ปรากฏการณ์แถบสาหร่ายยักษ์หนัก 37.5 ล้านตัน ยาว 8,850 กม.ปัญหาใหญ่กลางมหาสมุทรส่งผลถึงชายฝั่ง
สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
น้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน รวมถึงปุ๋ยเคมีที่ถูกชะล้างจากพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้สาหร่ายได้รับสารอาหารมากเกินความจำเป็นและเจริญเติบโตอย่างควบคุมไม่ได้ ประกอบกับอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเติบโต
ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งครั้งใหญ่ (Mega Algae Bloom) จึงเกิดขึ้น และก่อกำเนิดแถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติก (Great Atlantic Sargassum Belt) ที่ทอดยาวจากแอฟริกาตะวันตกไปจนถึงอ่าวเม็กซิโก มีน้ำหนักราว 37.5 ล้านตัน มีความยาว 8,850 กิโลเมตรโดยประมาณ
แถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกเพิ่งเกิดขึ้นราว 15 ปี และกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายแง่มุม จึงเป็นเหตุการณ์ที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองเพื่อหาแนวทางรับมือที่มีประสิทธิภาพต่อไป
ขาประจำ
แถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกเป็นการรวมตัวกันของสาหร่ายสีน้ำตาลที่มีชื่อเรียกว่าซาร์กัสซัม (Sargassum) จนกลายเป็นแพยาวขนาดใหญ่ยักษ์ แม้กระทั่งดาวเทียมก็สามารถจับภาพได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา
เศษซากของสาหร่ายซาร์กัสซัมปริมาณมหาศาลที่หลุดลอยมาจากแถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกเริ่มปรากฏให้เห็นตามชายหาดของหลายประเทศในแถบแคริบเบียน ชายฝั่งบราซิล และแม้กระทั่งชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2011 และนับตั้งแต่นั้น สาหร่ายเหล่านี้ก็มาปรากฏตัวเป็นประจำทุกปีในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ยกเว้นแต่ในปี 2013 เท่านั้น
โดยในปี 2015 และ 2018 แถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกมีความยาวกว่า 8,850 กิโลเมตร และมีมวลมากกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งหนักเกือบสี่เท่าของมหาพีระมิดแห่งกิซ่า แต่ในเดือนพฤษภาคม 2025 ดาวเทียมบันทึกปริมาณสาหร่ายได้ถึง 37.5 ล้านตัน มากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแถบสาหร่ายยักษ์อาจเป็นขาประจำที่แวะเวียนมาทุกปี จนกระทั่งกลายเป็น “สภาวะปกติใหม่ (new norm)” ที่ทุกคนในละแวกนั้นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน
ต้นสายปลายเหตุ
ซาร์กัสซัมเป็นสาหร่ายสีน้ำตาลในมหาสมุทร โดยธรรมชาติแล้ว มันคือแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด เช่น เต่าทะเล ปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ จนได้รับฉายาว่าเป็น “ป่าฝนลอยน้ำสีทองของมหาสมุทรแอตแลนติก” เพราะความสำคัญทางนิเวศวิทยา
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา สาหร่ายซาร์กัสซัมในมหาสมุทรแอตแลนติกเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างผิดปกติโดยไม่มีใครรู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยรวมกัน
การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ในปี 2025 ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มขึ้นในปี 2009-2010 เมื่อเกิดปรากฏการณ์ความผันผวนแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Oscillation) ติดลบอย่างรุนแรงสองปีติดต่อกัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกส่งผลกระทบต่อกระแสน้ำและลมในมหาสมุทร
กระแสน้ำและลมผลักดันสาหร่ายจากทะเลซาร์กัสโซลงสู่เขตร้อนในมหาสมุทรแอตแลนติก สาหร่ายจึงพบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเติบโต นั่นคือ อุณหภูมิที่อบอุ่น แสงแดดจัด และที่สำคัญที่สุดคือธาตุอาหารที่อุดมสมบูรณ์
การวิจัยพบว่าธาตุอาหารส่วนใหญ่ของสาหร่ายมาจากการไหลบ่าของแม่น้ำอเมซอนในช่วงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำอเมซอนพาธาตุอาหาร โดยเฉพาะฟอสฟอรัสและไนโตรเจนจากการเพาะปลูก การเลี้ยงปศุสัตว์ และการตัดไม้ทำลายป่าในอเมริกาใต้ลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก
ขณะที่การผุดขึ้นของน้ำลึกบริเวณชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกในฤดูหนาวก็พาธาตุอาหารที่เข้มข้นขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยเช่นกัน แม้กระทั่งธาตุอาหารที่ลอยมาทางอากาศจากฝุ่นทะเลทรายซาฮารา ล้วนมีส่วนทำให้สาหร่ายเติบโตอย่างรวดเร็ว
พระเอกในทะเล ผู้ร้ายบนชายหาด
สาหร่ายซาร์กัสซัมสร้างความขัดแย้งที่น่าสนใจ เพราะเมื่ออยู่กลางมหาสมุทร สาหร่ายชนิดนี้ถือเป็นพระเอกของระบบนิเวศทางทะเล โดยทำหน้าที่เป็นโอเอซิสลอยน้ำซึ่งให้ที่พักพิงและอาหารแก่สัตว์ทะเลมากกว่า 100 ชนิด
ปลาบินวางไข่บนแถบสาหร่ายยักษ์นี้ เต่าทะเลสามชนิดใช้แถบสาหร่ายเป็นสถานอนุบาลในช่วงปีแรกของชีวิต ปลาหลายชนิดใช้แถบสาหร่ายเป็นที่หลบภัย อีกทั้งแถบสาหร่ายยังช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย
แต่เมื่อสาหร่ายที่หลุดจากแถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกถูกซัดเข้าสู่ชายฝั่ง มันกลับกลายเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนผู้คน เมื่อสาหร่ายเริ่มเน่าเปื่อย มันจะปล่อยก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่กลิ่นเหมือนไข่เน่าและก๊าซแอมโมเนียที่กลิ่นเหมือนปัสสาวะ
น้ำทะเลที่มีสาหร่ายแออัดจะกลายเป็นสีน้ำตาลและขุ่นมัว แสงแดดไม่สามารถส่องผ่านลงไปถึงพื้นทะเลได้ ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็น “เขตมรณะ” (dead zones) ที่สัตว์น้ำไม่สามารถอยู่รอดได้
ผลกระทบต่อระบบนิเวศ
ผลกระทบต่อแนวปะการังและทุ่งหญ้าทะเลเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างยิ่ง เมื่อแถบสาหร่ายหนาทึบคลุมอยู่เหนือแนวปะการัง แสงแดดที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของปะการังถูกบังไว้ถึง 70% ปะการังที่ขาดแสงจะเกิดความเครียดและทำให้เกิดการฟอกขาว
ทุ่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ทะเลหลายชนิด ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เมื่อถูกบดบังแสงแดด หญ้าทะเลจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และสัตว์ที่พึ่งพาทุ่งหญ้าทะเลก็สูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหาร
ป่าชายเลน ซึ่งเป็นแนวป้องกันธรรมชาติสำหรับพายุเฮอริเคนรุนแรง ก็เผชิญกับภัยคุกคามเช่นกัน ป่าชายเลนพึ่งพารากอากาศและรากหายใจใต้ดินเพื่อรับออกซิเจน แต่เมื่อแถบสาหร่ายยักษ์คลุมรากเอาไว้ ออกซิเจนก็จะไม่สามารถไหลผ่านได้
ในปี 2018 ซึ่งชายฝั่งแคริบเบียนของเม็กซิโกเผชิญหน้ากับแถบสาหร่ายยักษ์แอตแลนติกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน มีรายงานการตายของสัตว์ทะเลจำนวนมาก โดยปลาที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นทะเลและสัตว์จำพวกกุ้งปูได้รับผลกระทบมากที่สุด
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
แคริบเบียนเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก การระบาดของสาหร่ายจึงเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ค่าใช้จ่ายเพื่อเก็บกวาดสาหร่ายในแคริบเบียนเมื่อปี 2018 สูงถึง120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประมาณ โรงแรมในแถบคันคูนและเปอร์โตโมเรลอสรายงานว่าใช้เงินประมาณ 200,000 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อทำความสะอาดชายหาดและขนส่งสาหร่ายไปยังสถานที่กำจัด สมาคมโรงแรมริเวียรามายาประมาณการว่าค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดเพียงอย่างเดียวสูงถึง 130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี
ยังไม่รวมถึงการสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว การศึกษาพบว่าการท่องเที่ยวในแคริบเบียนลดลง 7-35 % ในช่วงที่มีการระบาดของสาหร่าย การท่องเที่ยวในชายฝั่งแคริบเบียนของเม็กซิโกลดลงโดยประมาณ 35 % ในปี 2018
ธุรกิจเล็กๆ เช่น ร้านให้เช่าเจ็ตสกีและร้านอาหารริมชายหาดต้องปิดกิจการชั่วคราวหรือถาวรเนื่องจากกลิ่นเหม็นและสภาพแวดล้อมที่น่าขยะแขยง การประมงก็ได้รับผลกระทบ เมื่อสาหร่ายพันอวน ทำลายเรือ และทำให้ปริมาณปลาลดลง
ผลกระทบต่อภูมิอากาศ
ที่ซับซ้อนไปกว่านั้นก็คือ สาหร่ายที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสียเอง เพราะเมื่อสาหร่ายย่อยสลาย มันจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญสองชนิด
อย่างแรกคือก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า และอีกอย่างหนึ่งคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
การศึกษาพบว่าสาหร่ายที่เน่าเปื่อยในสภาพแวดล้อมที่ขาดออกซิเจนสามารถปล่อยก๊าซมีเทนได้มากถึง 60 เท่าของน้ำทะเลปกติ ซึ่งหมายความว่าการระบาดของสาหร่ายได้ขยายปัญหาภูมิอากาศให้ร้ายแรงขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ยากจะหยุดยั้ง
จากวิกฤติสู่โอกาส
เพื่อหาทางรับมือกับปรากฏการณ์เลวนี้ รัฐบาลและนักวิจัยจึงพยายามค้นหาวิธีพยากรณ์และเฝ้าระวัง โดยมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดาได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังสาหร่ายซาร์กัสซัมซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามและพยากรณ์การเคลื่อนที่ของสาหร่าย ช่วยให้ชุมชนชายฝั่งสามารถเตรียมรับมือล่วงหน้า
นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งแนวกั้นลอยน้ำป้องกันไม่ให้สาหร่ายเข้าสู่บริเวณปะการังและชายหาดที่สำคัญ แต่วิธีนี้ต้องอาศัยการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถใช้ได้กับทุกพื้นที่ มีการพัฒนาเรือและเครื่องจักรพิเศษสำหรับเก็บสาหร่ายก่อนที่จะเข้าสู่ชายฝั่ง บางประเทศใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อกรองสาหร่ายออกจากทะเล แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่ติดมาด้วย
ขณะเดียวกัน มีการคิดค้นวิธีนำสาหร่ายไปใช้ประโยชน์ด้วยการเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า เช่น ปุ๋ยอินทรีย์สำหรับการเกษตร อาหารสัตว์ วัสดุก่อสร้าง เช่น อิฐหรือแผ่นฉนวน เชื้อเพลิงชีวภาพ กระดาษและวัสดุบรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเคมี
ในบาร์เบโดส โรงไฟฟ้าต้นแบบกำลังพัฒนาเทคโนโลยีในการเผาสาหร่ายเพื่อผลิตไฟฟ้า ในเม็กซิโก บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสาหร่าย ตั้งแต่รองเท้าไปจนถึงวัสดุชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่น
ข้อมูลอ้างอิง
https://www.epa.gov/habs/great-atlantic-sargassum-belt-gasb
https://www.sargassoseacommission.org/publications-a-news/atlantic-sargassum-belt