โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรากฏการณ์แถบสาหร่ายยักษ์หนัก 37.5 ล้านตัน ยาว 8,850 กม.ปัญหาใหญ่กลางมหาสมุทรส่งผลถึงชายฝั่ง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 31 ต.ค. 2568 เวลา 20.25 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2568 เวลา 14.16 น.

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

แถบสาหร่ายยักษ์ที่ทอดตัวเหยียดยาวหลายพันกิโลเมตรส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ชุมชนชายฝั่ง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอย่างร้ายแรง ที่มาภาพ: https://www.theguardian.com/environment/2019/jul/04/sargasso-seaweed-5500-mile-algae-belt-keeps-on-growing

น้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน รวมถึงปุ๋ยเคมีที่ถูกชะล้างจากพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้สาหร่ายได้รับสารอาหารมากเกินความจำเป็นและเจริญเติบโตอย่างควบคุมไม่ได้ ประกอบกับอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเติบโต

ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งครั้งใหญ่ (Mega Algae Bloom) จึงเกิดขึ้น และก่อกำเนิดแถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติก (Great Atlantic Sargassum Belt) ที่ทอดยาวจากแอฟริกาตะวันตกไปจนถึงอ่าวเม็กซิโก มีน้ำหนักราว 37.5 ล้านตัน มีความยาว 8,850 กิโลเมตรโดยประมาณ

แถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกเพิ่งเกิดขึ้นราว 15 ปี และกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายแง่มุม จึงเป็นเหตุการณ์ที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองเพื่อหาแนวทางรับมือที่มีประสิทธิภาพต่อไป

ขาประจำ

แถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกเป็นการรวมตัวกันของสาหร่ายสีน้ำตาลที่มีชื่อเรียกว่าซาร์กัสซัม (Sargassum) จนกลายเป็นแพยาวขนาดใหญ่ยักษ์ แม้กระทั่งดาวเทียมก็สามารถจับภาพได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา

เศษซากของสาหร่ายซาร์กัสซัมปริมาณมหาศาลที่หลุดลอยมาจากแถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกเริ่มปรากฏให้เห็นตามชายหาดของหลายประเทศในแถบแคริบเบียน ชายฝั่งบราซิล และแม้กระทั่งชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2011 และนับตั้งแต่นั้น สาหร่ายเหล่านี้ก็มาปรากฏตัวเป็นประจำทุกปีในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ยกเว้นแต่ในปี 2013 เท่านั้น

โดยในปี 2015 และ 2018 แถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกมีความยาวกว่า 8,850 กิโลเมตร และมีมวลมากกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งหนักเกือบสี่เท่าของมหาพีระมิดแห่งกิซ่า แต่ในเดือนพฤษภาคม 2025 ดาวเทียมบันทึกปริมาณสาหร่ายได้ถึง 37.5 ล้านตัน มากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแถบสาหร่ายยักษ์อาจเป็นขาประจำที่แวะเวียนมาทุกปี จนกระทั่งกลายเป็น “สภาวะปกติใหม่ (new norm)” ที่ทุกคนในละแวกนั้นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน

ต้นสายปลายเหตุ

ซาร์กัสซัมเป็นสาหร่ายสีน้ำตาลในมหาสมุทร โดยธรรมชาติแล้ว มันคือแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด เช่น เต่าทะเล ปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ จนได้รับฉายาว่าเป็น “ป่าฝนลอยน้ำสีทองของมหาสมุทรแอตแลนติก” เพราะความสำคัญทางนิเวศวิทยา

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา สาหร่ายซาร์กัสซัมในมหาสมุทรแอตแลนติกเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างผิดปกติโดยไม่มีใครรู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยรวมกัน

การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ในปี 2025 ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มขึ้นในปี 2009-2010 เมื่อเกิดปรากฏการณ์ความผันผวนแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Oscillation) ติดลบอย่างรุนแรงสองปีติดต่อกัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกส่งผลกระทบต่อกระแสน้ำและลมในมหาสมุทร

กระแสน้ำและลมผลักดันสาหร่ายจากทะเลซาร์กัสโซลงสู่เขตร้อนในมหาสมุทรแอตแลนติก สาหร่ายจึงพบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเติบโต นั่นคือ อุณหภูมิที่อบอุ่น แสงแดดจัด และที่สำคัญที่สุดคือธาตุอาหารที่อุดมสมบูรณ์

การวิจัยพบว่าธาตุอาหารส่วนใหญ่ของสาหร่ายมาจากการไหลบ่าของแม่น้ำอเมซอนในช่วงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำอเมซอนพาธาตุอาหาร โดยเฉพาะฟอสฟอรัสและไนโตรเจนจากการเพาะปลูก การเลี้ยงปศุสัตว์ และการตัดไม้ทำลายป่าในอเมริกาใต้ลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก

ขณะที่การผุดขึ้นของน้ำลึกบริเวณชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกในฤดูหนาวก็พาธาตุอาหารที่เข้มข้นขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยเช่นกัน แม้กระทั่งธาตุอาหารที่ลอยมาทางอากาศจากฝุ่นทะเลทรายซาฮารา ล้วนมีส่วนทำให้สาหร่ายเติบโตอย่างรวดเร็ว

พระเอกในทะเล ผู้ร้ายบนชายหาด

สาหร่ายซาร์กัสซัมสร้างความขัดแย้งที่น่าสนใจ เพราะเมื่ออยู่กลางมหาสมุทร สาหร่ายชนิดนี้ถือเป็นพระเอกของระบบนิเวศทางทะเล โดยทำหน้าที่เป็นโอเอซิสลอยน้ำซึ่งให้ที่พักพิงและอาหารแก่สัตว์ทะเลมากกว่า 100 ชนิด

ปลาบินวางไข่บนแถบสาหร่ายยักษ์นี้ เต่าทะเลสามชนิดใช้แถบสาหร่ายเป็นสถานอนุบาลในช่วงปีแรกของชีวิต ปลาหลายชนิดใช้แถบสาหร่ายเป็นที่หลบภัย อีกทั้งแถบสาหร่ายยังช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

แต่เมื่อสาหร่ายที่หลุดจากแถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกถูกซัดเข้าสู่ชายฝั่ง มันกลับกลายเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนผู้คน เมื่อสาหร่ายเริ่มเน่าเปื่อย มันจะปล่อยก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่กลิ่นเหมือนไข่เน่าและก๊าซแอมโมเนียที่กลิ่นเหมือนปัสสาวะ

น้ำทะเลที่มีสาหร่ายแออัดจะกลายเป็นสีน้ำตาลและขุ่นมัว แสงแดดไม่สามารถส่องผ่านลงไปถึงพื้นทะเลได้ ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็น “เขตมรณะ” (dead zones) ที่สัตว์น้ำไม่สามารถอยู่รอดได้

ผลกระทบต่อระบบนิเวศ

ผลกระทบต่อแนวปะการังและทุ่งหญ้าทะเลเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างยิ่ง เมื่อแถบสาหร่ายหนาทึบคลุมอยู่เหนือแนวปะการัง แสงแดดที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของปะการังถูกบังไว้ถึง 70% ปะการังที่ขาดแสงจะเกิดความเครียดและทำให้เกิดการฟอกขาว

ทุ่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ทะเลหลายชนิด ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เมื่อถูกบดบังแสงแดด หญ้าทะเลจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และสัตว์ที่พึ่งพาทุ่งหญ้าทะเลก็สูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหาร

ป่าชายเลน ซึ่งเป็นแนวป้องกันธรรมชาติสำหรับพายุเฮอริเคนรุนแรง ก็เผชิญกับภัยคุกคามเช่นกัน ป่าชายเลนพึ่งพารากอากาศและรากหายใจใต้ดินเพื่อรับออกซิเจน แต่เมื่อแถบสาหร่ายยักษ์คลุมรากเอาไว้ ออกซิเจนก็จะไม่สามารถไหลผ่านได้

ในปี 2018 ซึ่งชายฝั่งแคริบเบียนของเม็กซิโกเผชิญหน้ากับแถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน มีรายงานการตายของสัตว์ทะเลจำนวนมาก โดยปลาที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นทะเลและสัตว์จำพวกกุ้งปูได้รับผลกระทบมากที่สุด

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

แคริบเบียนเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก การระบาดของสาหร่ายจึงเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ค่าใช้จ่ายเพื่อเก็บกวาดสาหร่ายในแคริบเบียนเมื่อปี 2018 สูงถึง120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประมาณ โรงแรมในแถบคันคูนและเปอร์โตโมเรลอสรายงานว่าใช้เงินประมาณ 200,000 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อทำความสะอาดชายหาดและขนส่งสาหร่ายไปยังสถานที่กำจัด สมาคมโรงแรมริเวียรามายาประมาณการว่าค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดเพียงอย่างเดียวสูงถึง 130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

ยังไม่รวมถึงการสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว การศึกษาพบว่าการท่องเที่ยวในแคริบเบียนลดลง 7-35 % ในช่วงที่มีการระบาดของสาหร่าย การท่องเที่ยวในชายฝั่งแคริบเบียนของเม็กซิโกลดลงโดยประมาณ 35 % ในปี 2018

ธุรกิจเล็กๆ เช่น ร้านให้เช่าเจ็ตสกีและร้านอาหารริมชายหาดต้องปิดกิจการชั่วคราวหรือถาวรเนื่องจากกลิ่นเหม็นและสภาพแวดล้อมที่น่าขยะแขยง การประมงก็ได้รับผลกระทบ เมื่อสาหร่ายพันอวน ทำลายเรือ และทำให้ปริมาณปลาลดลง

ผลกระทบต่อภูมิอากาศ

ที่ซับซ้อนไปกว่านั้นก็คือ สาหร่ายที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสียเอง เพราะเมื่อสาหร่ายย่อยสลาย มันจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญสองชนิด

อย่างแรกคือก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า และอีกอย่างหนึ่งคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

การศึกษาพบว่าสาหร่ายที่เน่าเปื่อยในสภาพแวดล้อมที่ขาดออกซิเจนสามารถปล่อยก๊าซมีเทนได้มากถึง 60 เท่าของน้ำทะเลปกติ ซึ่งหมายความว่าการระบาดของสาหร่ายได้ขยายปัญหาภูมิอากาศให้ร้ายแรงขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ยากจะหยุดยั้ง

จากวิกฤติสู่โอกาส

เพื่อหาทางรับมือกับปรากฏการณ์เลวนี้ รัฐบาลและนักวิจัยจึงพยายามค้นหาวิธีพยากรณ์และเฝ้าระวัง โดยมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดาได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังสาหร่ายซาร์กัสซัมซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามและพยากรณ์การเคลื่อนที่ของสาหร่าย ช่วยให้ชุมชนชายฝั่งสามารถเตรียมรับมือล่วงหน้า

นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งแนวกั้นลอยน้ำป้องกันไม่ให้สาหร่ายเข้าสู่บริเวณปะการังและชายหาดที่สำคัญ แต่วิธีนี้ต้องอาศัยการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถใช้ได้กับทุกพื้นที่ มีการพัฒนาเรือและเครื่องจักรพิเศษสำหรับเก็บสาหร่ายก่อนที่จะเข้าสู่ชายฝั่ง บางประเทศใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อกรองสาหร่ายออกจากทะเล แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่ติดมาด้วย

ขณะเดียวกัน มีการคิดค้นวิธีนำสาหร่ายไปใช้ประโยชน์ด้วยการเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า เช่น ปุ๋ยอินทรีย์สำหรับการเกษตร อาหารสัตว์ วัสดุก่อสร้าง เช่น อิฐหรือแผ่นฉนวน เชื้อเพลิงชีวภาพ กระดาษและวัสดุบรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเคมี

ในบาร์เบโดส โรงไฟฟ้าต้นแบบกำลังพัฒนาเทคโนโลยีในการเผาสาหร่ายเพื่อผลิตไฟฟ้า ในเม็กซิโก บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสาหร่าย ตั้งแต่รองเท้าไปจนถึงวัสดุชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่น

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.zmescience.com/science/news-science/a-massive-seaweed-belt-stretching-from-africa-to-the-caribbean-is-changing-the-ocean/

https://www.climate.gov/news-features/event-tracker/massive-bloom-seaweed-tropical-atlantic-raises-risk-caribbean-gulf-and

https://www.epa.gov/habs/great-atlantic-sargassum-belt-gasb

https://www.sargassoseacommission.org/publications-a-news/atlantic-sargassum-belt

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...