e-Fuels ต้นแบบเชื้อเพลิงสะอาด ‘บางจาก’ เร่งศึกษาหวังใช้ทดแทนน้ำมัน
แม้ว่าทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมุ่งสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า แต่การคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงเหลวที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงและสามารถจัดเก็บได้สะดวก ขณะที่เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Electrofuels หรือ e-Fuels) กำลังได้รับการจับตามอง ในฐานะ “คำตอบสำคัญ” และอาจเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของยุคพลังงานที่จะเข้ามาทดแทนการใช้น้ำมันหรือยานยนต์ไฟฟ้าได้ในอนาคต
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงาน ENEOS Corporation ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% ในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมในญี่ปุ่น โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการวิจัย e-Fuels และทดลองเชิงพาณิชย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติ (NEDO) ภายใต้กองทุน Green Innovation Fund ของรัฐบาลญี่ปุ่น มีกำลังการผลิตประมาณ 1 บาร์เรลต่อวัน หรือเท่ากับ 159 ลิตรต่อวัน และเริ่มทดลองใช้กับรถบัสขนส่งจากโยโกฮามาสู่โอซากา
e-Fuels คำตอบสุดท้าย
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน แอมโมเนีย เทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage หรือ CCUS) ซึ่งอาจพิจารณาเป็นการลงทุนร่วมกับพาร์ตเนอร์ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ กำลังเป็นที่นิยมและถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สอดรับกับการเติบโตของประเทศไทย
อย่างไรก็ดี บางจากมองเห็นโอกาสและอยู่ระหว่างศึกษา e-Fuels ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน เมื่อเปรียบเทียบพบว่าปัจจุบันทั่วโลกมียานยนต์ราว 1,500 ล้านคัน ราว 20 ล้านคัน เป็นยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นการเปลี่ยน Ecosystem ของรถยนต์ไปสู่ระบบไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่จะต้องใช้ต้นทุนหรือมีความยุ่งยากมาก จึงเกิดแนวคิดการใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม แต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม e-Fuels จึงเป็น “คำตอบสุดท้าย” ที่จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนในระหว่างการเปลี่ยนผ่านได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด
แยกไฮโดรเจนจากน้ำ-จับคาร์บอน
e-Fuels เป็นเชื้อเพลิงเหลวที่มีสารตั้งต้นจากไฮโดรเจนสะอาดและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยกระบวนการผลิตอาศัยไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานหมุนเวียนถูกนำมาใช้ในกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) เพื่อแยกโมเลกุลของน้ำ ออกเป็นก๊าซไฮโดรเจน และก๊าซออกซิเจน ทำให้ได้ไฮโดรเจนสะอาด
ขณะเดียวกันก็มีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปล่องโรงงานหรือจากอากาศ เมื่อผสมไฮโดรเจนเข้ากับคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านปฏิกิริยาทางเคมีจะได้ของเหลวที่เรียกว่า “น้ำมันดิบสังเคราะห์” ของเหลวนี้จะถูกนำไปกลั่นและปรับแต่งจนได้เชื้อเพลิง เช่น เชื้อเพลิงเบนซินสังเคราะห์ (e-Gasoline), เชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์ (e-Diesel) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนสังเคราะห์ (e-SAF) ที่สามารถแปรรูปต่อเป็นน้ำมันสำหรับเดินทางหรือขนส่ง เช่น รถ รถบรรทุก เครื่องบิน เรือ ซึ่งสามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบภายในใหม่
ต้นทุนแพงกว่าน้ำมันปกติ 4 เท่า
อย่างไรก็ดี e-Fuels ของ ENEOS Corporation ปัจจุบันยังไม่สามารถทำธุรกิจในเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากการผลิต e-Fuels ยังมีต้นทุนที่แพงกว่าไฮโดรคาร์บอนหลายเท่า เนื่องจากต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่มีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อเปรียบเทียบเชื้อเพลิงธรรมดามีราคาอยู่ที่ประมาณ 180 บาทต่อลิตร ขณะที่ e-Fuels มีราคาสูงถึง 700 บาทต่อลิตร
ขณะเดียวกันโครงการ e-Fuels ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงการทดลองหรือโรงงานนำร่อง (Pilot-demo Scale) แม้จะพิสูจน์ศักยภาพได้แล้ว แต่การขยายกำลังผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรมยังต้องใช้เวลาและเงินลงทุนอีกมาก อีกทั้งการผลิต การขนส่ง และการจัดเก็บ e-Fuels ยังไม่มีระบบรองรับที่เพียงพอในปัจจุบัน ทำให้การกระจายและการใช้งานในวงกว้างยังมีข้อจำกัด และหากยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนหรือมาตรการสนับสนุน เช่น แรงจูงใจทางการเงินหรือการกำหนดสัดส่วนการใช้ นักลงทุนก็อาจชะลอการตัดสินใจ เพราะยังมองไม่เห็นความมั่นใจในตลาดระยะยาว
ข้อมูลจาก International e-Fuels Observatory (ปี 2025) ระบุว่า มีโครงการ e-Fuels เกือบ 120 โครงการ ใน 28 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนำร่องไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อีกทั้งมีการประเมินว่ากำลังการผลิต e-Fuels ทั่วโลกอาจมีกว่า 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 แม้หลายโครงการยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่กำลังเร่งผลักดันให้ e-Fuels ก้าวสู่การผลิตเชิงพาณิชย์จริงในอนาคตอันใกล้
โดยโครงการ e-Fuels ในหลายภูมิภาคทั่วโลก แต่ละแห่งมีลักษณะและเป้าหมายต่างกันไป ตั้งแต่การทดลองในระดับสาธิต การทดสอบกับเครื่องยนต์จริง ไปจนถึงโรงงานเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เช่น 1) โครงการนำร่องของ Porsche และ HIF Global ประเทศชิลี ใช้พลังงานลมใน Patagonia ผลิต e-Methanol และ e-Gasoline เริ่มเดินเครื่องเชิงสาธิตปี 2565 มีกำลังผลิตเริ่มต้นราว 130,000 ลิตรต่อปี และมีแผนขยายสู่ระดับเชิงพาณิชย์
2) โรงงาน ERA ONE ของ INERATEC ที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์จริงในเดือนมิถุนายน 2568 ถือเป็นโรงงาน e-Fuels ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป กำลังการผลิตสูงสุด 2,500 ตันต่อปี ผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากไฮโดรเจนสะอาดและคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อใช้ในภาคการบินและการขนส่ง และ 3) โรงงานที่เมือง Mosjoen ประเทศนอร์เวย์ ตั้งเป้าเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2569 ระยะแรกมีกำลังผลิตราว 25 ล้านลิตรต่อปี และมีแผนขยายต่อเนื่อง เพื่อป้อนตลาดการบินยุโรปในอนาคต
บางจากพร้อมลุยถ้ารัฐหนุน
นายชัยวัฒน์กล่าวด้วยว่า หากท้ายที่สุดเราสามารถผลิต e-Fuels ได้สำเร็จ เชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดที่ใช้ในกระบวนการผลิตจะถูกดักจับจากอากาศ ก่อนจะถูกนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเชื้อเพลิงสำหรับการขับเคลื่อนยานยนต์ ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ จึงถือได้ว่าเป็นคำตอบสำคัญและคำตอบสุดท้ายของพลังงานสะอาดในอนาคต
“โอกาสที่จะได้เห็น e-Fuels ในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าโครงการของ ENEOS Corporation ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ขณะที่บางจากมองเห็นศักยภาพและโอกาสในการลงทุน หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในอนาคตคาดว่าจะมีความร่วมมือกับ ENEOS ด้วย”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : e-Fuels ต้นแบบเชื้อเพลิงสะอาด ‘บางจาก’ เร่งศึกษาหวังใช้ทดแทนน้ำมัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net