โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“Telling China’s Story Well” ประเทศจีนกลัวอะไรในงานศิลปะ?

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 14 ส.ค. 2568 เวลา 13.44 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2568 เวลา 13.44 น.
ภาพไฮไลต์

เรื่องบางเรื่องเวลาเล่าออกไปอาจดูเหมือนเรื่องแต่งเสียดสีเหน็บแนมมากกว่าความจริง

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มีการถอดและเซ็นเซอร์งานศิลปะจากนิทรรศการกลุ่มชื่อ‘ดาราภิวัตน์ ■ ภูมิทัศน์เงา: สำรวจกลไกระดับโลกของความเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ระบอบอำนาจนิยม’ นิทรรศการซึ่งนำเสนอศิลปะที่พูดถึงจุดร่วมกันของรัฐอำนาจนิยมจากศิลปินผู้เคยอาศัยอยู่หรือถูกเนรเทศออกจากประเทศเหล่านั้น เช่น พม่า อิหร่าน รัสเซีย ซีเรีย มีประเทศอื่นๆ อยู่ในลิสต์ แต่ชื่อเหล่านั้นถูกเทปสีดำปิดทับหายไป

หนังบางเรื่องถูกเซ็นเซอร์ งานบางงานหายไป ธงบางผืนหายไป คำบางคำถูกแปะเทปดำ เช่น ฮ่องกง ทิเบต และอุยกูร์ ไซ คิวเรเตอร์ชาวพม่าผู้ดูแลนิทรรศการนี้กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่ามีเจ้าหน้าที่จากสถานทูตจีนและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรุงเทพเดิน “เข้ามาในงานแล้วบอกให้ปิดมันลงเสีย” หลังจากนั้นไม่นานก็มีอีเมลส่งถึงสำนักข่าวรอยเตอร์สตามมาว่านิทรรศการดังกล่าวถูกตักเตือนว่าจะ ‘เสี่ยงที่จะสร้างแรงเสียดทานทางการทูตระหว่างไทยและจีน’

“นิทรรศการนี้บ่อนทำลายเรื่องที่จีนกำลังผลักดันและเกียรติยศทางการเมืองของประเทศ…การที่ประเทศผู้เกี่ยวข้องจัดการงานเหล่านี้อย่างรวดเร็วแม่นยำแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอข้อมูลเท็จเช่น ‘ขบวนการเอกราชทิเบต’ ‘ขบวนการอิสลามเตอร์กีสถานตะวันออก’ และ ‘ขบวนการเอกราชฮ่องกง’ นั้นไม่มีค่าทางการตลาดในสายตานานาชาติและไม่เป็นที่นิยม” กระทรวงการต่างประเทศจีนตอบสำนักข่าวรอยเตอร์ส

การนำงานออกดังกล่าวนำไปสู่บทสนทนามากมายในหมู่คนที่สนใจศิลปะ บทสนทนาเช่น การที่จีนมีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจถอดงานในประเทศอื่นได้หมายความว่ายังไงกับเสรีภาพในการแสดงออกของเรา และ BACC ในฐานะหอศิลป์ระดับท็อปของประเทศยังเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับศิลปะหรือไม่

คำติดปากของเราเวลาที่องค์กรสักอย่างในไทย ‘กระทำตามใจจีน’ คือการบอกว่าประเทศไทยคือ ‘มณฑลไท่กั๋ว’ เป็นเหมือนการอนุมานว่าเหตุที่ประเทศของเราต้องโอนอ่อนตามคำขอของประเทศจีนเป็นเพราะว่าเราเป็นประเทศตัวน้อยที่ไร้อำนาจและต้องเกาะเกี่ยวกับพี่จีนเพื่อผลประโยชน์ เป็นการอนุมานว่าถ้าไม่ใช่ไทย เรื่องราวเช่นการถอดงานศิลปะแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว

หนึ่งในบทสนทนาที่เกิดขึ้นจากกรณีนี้คือ ‘จีนกลัวอะไรศิลปะนัก’ เนื่องจากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่งานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับจีนที่จัดแสดงต่างประเทศถูกองค์กรจีนกดดันให้เซ็นเซอร์หรือถอดออก แต่มันเกิดขึ้นมาแล้วในหลากหลายพื้นที่ในโลก แม้แต่ในทวีปยุโรปซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลางศิลปะของโลก

องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่โฟกัสเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกชื่อIndex on Censorship ทำชิ้นงานรวบรวมข้อมูลเรื่องการเซ็นเซอร์งานศิลปะโดยรัฐบาลจีนเอาไว้เมื่อปี 2022 งานเขียนดังกล่าวพาเราไปมองตั้งแต่วิธีการ ผลกระทบ และเหตุที่จีนต้องคอยจับตางานศิลปะทั่วโลกไว้เสมอ

งานเขียนชิ้นนี้เริ่มต้นที่การพูดถึงสโลแกน“Telling China’s Story Well” หรือที่แปลตรงตัวว่า “เล่าเรื่องจีนให้ดี” สโลแกนดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2013 หรือปีแรกที่สีจิ้นผิงขึ้นนั่งตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศจีน การเล่าเรื่องดีๆ ในที่นี้มีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ประกอบหลัก คือ:

1. เล่าถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Chinese Communist Party/CCP) ว่าเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ

2. เล่าถึง ‘ฝันแบบจีน’ (Chinese Dream) นั่นคือฝันที่ประเทศจีนจะยิ่งใหญ่ มั่งคั่ง และมีสุข

3. เล่าถึงวัฒนธรรมและรากเหง้าของจีน CCP เชื่อว่าวัฒนธรรมเก่าๆ ของประเทศคือซอฟต์พาวเวอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด

สโลแกนดังกล่าวเป็นการตั้งเป้าหมายการสื่อสารเกี่ยวกับจีนไปสู่โลกภายนอก โดยการส่งสารที่ว่าไม่ได้มาจากเพียงรัฐบาล แต่จากประชาชนทุกคน สำนักข่าวทุกสำนักข่าว และที่สำคัญคือจากศิลปินผู้มาจากจีน ผู้มีเชื้อสายจีน ผู้ทำงานเชื่อมโยงกับจีน กับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของจีน

ข้อสังเกตที่ทาง Index ตั้งขึ้นมาคือการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนแทรกตัวไปอยู่ในองค์ประกอบของเรื่องเล่าที่ดีนั้นเป็นการบอกกลายๆ ว่าค่านิยมของจีนก็คือค่านิยมของพรรค การวิพากษ์พรรคคือการวิพากษ์จีน การไม่เห็นด้วยกับทิศทางของพรรคคือการหักหลังประเทศจีน และการพูดอะไรที่พรรคตัดสินว่า ‘เป็นเท็จ’ ก็คือการหลอกลวงคนจีน

“ในมุมมองของสีจิ้นผิง ภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ของจีนนั้นเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและความสับสน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้หากประเทศนี้มีศิลปินที่รักและหวงแหนชาติ” Index เขียน เหตุผลหลักที่มหาอำนาจเช่นจีนจำเป็นต้องแคร์วิธีการที่ศิลปินเล่าเรื่องของพวกเขานั้นเป็นเพราะว่าพวกเขาเข้าใจพลังอำนาจของวัฒนธรรมและเรื่องเล่า

ส่วนสำคัญของรายงานชิ้นนี้โดย Index คือการแจกแจงวิธีการที่จีนใช้เซ็นเซอร์ผลงานของศิลปินผู้ ‘ไม่ได้เล่าเรื่องจีนให้ดี’ นอกประเทศจีน บางคนเป็นศิลปินฮ่องกงผู้ย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักรหลังถูกสื่อจีนตีตราว่าสนับสนุนเอกราชฮ่องกง บ้างก็เป็นศิลปินผู้ลี้ภัยอยู่ฝรั่งเศส บางคนก็เป็นศิลปินอินเดียผู้เล่าชีวิตตัวเองในทิเบต

วิธีการที่ถูกใช้นั้นหลากหลาย ทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่างของทางตรงก็เช่นBadiucao ศิลปินออสเตรเลียผู้เกิดในจีนถูกตักเตือนว่างานของเขาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนและอิตาลี ไม่ต่างจากกรณีที่ BACC นัก เพิ่มเติมคือโปสเตอร์โปรโมตงานถูกพ่นสีทับและทำลาย และแม้งานจะได้จัดต่อ ก็มีคนมายืนถ่ายวิดีโองานและผู้เข้าร่วมชมงานเก็บไว้

หรือ Abhishek Majumdar เจ้าของบทละครเรื่องPah-La เกี่ยวกับชีวิตตัวเองในทิเบตช่วงการลุกฮือ เขาเล่าให้ Index ฟังว่าเขาถูกติดตามที่ลอนดอนโดยคนที่เขาคาดว่ามาเป็นคนของรัฐบาลจีน ที่ขอให้เขาขายละครเรื่องนี้ให้โปรดักชันละครที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อเขาปฏิเสธ เขาโดนทำร้ายร่างกายแล้วถูกบังคับให้ดูสารคดีเกี่ยวกับการก่อการร้ายของดาไล ลามะ

ส่วนทางอ้อมคือการ ‘สร้างบรรยากาศให้ศิลปินเซ็นเซอร์ตัวเอง’ ซึ่งอาจทำโดยการติดต่อไปหาญาติมิตรของศิลปิน เพราะแม้ตัวศิลปินจะย้ายไปอย่ต่างประเทศ หลายๆ ครั้งพวกเขาก็ยังเหลือคนใกล้ชิดที่ยังอยู่ใต้เขตอำนาจของจีน และอีกวิธีคือการไม่บอกว่า ‘เส้น’ ที่แสดงออกได้อยู่ตรงไหนแน่ ทั้งสองอย่างนั้นพ่วงเข้าด้วยกันทำให้การทำงานของเหล่าศิลปินต้องอยู่ในลักษณะ ‘กันไว้ดีกว่าแก้’

วิธีการที่ Index ให้ความสำคัญที่สุดคือการเซ็นเซอร์ผ่านการเงิน ตลาดศิลปะประเทศจีนเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้นองค์กรของจีนอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าไปยังแกลเลอรี่ชั้นนำภายในยุโรป ทำให้การถูกถอดเงินสนับสนุนกลายเป็นคำขู่ที่ใช้ได้จริง หรือมีแม้แต่มีการลงทุนกับเมืองต่างๆ มากพอที่จะให้ศิลปินที่นำเสนอเรื่องราวการประท้วงรัฐบาลจีนไม่สามารถกล่าวสุนทรพจน์ได้

การเซ็นเซอร์แบบต่างๆ นั้นได้ผลเสมอไม่ว่างานจะถูกถอดหรือไม่ ในกรณีของ Abhishek Majumdar ท้ายที่สุดละครของเขาก็ได้แสดงจริงที่ลอนดอน แต่ด้วยความที่มันเป็นบทละครที่ถูกเพ่งเล็งโดยจีนไปแล้ว โรงละครน้อยที่และสปอนเซอร์ผู้ให้เงินก็มักไม่อยากรับมาแสดงเท่าไรนัก

แต่มองในอีกมุม การเซ็นเซอร์เหล่านั้น ‘ได้ผล’ มากขนาดนั้นจริงหรือ?

แม้จะห้ามศิลปินพูดเกี่ยวกับจีนในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามมุมมองของ CCP ได้ การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกก็อาจขัดกับเป้าหมายในการเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของจีนในสายตาโลก

แน่นอน ณ ขณะนี้นิทรรศการศิลปะที่ BACC เต็มไปด้วยเทปดำ มีงานที่หายไป มีธงที่หายไป และมีวิดีโอที่ถูกถอดออก แต่ว่าการถูกถอดนี้ทำให้คนจำนวนมากได้รับรู้ว่าเราหาวิดีโอนี้ได้ในยูทูบ และแม้งานหลายๆ ชิ้นจะไม่อยู่ให้เราเห็น ร่องรอยการแก้ไขไม่ใช่การ ‘ปิดปาก’ เสียทีเดียว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของผลงานไปโดยปริยาย โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับรัฐอำนาจนิยม

แม้ว่างานจะอยู่ตรงนั้นเพียงสามวันและเรายังต้องการมาตรการที่จริงจังเพื่อปกป้องสิทธิการแสดงออกของเรา เพียงแต่มันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ศิลปะได้ทำหน้าที่ของมันเรียบร้อยแล้ว

อ้างอิง: indexoncensorship.org, reuters.com, chinamediaproject.org

บทความต้นฉบับได้ที่ : “Telling China’s Story Well” ประเทศจีนกลัวอะไรในงานศิลปะ?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...