ข้อสังเกตต่อข้อตกลงจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในการเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
3 กันยายน 2568 พรรคประชาชน แถลงต่อสาธารณะว่า พร้อมจะลงมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเสนอเงื่อนไขให้ยุบสภาใน 4 เดือน ต้องไม่ดำเนินการเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล พร้อมเป็นฝ่ายค้าน และต้องดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ซึ่งจากเอกสารข้อตกลงร่วมระหว่างสองพรรคการเมือง ที่ลงนามโดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีข้อความตกลงเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของรัฐบาลชั่วคราวที่จะตั้งขึ้น ดังนี้
"ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย จะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว"
เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่ติดตามและผลักดันให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาตลอดตั้งแต่ปี 2563 และถูกขัดขวางกระบวนการหลายครั้งโดยพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคภูมิใจไทยร่วมอยู่ด้วย ขอตั้งข้อสังเกตต่อข้อตกลงในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนี้
1. ข้อตกลงฉบับนี้มีการตกลงกันไว้สำหรับเงื่อนไขสองกรณี เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีนัดลงมติวินิจฉัยในวันที่ 10 กันยายน 2568 ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจำเป็นต้องทำประชามติ "ก่อน" เริ่มกระบวนการทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งจะตอบคำถามว่า ต้องทำประชามติทั้งหมด 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ข้อตกลงฉบับนี้คิดเผื่อไว้แล้วว่า หากจำเป็นต้องทำประชามติก่อน ก็จะจัดให้มีการทำประชามติ "โดยเร็ว" และหากไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อน ก็จะมีการบรรจุวาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 "โดยเร็ว" เป็นขั้นตอนแรก
อย่างไรก็ดี ข้อตกลงฉบับนี้ยังไม่ได้คิดเผื่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญออกคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น เช่น ศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ได้วินิจฉัยให้ชัดเจน แต่ให้อ้างอิงคำวินิจฉัยเดิมที่เคยให้ไว้เมื่อปี 2564 หรือศาลอาจแสดงความคิดเห็นให้คำแนะนำให้รัฐบาลและรัฐสภาต้องจัดทำขั้นตอนอื่นๆ เกิดขึ้นนอกเหนือจากการทำประชามติด้วย หรือศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สามารถทำได้เลย ก็ยังเป็นไปได้ ซึ่งข้อตกลงฉบับนี้ไม่อาจคิดเผื่อสถานการณ์ในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จึงเป็นข้อตกลงที่มีโอกาสเปิดช่องให้ "เบี้ยว" กันได้ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในวันที่ 10 กันยายน 2568 และมีเนื้อหามากไปกว่าทั้งสองกรณีที่อยู่ในข้อตกลงฉบับนี้
2. ข้อตกลงฉบับนี้ ยังขาดรายละเอียดสำคัญ คือ "คำถาม" ที่จะใช้ถามประชาชนในการออกเสียงประชามติ เพราะก่อนหน้าที่ภายใต้รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ของพรรคเพื่อไทย หลังจากมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองมาศึกษาแนวทางการทำประชามติเสร็จสิ้น คณะรัฐมนตรีเคยแถลงแนวทางแล้วว่า จะทำประชามติโดยตั้งคำถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นคำถามที่มีสองประเด็นอยู่ในคำถามเดียวกัน และอาจก่อให้เกิดความสับสนของประชาชนที่ไปออกเสียง และส่งให้ให้การทำประชามติไม่ประสบความสำเร็จหรือก่อให้เกิดปัญหาต้องตีความตามมาภายหลังอีก
เนื่องจากในข้อตกลงฉบับนี้ไม่ได้มีรายละเอียด หรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการตั้งคำถามในการทำประชามติให้แน่นอนว่า จะได้คำถามที่เรียบง่ายและเปิดกว้าง จึงยังมีจุดอ่อนที่เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ออกแบบคำถามประชามติที่อาจตามมาด้วยปัญหาอีกมากในอนาคต และทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ภราดร ปริศนานันทกุล ยังตอบคำถามเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญไว้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ว่า ในประเด็นเรื่องการตั้งคำถามนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจ และจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องคำถามภายหลัง ซึ่งอาจเปิดช่องให้ "เบี้ยว" การทำประชามติภายในกรอบเวลาออกไปอีก
3. ข้อตกลงฉบับนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงกลไกสำคัญในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดไว้ว่าการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ "ทุกเรื่อง" ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย 1 ใน 3 หรืออย่างน้อย 67 เสียงของสว. ชุดปัจจุบัน และสว. ชุดปัจจุบันก็ชัดเจนว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะรองประธานวุฒิสภาที่ปรากฏภาพภายเรือให้อนุทิน ชาญวีรกูล และเคยเป็นที่ปรึกษาของอนุทินมาก่อนสมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
หากพรรคภูมิใจไทยดำเนินการตามข้อตกลงไม่บิดพลิ้ว แต่สมาชิกวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยจนครบ 1 ใน 3 กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะถูก "คว่ำ" ไปในที่สุด โดยที่พรรคภูมิใจไทยสามารถอ้างได้ว่า ตัวเองไม่ได้ทำผิดข้อตกลงแต่อย่างใด โดยเฉพาะในข้อตกลงที่เขียนไว้ช่วงท้ายว่า "จะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม … ในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้…" หมายความว่าหากทำไม่เสร็จ ซึ่งอาจเป็นเพราะสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นเพราะความล่าช้าในทางเทคนิคกระบวนการ ก็จะเปิดโอกาสให้ "เบี้ยว" การยุบสภาตามกรอบที่วางไว้ 4 เดือนได้
นอกจากสามประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญยังมีข้อสังเกตอีกว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติผ่านร่างแก้ไขพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ แล้ว ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการทำประชามติ จากการใช้เสียงข้างมากสองชั้นที่กำหนดไว้ในกฎหมายเดิม ให้เป็นการใช้เสียงข้างมากธรรมดา ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้การทำประชามติผ่านได้ "ง่ายขึ้น" แต่ร่างฉบับดังกล่าวยังไม่ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา และยังไม่มีผลบังคับใช้ จึงยังมีคำถามว่า หากการจัดทำประชามติภายใต้รัฐบาลชุดใหม่เกิดขึ้นก่อนที่ราชกิจจานุเบกษาจะประกาศแก้ไขพ.ร.บ.ประชามติฯ การทำประชามตินั้นจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมหรือหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งหวังว่า ข้อถกเถียงนี้จะหมดไปหากมีประกาศราชกิจจานุเบกษาออกมาในเร็ววันเพื่อลบข้อคำถามทางกฎหมายนี้ และออกมาก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะประกาศให้มีการทำประชามติ