โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไม ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ถึงทะยานไม่หยุด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 15.54 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

ในยุคที่ ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ทำลายสถิติราคาสูงสุดใหม่ (All-Time High) อย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหลายรายกำลังเผชิญกับคำถามเดียวกัน “ตอนนี้ยังเข้าลงทุนได้อีกหรือไม่” บางคนกังวลว่าการเข้าลงทุนในขณะที่ราคาหุ้นอยู่ในระดับสูงสุดอาจเสี่ยงต่อการสูญเสีย ขณะที่อีกกลุ่มรู้สึกเสียใจที่ “ตกรถ” และพลาดโอกาสในการทำกำไรจากการฟื้นตัวของตลาดที่ผ่านมา

พงษ์ธร ถาวรธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. ลีฟแคปปิตอล จำกัด ได้เขียนบทความเรื่อง 5 เรื่องต้องรู้ กับหุ้น All-Time High โดยระบุว่า ความจริงแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การเข้าใจพฤติกรรมของตลาดทุนและการวางแผนการลงทุนที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา เผชิญกับความไม่แน่นอนมากมาย ทั้งนโยบายการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัญหาหนี้สินภายในประเทศ แต่ตลาดหุ้นกลับปรับขึ้นจนทำ All-Time High (จุดสูงสุดตลอดกาล)อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ช่วยคลี่คลายความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ คือ

ความชัดเจนด้านนโยบายการค้า ประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า (Tariff) มีความชัดเจนขึ้นต่อเนื่อง สามารถช่วยลดความไม่แน่นอนและสนับสนุนให้มูลค่าหุ้นเพิ่มสูงขึ้น
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กฎหมายภาษีและงบประมาณขนาดใหญ่ หรือ One Big Beautiful Bill ก็ผ่านสภาแล้ว จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้อย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูง แต่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกายังคงออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานที่ดีเกินคาด
5 ประเด็นสำคัญ ตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ครึ่งปีหลัง

ความชัดเจนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ลงทุนในสหรัฐอเมริกามากขึ้น แต่คำถามตามมา คือ หากสนใจลงทุนในครึ่งหลังปีนี้จะทันหรือไม่ คำตอบคือ สามารถลงทุนได้แต่ควรพิจารณา 5 ประเด็นเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

1. ตลาดหุ้นนำเศรษฐกิจจริงเสมอ (อย่ารอจนสายเกินไป)

โดยปกติตลาดหุ้นจะวิ่งนำเศรษฐกิจประมาณ 6 - 9 เดือน สิ่งที่เห็นตลาดหุ้นปรับขึ้นในตอนนี้ คือ การสะท้อนถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลังไปแล้วส่วนหนึ่ง เช่น ดัชนี S&P500 เคยปรับลดลงแรง 20% เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพราะกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อ แต่การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นสะท้อนความเชื่อมั่นใหม่เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้น อย่ารอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนแล้วค่อยเข้าลงทุน เพราะหุ้นอาจปรับขึ้นไปก่อนแล้ว

2. อนาคตเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น (โอกาสของนักลงทุน)

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มลงทุนหรือทยอยเข้าลงทุน ถือเป็นข่าวดี เพราะช่วงครึ่งปีหลังคาดการณ์ว่าสถานการณ์การลงทุนจะมีความแน่นอนมากกว่าความไม่แน่นอน ความชัดเจนจะมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ทิศทางเงินเฟ้อที่เข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) และข้อตกลงเรื่องภาษีนำเข้าที่หาข้อสรุปได้ ซึ่งตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกกับความชัดเจนเหล่านี้ ทำให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

3. ความขัดแย้ง/สงคราม ไม่มีผลในระยะยาว (อย่าตื่นตระหนกเกินไป)

หลายครั้งที่เห็นข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จนเกิดความกังวล แต่ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความขัดแย้งหรือสงครามไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะยาว แม้จะมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียด เช่น ความไม่แน่นอนของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ตลาดหุ้นก็ยังคงแข็งแกร่ง ที่จบลงอย่างรวดเร็วใน 12 วัน เพราะประวัติศาสตร์ชี้ว่าความขัดแย้งในภูมิภาคมักไม่กระทบวงจรเศรษฐกิจโลกมากนัก ดังนั้น หากในครึ่งปีหลังเกิดความกังวลเรื่องสงครามขึ้นมาอีกครั้ง นักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไป ควรตั้งสติให้ดี แล้วมองภาพรวมระยะยาว

4. หุ้นกลุ่ม AI และ Big Tech ยังคงเดินหน้าต่อ (เทคโนโลยี คือ อนาคต)

ก่อนหน้านี้มีหลายฝ่ายกังวลว่าการลงทุนในเทคโนโลยีมากเกินไป หรือการเข้ามาของ Deepfake อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่สถานการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่ายังไม่เกิดขึ้นจริง บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (เช่น Google, Amazon, Nvidia) ยังคงสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการได้ตามข้อตกลง

กระแสลงทุนใน AI ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนตลาด โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา เช่น NVIDIA ที่ยังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง หุ้นที่มีงบการเงินแข็งแกร่ง มีอนาคต และมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นกลุ่มที่น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้ในครึ่งปีหลัง

5. ความเสี่ยงของการจับจังหวะตลาด (ลงทุนระยะยาว คือ คำตอบ)

การพยายามจับจังหวะเพื่อซื้อที่จุดต่ำสุดหรือขายที่จุดสูงสุดเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และอาจทำให้เสียโอกาสในการทำกำไรได้มาก โดยข้อมูลแสดงให้เห็นว่าในช่วงเดือนมีนาคม - กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีเงินทุนกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหลออกจากสินทรัพย์ลงทุนในสหรัฐอเมริกา และตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วจากความกังวล

ซึ่งหมายความว่านักลงทุนจำนวนมากพลาดโอกาสในการทำกำไรจากการฟื้นตัวของตลาด ดังนั้น หากตอนนี้รู้สึกว่า “ตกรถ” ก็ไม่ได้ตกรถคนเดียว ยังมีคนอีกมากที่พลาดโอกาสไปพร้อมกัน สะท้อนว่าการตัดสินใจจากอารมณ์หรือข่าวระยะสั้นมักนำไปสู่ผลตอบแทนที่ไม่ดี นักลงทุนจึงควรเน้นการลงทุนระยะยาวและหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อหุ้นที่ปรับขึ้นแรง

คำแนะนำการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2568

สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นสหรัฐอเมริกา มาโดยตลอดและได้รับผลตอบแทนที่ดี แนะนำให้ Stay Invest หรือคงการลงทุนต่อไป แม้ตลาดจะดูแพงแล้วก็ตาม แต่คำแนะนำ คือ

  • กระจายการลงทุนไปในกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก เน้นธุรกิจที่กำลังเติบโตและราคาหุ้นยังไม่ได้แพงเกินไป
  • กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา (เช่น Big Beautiful Build) มี 4 กลุ่มหลักที่น่าสนใจได้แก่ Biotech, Fintech (ที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency), AI, และพลังงานนิวเคลียร์
  • หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 (นางฟ้าทั้ง 7) หากถือหุ้นกลุ่มนี้และพอใจกับผลตอบแทนก็ไม่จำเป็นต้องขาย แต่สำหรับเงินลงทุนก้อนใหม่ควรการกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มอื่น ๆ
  • กระจายความเสี่ยงไปหลายประเทศ แม้ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาจะทำ All-Time High แต่ปีนี้ตลาดหุ้นอื่น ๆ เช่น ยุโรป เยอรมนีหรือเกาหลีใต้ ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน จึงควรกระจายเงินลงทุนไปในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 70% กำลังมีนโยบายปรับอัตราลดดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกทั้งตลาดหุ้นทั้งในตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้ว
  • สินทรัพย์ทางเลือก การลงทุนในน้ำมันน่าสนใจกว่าทองคำ เพราะทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ที่น่าสนใจมากนักในวันที่สถานการณ์ต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้น (เช่น นโยบายการค้า สงคราม) เพราะทองคำมักจะปรับตัวขึ้นในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง

การที่หุ้นสหรัฐอเมริกาทำจุดสูงสุดใหม่ สะท้อนความเชื่อมั่นต่ออนาคตจากหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ความชัดเจนของนโยบาย ความแข็งแกร่งต่อความเสี่ยงโลก และนวัตกรรม AI แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเข้าใจหลักการลงทุนและนำไปปรับใช้กับพอร์ตอย่างมีวินัย “จงอย่ากลัวที่จะพลาดโอกาส แต่จงกลัวที่จะไม่เรียนรู้และปรับตัว” เพราะการลงทุน คือ การเดินทางระยะยาว

ที่มา : setinvestnow.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...