โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เสริมพลังให้ลำไส้ของเรา ด้วยการปรับนิสัยและการดูแลตัวเอง

Bumrungrad International

อัพเดต 23 ก.ย 2568 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2568 เวลา 03.30 น.

เสริมพลังให้ลำไส้ของเรา ด้วยการปรับนิสัยและการดูแลตัวเอง

มาดูแลสุขภาพระบบย่อยอาหารของเราตามข้อแนะนำที่ทำตามได้ไม่ยากเรื่องอาหาร การดื่มน้ำ การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด มาเรียนรู้กันถึงนิสัยที่ช่วยให้ลำไส้ของเราเคลื่อนไหว วิธีป้องกันอาการท้องผูก และเมื่อถึงจุดที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตยังไม่พอ

สิ่งที่เราเลือกในการใช้ชีวิตประจำวันของเรากำหนดจังหวะการทำงานของลำไส้

ระบบย่อยอาหารที่ทำงานได้ดีต้องอาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อที่ประสานสัมพันธ์กัน หรือที่เรียกว่าการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร เพื่อเคลื่อนย้ายอาหารจากหลอดอาหารไปยังลำไส้ใหญ่ส่วนปลายได้อย่างราบรื่น แม้ว่าพันธุกรรมและโรคประจำตัวจะมีบทบาท แต่นิสัยประจำวันก็มีอิทธิพลอย่างมาก การงดอาหารไปบางมื้อ การบริโภคใยอาหารน้อยเกินไป การดื่มน้ำไม่เพียงพอ และการใช้ชีวิตเร่งรีบและนั่งอยู่กับที่เป็นประจำ ล้วนส่งผลต่อจังหวะการทำงานของลำไส้และทำให้เกิดความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารได้ การดูแลตนเองอย่างง่ายๆ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานเป็นปกติและบรรเทาอาการทั่วไป เช่น ท้องอืด ท้องผูก และอาการแสบร้อนกลางอกได้

บำรุงดูแลลำไส้ด้วยมื้ออาหารที่สมดุลและมีใยอาหาร

  • รับประทานอาหารเป็นมื้อตรงตามเวลา ระบบย่อยอาหารของเราจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อทำงานเป็นกิจวัตร การงดอาหารเช้าหรือการรับประทานอาหารแต่ละมื้อในเวลาที่ไม่แน่นอนอาจทำให้ระบบย่อยอาหารสับสนได้ ควรรับประทานอาหารที่มีความสมดุลให้ครบสามมื้อ และหากจำเป็น ให้รับประทานของว่างมื้อเล็กๆ ในเวลาเดียวกันในแต่ละวัน
  • ให้ความสำคัญกับใยอาหาร ผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืชต่างๆ มีใยอาหารทั้งแบบละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ขอให้ค่อยๆ เพิ่มใยอาหารเพื่อไม่ให้เกิดอาการท้องเฟ้อหรือท้องอืด และควรดื่มน้ำควบคู่ไปด้วย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ น้ำจะช่วยให้อุจจาระนิ่มลงและช่วยให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้อย่างราบรื่น ชาสมุนไพรและน้ำซุปก็มีส่วนช่วยให้มีปริมาณน้ำในร่างกายเพียงพอ แต่ควรจำกัดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำตาลซึ่งอาจทำให้ลำไส้ระคายเคือง

เคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหว

การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และลดความเครียด แม้แต่การออกกำลังกายสั้นๆ เช่น การเดินเร็ว 20 นาทีหลังอาหาร ก็สามารถช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นได้ ลองทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน โยคะ หรือเต้นรำ การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานสามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายและช่วยป้องกันภาวะกลั้นการขับถ่ายไม่อยู่ได้

จัดการความเครียดและนอนหลับเพื่อให้ลำไส้ได้พักอย่างสงบบ้าง

สมองและลำไส้เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ความเครียดเรื้อรังและการนอนไม่เพียงพอสามารถทำให้เกิดภาวะอวัยวะภายในช่องท้องไวเกินและทำให้การเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารติดขัด ขอให้ลองใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น:

  • การหายใจเข้าลึกๆ หรือการทำสมาธิแบบฝึกสติ
  • โยคะหรือไทชิเพื่อผสมผสานการเคลื่อนไหวและสมาธิ
  • การนอนหลับอย่างเพียงพอ (7-8 ชั่วโมงต่อคืน) เพื่อให้ระบบประสาทได้พักก่อนเริ่มทำงานใหม่

ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตยังไม่พอ

แม้ว่าการดูแลตนเองจะช่วยบรรเทาปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารได้ แต่อาการเรื้อรังหรือรุนแรง เช่น อาการแสบร้อนกลางอกเรื้อรัง กลืนลำบาก ปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ ท้องผูก หรือท้องเสียต่อเนื่อง อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารที่เป็นพื้นฐาน การประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ระบบทางเดินอาหาร นักกำหนดอาหาร และนักบำบัด ช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำและรักษาได้ตรงจุด หากจำเป็นต้องตรวจทดสอบ เช่น การตรวจการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร การตรวจกรดไหลย้อน หรือการตรวจลมหายใจ ทีมงานของโรงพยาบาลจะแนะนำวิธีการเตรียมตัว (โดยมักจะให้งดอาหารสี่ถึงแปดชั่วโมงและหยุดยาบางชนิด)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. อาหารชนิดใดบ้างช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น
อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวโอ๊ต แอปเปิล ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว ถั่ว และถั่วเลนทิล ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ อาหารหมักดอง เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ และกิมจิ มีแบคทีเรียที่มีประโยชน์ซึ่งช่วยสนับสนุนการย่อยอาหาร ไขมันดีจากน้ำมันมะกอก ถั่ว และอโวคาโด ช่วยหล่อลื่นลำไส้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องเฟ้อหรือท้องอืดได้
2. การออกกำลังกายสามารถป้องกันอาการท้องผูกได้จริงไหม
จริง การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและกระตุ้นกล้ามเนื้อของทางเดินอาหาร ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของลำไส้ แม้แต่กิจกรรมเบาๆ เช่น การเดินหรือการยืดกล้ามเนื้อ ก็สามารถช่วยให้อุจจาระเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ใหญ่ได้
3. จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหาร FODMAP ทั้งหมดไหม (อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตสายสั้นที่ร่างกายย่อยและดูดซึมได้ยาก)
ไม่จำเป็น ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนบางรายได้รับประโยชน์จากการอดอาหารประเภท FODMAP บางชนิดเป็นการชั่วคราวภายใต้คำแนะนำของนักกำหนดอาหาร อย่างไรก็ตาม อาหารที่มีกากใยสูงหลายชนิดมีประโยชน์ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้เลิกหรือหลีกเลี่ยงไปทั้งหมดแบบเหมารวม เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
4. โปรไบโอติกส์หรืออาหารเสริมจำเป็นไหม
โปรไบโอติกส์อาจเป็นประโยชน์ต่อบางคนโดยช่วยให้ไมโครไบโอมหรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่โปรไบโอติกส์ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง การรับประทานอาหารที่หลากหลายซึ่งอุดมไปด้วยไยอาหารและอาหารหมักดองมักให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริมเสมอ
5. เมื่อไหร่ถึงควรจะไปขอคำแนะนำจากแพทย์
หากมีอาการแสบร้อนกลางอกเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดออก ปวดท้องอย่างรุนแรง กลืนลำบาก อาเจียนบ่อย หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไปอยู่นานกว่าสองสามสัปดาห์ ควรไปพบแพทย์ การประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเราไม่ได้มองข้ามอาการร้ายแรงต่างๆ ไป และได้รับการรักษาที่เหมาะสม
การบำรุงดูแลระบบย่อยอาหารของคุณด้วยการฉลาดเลือกรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และการมีวิธีจัดการความเครียด จะส่งเสริมให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งร่างกายรู้สึกสุขสบายมากขึ้น จำไว้ว่าอาการเรื้อรังควรได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางและเมื่อนั้น ลำไส้จะบอกขอบคุณที่เราคอยเฝ้าดูแล
ขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์เฉพาะทางด้านการทำงานระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
เรียบเรียงโดย ศ.นพ. สุเทพ กลชาญวิทย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...