โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

การฆ่าตัวตายในพื้นที่สาธารณะ: บทเรียนจากต่างประเทศ และโจทย์ใหม่ของสังคมไทย

The MATTER

อัพเดต 26 ก.ย 2568 เวลา 07.56 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2568 เวลา 09.52 น. • Politics

จากกรณีเหตุการณ์พลัดตกจากที่สูงในอาคารสูงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สังคมไทยเกิดการตั้งคำถามว่า “เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร” เพื่อลดการสูญเสียที่อาจป้องกันได้

The MATTER จึงทำการรวบรวมข้อมูล ทั้งจากงานวิจัยในต่างประเทศ มาตรการที่เคยใช้จริง และนโยบายที่ไทยมีอยู่แล้ว เพื่อมองหาทางออกที่เหมาะสมในเชิงสังคม สาธารณสุข และเชิงกายภาพ

โลกเดินหน้าเรื่องนโยบาย ไทยยังตามหลัง

ความสูญเสียจากการฆ่าตัวตายนั้นเป็นโศกนาฏกรรม ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้พบเห็น ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน และชุมชน ทั้งนี้ การฆ่าตัวตายในสถานที่สาธารณะอาจมีโอกาสแทรกแซงได้ เช่น มีคนผ่านมาพบเห็นก่อน พื้นที่มีข้อจำกัด มีรั้วกั้น ฯลฯ

นโยบายสาธารณะของรัฐทั่วโลกที่ใช้เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายมีหลายแนวทางที่แตกต่างกัน แต่สามารถสรุปหลักๆ ได้ดังนี้ นโยบายสาธารณะของทั่วโลกมุ่งเน้นไปที่การสร้างยุทธศาสตร์ระดับชาติ, การจำกัดการเข้าถึงวิธีการ, การเพิ่มบริการช่วยเหลือ, การลดการตีตรา และการใช้ข้อมูลและงานวิจัยเพื่อกำหนดนโยบาย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน

ขณะที่ไทยมีการเปิดเผยหลายด้านที่สะท้อนว่านโยบายสาธารณะไทย ‘ยังมีไม่เพียงพอ’ ในบางจุด แม้ไทยจะมีนโยบายและโครงการหลายอย่าง เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายก็ตาม ทั้งสายด่วน 1323, อสม. และการบูรณาการสุขภาพจิต ฯลฯ

สอดคล้องกับข้อมูลจาก นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่กล่าวว่า หลายกรณีมีความเกี่ยวข้องกับการทำร้ายตนเอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนแรงจูงใจ

กรมสุขภาพจิตจึงเน้นย้ำถึงบทบาทของครอบครัวและคนใกล้ชิดในการสังเกตสัญญาณเตือนที่สำคัญ เช่น การโพสต์ข้อความที่สื่อถึงความสิ้นหวัง การพูดหรือฝากฝังสิ่งต่างๆ ก่อนจากไป พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงอารมณ์เศร้า หดหู่ หรือการแยกตัวออกจากสังคม สัญญาณเหล่านี้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถป้องกันและเข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา

ดังนั้น มาตรการป้องกันจำเป็นต้องมีความครอบคลุมทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสถานที่สาธารณะ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีอาคารสูง ควรพิจารณาติดตั้งแผงกั้นหรือกระจกนิรภัยที่ได้มาตรฐาน รวมถึงตาข่ายนิรภัยในจุดเสี่ยง ปรับปรุงราวกันตกให้มีความสูงอย่างน้อย 1.1 เมตร และป้องกันจุดที่อาจปีนป่ายได้ โดยใช้กระถางต้นไม้หรือวัสดุตกแต่งที่เหมาะสม พร้อมติดตั้งป้ายหรือโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ในบริเวณที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

ขณะที่ นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้ความเห็นว่าควรเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัย เช่น การให้มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง การติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีประสิทธิภาพ และการอบรมพนักงานทุกระดับให้รู้จักสังเกตพฤติกรรมที่บ่งชี้ความเสี่ยง รวมทั้งฝึกทักษะในการเจรจาเพื่อโน้มน้าวผู้ที่มีความเสี่ยงให้สามารถควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมตนเองได้

นอกจากนี้ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ควรควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อป้องกันการเข้าถึงของประชาชนและสื่อมวลชน พร้อมทั้งประสานงานกับสื่อในการสื่อสารอย่างเป็นกลาง ไม่เสนอข้อความหรือภาพที่น่าสะเทือนใจ จัดตั้งจุดให้คำปรึกษาทางจิตใจแก่พนักงานและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

เพื่อเตรียมการรับมือ เราได้รวบรวมมาตรการจากต่างประเทศ ที่ถูกคิดมาเพื่อลดและป้องกันการฆ่าตัวตายในพื้นที่สาธารณะ

แนวทางป้องกันการฆ่าตัวตายในพื้นที่สาธารณะ

งานวิจัย Preventing suicides in public places ระบุถึงแนวทางการป้องกันการฆ่าตัวตายในสถานที่สาธารณะไว้ว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

ดังนั้น การมีมาตรการที่จะช่วยขัดขวางการกระทำดังกล่าว จะทำให้บุคคลนั้นหันกลับทบทวนความคิดใหม่ หรือได้รับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น เพื่อลดการเข้าถึงวิธีการฆ่าตัวตาย (reduce access to the means of suicide) โดยเฉพาะสถานที่ที่คนมักเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง ได้แก่ ที่สูง สะพาน ทางรถไฟ ริมหน้าผา ฯลฯ ซึ่ง Public Health England กล่าวถึงขั้นตอนในการป้องกันดังนี้

การจำกัดการเข้าถึงสถานที่ที่มีสถิติการฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง ด้วยการปิดบางส่วนของสถานที่ สร้างรั้วกั้น รั้วกันกระโดด ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อคอยตรวจสอบและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายในสถานที่เสี่ยง ทั้งผ่านจากกล้องวงจรปิดและกล้องถ่ายภาพความร้อน หรือการเดินลาดตระเวนเพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือ ติดตั้งป้ายเบอร์สายด่วน ตู้โทรศัพท์ฉุกเฉินฟรี และศูนย์บริการให้ความช่วยเหลือในบริเวณพื้นที่เสี่ยง เปลี่ยนภาพลักษณ์ของสถานที่เสี่ยง จากการมีชื่อเสียงว่าเป็น ‘จุดฆ่าตัวตาย’ (suicide site) เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึก ‘ธรรมดา’ มากขึ้น ไม่ดึงดูดในแง่ลบ สื่อมวลชนรายงานตามแนวทางที่ลดแรงกระตุ้นต่อสังคม เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ เพิ่มโอกาสให้ผู้ที่กำลังมีความคิดฆ่าตัวตาย สามารถขอความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น

งานวิจัยนี้สรุปปิดท้ายว่า จำนวนการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มน้อยลง หลังพื้นที่เสี่ยงถูกติดตั้งรั้วกั้น ฉะนั้นการร่วมมือกันคือหัวใจสำคัญ จำเป็นต้องมี ‘ผู้นำ’ ที่สามารถประสานงานหลายฝ่าย เช่น หน่วยงานท้องถิ่น ตำรวจ หน่วยแพทย์จิตเวช การรถไฟ ฯลฯ เพื่อช่วยให้มาตรการดังกล่าวครอบคลุมและยั่งยืนในทุกพื้นที่

‘ญี่ปุ่น-อังกฤษ’ โมเดลป้องกันการฆ่าตัวตายในพื้นที่สาธารณะ?

หลายประเทศมีการจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์การป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติหลากหลายรูปแบบ แต่เราขอยกตัวอย่างประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ เราขอเริ่มที่ญี่ปุ่นก่อน เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญอัตราการฆ่าตัวตายสูงมายาวนาน จนมีการออกกฎหมาย Basic Act on Suicide Countermeasures หรือ กฎหมายป้องกันการฆ่าตัวตาย เมื่อปี 2006 โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้สังคมมองการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้นทุกคนในสังคมต้องตระหนักรู้และเข้าใจต้นตอของปัญหา

กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแพทย์ การศึกษา การจ้างงาน สวัสดิการ และการพัฒนาชุมชน ที่หน่วยงานทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้หลังการบังคับใช้กฎหมาย ญี่ปุ่นสามารถลดอัตราการฆ่าตัวตายลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ สหราชอาณาจักรมียุทธศาสตร์ Preventing Suicide in England เน้นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งก่อนที่จะมียุทธศาสตร์นี้ การฆ่าตัวตายถือเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของสหราชอาณาจักร รัฐบาลอังกฤษจึงได้ออกยุทธศาสตร์ป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงปี 2023-2028

โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดอัตราการฆ่าตัวตายทั่วประเทศ และเสริมสร้างระบบช่วยเหลือสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญความเสี่ยง ได้แก่ คนหนุ่มสาว ซึ่งมีแนวโน้มการทำร้ายตนเองและการคิดฆ่าตัวตายสูง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต และกลุ่มเปราะบางทางสังคมหรืออยู่ชายขอบทางสังคม รัฐบาลมีการปรับปรุงบริการสุขภาพจิตชุมชนให้ทุกคนสามารถเข้าถึง และยังลดอุปสรรคทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

การป้องกันการฆ่าตัวตายในประเทศไทย เป็นความท้าทายที่ต้องเดินหน้าต่อ

แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการและนโยบายหลายด้านในการป้องกันการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเป็นสายด่วนสุขภาพจิต 1323 การบูรณาการงานสุขภาพจิตเข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุข หรือการมีเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในระดับชุมชน แต่สิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ คือ ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรสุขภาพจิต

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย สิ่งที่นำมาปรับใช้ได้ทันที เช่น การเพิ่มรั้วกั้น, สร้างมาตรการความปลอดภัยบนสะพานและอาคารสูงที่เป็นจุดเสี่ยง, ติดตั้งป้ายสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือ QR code ข้างสะพาน สถานีรถไฟ, อบรม รปภ. ตำรวจ เจ้าหน้าที่การรถไฟ ให้คอยสังเกตสัญญาณและเข้าช่วยทันที และปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่เสี่ยงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ออกกำลังกาย เพื่อลดบรรยากาศที่กระตุ้นความคิดเชิงลบ ทั้งนี้ ข้อจำกัดเรื่องจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้ไขเช่นเดียวกัน

ประเทศไทยมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกน้อยกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) มีจำนวนไม่กี่พันคน ส่งผลให้ผู้คนต้องรอคิวพบแพทย์นาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือจังหวัดเล็กๆ ส่งผลให้คนที่มีภาวะเครียดหรือซึมเศร้าไม่สามารถเข้าถึงคำปรึกษาหรือบริการได้อย่างครอบคลุม

และอีกประเด็นที่ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง คือการรณรงค์เพื่อลดการตีตราที่ยังฝังรากลึกในสังคมไทย หลายคนลังเลที่จะเข้ารับการรักษาเพราะกลัวถูกมองว่าเป็นคนบ้า เป็นคนไม่ปกติ ดังนั้น การสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและเปิดกว้างต่อการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

โดยสรุปแล้ว การป้องกันการฆ่าตัวตายในประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าทั้งในมิติเชิงกายภาพ การติดตั้งรั้วกั้น ป้ายสายด่วน การอบรมเจ้าหน้าที่ และเชิงระบบสุขภาพจิต การเพิ่มบุคลากรฯ การลดการตีตราผู้ป่วยจิตเวช

อ้างอิงจาก

assets.publishing.service.gov.uk

jscp.or.jp

who.int (1)

gov.uk

data.parliament.uk

thaihealthrepor

hfocus.org

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanich
Editor: Thanyawat Ippoodom

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...