครงการ

อย่างไรก็ตาม มูลค่ายอดขอรับส่งเสริมดังกล่าวอาจเป็นเพียงตัวเลขที่หลายคนกังวล เพราะ “ยังไม่เห็นการลงทุนจริง” ดังนั้นการขับเคลื่อนการลงทุนของ BOI ในรัฐบาลชุดใหม่ที่มีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน ทาง BOI เตรียมที่จะเสนอ 3 มาตรการเข้าที่ประชุม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ในวันที่ 17 ตุลาคมนี้

เฉพาะมาตรการเร่งรัดการลงทุน จะเน้นไปที่โครงการที่เคยได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้วตั้งแต่ช่วงปี 2566-2567 แต่ยังไม่ได้ลงทุนจริง ขณะนี้มีค้างอยู่กว่า 70 โครงการ มูลค่าประมาณ 300,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการขอส่งเสริมการลงทุนในกลุ่ม Data Center, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์-PCB, อุตสาหกรรมพลังงานในกลุ่มโรงไฟฟ้า โดย BOI จำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการเร่งรัดการลงทุนที่เรียกว่า “Fast Pass” เพื่อเข้ามา “ปลดล็อก” ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการขออนุมัติ/อนุญาต

เบื้องต้นจะกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอนุมัติโครงการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด 15 หรือ 30 วัน ตั้งเป้าหมายให้มาตรการนี้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเห็นโครงการลงทุนเกิดขึ้นจริงภายในเดือนมกราคม 2569 “หรือก่อนการยุบสภา”

“ผมคุยกับทางกระทรวงการคลังมาตลอด ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พูดถึงเรื่องการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะการรีสกิลบุคลากร การปลดล็อกปัญหาต่าง ๆ รวมถึงเร่งรัดการลงทุน เราก็เตรียมมาตรการเร่งด่วนเพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีโครงการที่เราอนุมัติไปแล้วมีจำนวนหนึ่งที่ยังไม่เริ่มลงทุน มีประมาณ 400,000 กว่าล้านบาท และเราก็มาสกัดเอาโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท โฟกัสโครงการที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ก่อนเพื่อให้เกิดผลจริงในระยะ 4 เดือนนี้ เบื้องต้นมีประมาณ 70 โครงการ BOI จะไปคุยกับทุกคนที่ติดปัญหาอะไร และจะแก้ให้ตรงจุด”

ทั้งนี้ กลไกที่จะใช้เร่งรัดการลงทุนในโครงการที่ค้างอยู่ หรือ Fast Pass ไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งศูนย์หรือหน่วยงานใหม่ แต่จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง BOI กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีเกณฑ์คัดเลือกโครงการสำคัญที่จะมีสิทธิได้รับ Fast Pass เมื่อเจ้าของโครงการรายใดได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปแล้ว และไปยื่นขอ “ใบอนุญาต” จากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการตั้งโรงงานก็จะได้รับสิทธิเข้าสู่กลไก Fast Pass รอเรื่องอนุญาตภายใน 15-30 วัน

โดยเฉพาะเรื่องของใบอนุญาตต่าง ๆ “ที่ค่อนข้างช้า” BOI จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระบวนการที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้เกิดการลงทุนจริงมากที่สุด

นอกจากมาตรการเร่งรัดการลงทุนแล้ว BOI จะเสนอมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร โดยใช้มาตรการอุดหนุนเข้ามาเพิ่ม รวมถึงส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) กำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสู่ Supply Chain ระดับโลก การตั้งเป้าจ้างงาน 100,000 คน และเตรียมเสนอมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูง เพื่อพัฒนาคนตอบโจทย์ตลาดผ่านการเทรนนิ่งออนไลน์ ฝึกงานจริงในโรงงาน

ซึ่งเพิ่มความเข้มข้นเรื่องนี้มากขึ้น เนื่องจากมีการลงทุนใหม่ ๆ อย่าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์/ชิป-เซมิคอนดักเตอร์, พลังงานสะอาด, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อุตสาหกรรมด้าน BCG (Bio-Circular-Green Industries Hub), ดิจิทัลขั้นสูง AI ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะรวมไปถึงการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศด้วย

ครึ่งปีลงทุนจริง 6.5 แสนล้าน

ทั้งนี้ มีรายงานจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่า ปี 2566 (มกราคม-มิถุนายน) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 2,307 โครงการ มูลค่า 848,318 ล้านบาท เป็นการอนุมัติให้การส่งเสริม 2,383 โครงการ มูลค่า 750,129 ล้านบาท และมีการออกบัตรส่งเสริม 1,825 โครงการ มูลค่า 490,786 ล้านบาท ในปี 2567 (มกราคม-มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 3,137 โครงการ มูลค่า 1,138,508 ล้านบาท เป็นการอนุมัติให้การส่งเสริม 2,953 โครงการ มูลค่า 973,147 ล้านบาท มีการออกบัตรส่งเสริม 2,678 โครงการ มูลค่า 846,461 ล้านบาท

และครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2568 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,880 โครงการ มูลค่า 1,058,225 ล้านบาท มีการอนุมัติให้การส่งเสริม 1,504 โครงการ มูลค่า 904,063 ล้านบาท และออกบัตรส่งเสริม 1,310 โครงการ มูลค่า 652,903 ล้านบาท

ตามขั้นตอนของ BOI เมื่อบอร์ดอนุมัติคำขอรับส่งเสริมการลงทุนแล้ว ในการเตรียมการเพื่อก่อสร้างโรงงานหรือการลงทุนจริง เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการออกบัตรส่งเสริม จะมีระยะเวลา 3 ปี (36 เดือนนับตั้งแต่วันออกบัตร) ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะต้องยื่นขอรับบัตรส่งเสริมพร้อมหลักฐานประกอบการพิจารณาภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ยื่นแบบตอบรับมติให้การส่งเสริม

ทั้งนี้ หากกรณีมีเหตุผลและความจำเป็นก็จะอนุมัติให้ “ขยายเวลา” การส่งเอกสารประกอบการออกบัตรส่งเสริมให้ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 4 เดือน ส่วนกรณีผู้ที่พร้อม BOI จะดำเนินการออกบัตรส่งเสริมภายใน 10 วันทำการ นับจากวันที่สำนักงานได้รับแบบฟอร์มขอรับบัตรส่งเสริมและหลักฐานครบถ้วน

BOI จะขยายเวลาการเปิดดำเนินการและนำเข้าเครื่องจักรได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 12 เดือน และขยายเวลาการเปิดดำเนินการเพียงอย่างเดียวอีก 12 เดือน อย่างไรก็ตาม BOI ได้ระบุไว้ว่า การเปิดดำเนินการนั้นหมายถึง การที่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้มีการลงทุนครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม

ดังนั้น ผู้ได้รับการส่งเสริมจะเริ่มผลิตจำหน่ายและใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก่อนการได้รับอนุมัติเปิดดำเนินการก็ได้ แต่หากเมื่อครบกำหนดเปิดดำเนินการแล้ว ไม่สามารถดำเนินการให้ได้รับอนุญาตเปิดดำเนินการได้ ก็จะถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริมลงทุน และต้องชำระภาษีอากรย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มด้วย

อนุมัติแผนลงทุนรัฐวิสาหกิจ

ที่รัฐสภา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า งบฯลงทุนดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.3%

ครม.ยังได้มอบหมายให้ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ให้นโยบายรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในการไปปรับปรุงกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน โดยให้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็น Customer Centric หรือการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งการบริการของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ยังเป็นภาระ อุปสรรคกับประชาชน ก็ให้รัฐวิสาหกิจไปแก้ระเบียบให้เรียบร้อย ตลอดจนการไม่ได้รับความสะดวกจากการบริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจ ขอให้ไปปรับปรุงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

และเห็นชอบกรอบแนวทางการวางนโยบายสำหรับปี 2570 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะได้ไปมอบนโยบายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้

สั่งกระทรวงทำ Action Plan

ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวปลายปี ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ตุลาคมก่อน ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Roadmap ที่กำหนด Action Plan ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลช่วง 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากเห็นทุกกระทรวงจะทำ Roadmap และ Action Plan ด้วยเช่นกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เอกนิติ’ ทะลวงลงทุนเอกชน บีโอไอดัน 70 โปรเจ็กต์ค้างท่อ Fast Pass 3 แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...