อาจารย์ มองศึกวุ่นรทสช. เตือนใจปชช. พรรคหลังรปห.แค่ชั่วคราว เมื่อบิ๊กตู่ถอนตัว ก็เป็นเพียงบ้านไร้เสา
อาจารย์ มองศึกวุ่นรทสช. เตือนใจปชช. พรรคหลังรปห.แค่ชั่วคราว เมื่อบิ๊กตู่ถอนตัว ก็เป็นเพียงบ้านไร้เสา
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กวิเคราะห์ศึกภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ หลัง 21 ส.ส.นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยื่นจดหมาย ถึงนายกฯของปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัดส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีเนื้อหาดังนี้
1 ศึกชิงเก้าอี้ รทสช. : ละครการเมืองที่สะท้อนรอยร้าวจากอำนาจเก่า
ในเวทีการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยพล็อตดราม่า พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เปิดม่านแสดงละครเรื่องใหม่ กับตอน “21 ส.ส. ปะทะหัวหน้าพรรค” ที่มีทั้งการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี ข้อกล่าวหาจริยธรรม และการโต้กลับผ่านโซเชียลมีเดีย ราวกับเป็นซีรีส์การเมืองที่ขาดเพียงป๊อปคอร์นสำหรับผู้ชมอย่างเราๆ แต่ละครเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง มันยังเผยให้เห็นความเน่าเฟะจากอดีตที่การเมืองไทยยังต้องเผชิญ
ฉากแรก : ศึกชิงโควต้ารัฐมนตรี
เมื่อ 21 ส.ส. นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีมากประสบการณ์ ส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ขอให้ “จัดระเบียบ” คณะรัฐมนตรีในสัดส่วนของ รทสช. คำร้องนี้ไม่ใช่แค่การขอเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เหมือนเป็นการยื่นคำขาดว่า “ถึงเวลาที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ต้องหลีกทาง” ข้ออ้างคือ รัฐมนตรีปัจจุบัน “ขาดความสามารถ” และ “ผลงานไม่ถึงใจ” จนประชาชนเริ่มตั้งคำถาม
แต่เบื้องหลังจดหมายฉบับนี้คือศึกชิงอำนาจภายในพรรค กลุ่มนายสุชาติไม่ได้แค่ต้องการเก้าอี้รัฐมนตรี แต่เหมือนกำลังวางหมากเพื่อยึดบังเหียนพรรค หรืออาจถึงขั้นแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่ที่มีชื่อแว่วๆ ว่า “พรรคโอกาสใหม่” ชื่อนี้ช่างบ่งบอกถึง “โอกาส” อันหอมหวานของนักการเมืองที่อยากก้าวสู่จุดที่มีตำแหน่งและอำนาจมากกว่า
2 ฉากสอง : ข้อกล่าวหาจริยธรรมกลายเป็นอาวุธ
ในละครการเมือง อาวุธที่คมกริบคือ “ข้อกล่าวหา” กลุ่ม 21 ส.ส. อ้างว่านายพีระพันธุ์มีปัญหาด้านจริยธรรม ตั้งแต่การถูกตรวจสอบโดย กกต. และ ป.ป.ช. ไปจนถึงข้อสงสัยว่าอาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ฟังดูร้ายแรง แต่เมื่อนายวิชัย สุดสวาสดิ์ ส.ส.ชุมพร ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า “ลายเซ็นของฉันในจดหมายนั้นไม่ใช่ของจริง!” ความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวหาก็เริ่มสั่นคลอน หรือว่านี่จะเป็นการ “ป้ายสี” เพื่อลดความน่าเชื่อถือของหัวหน้าพรรค? การเมืองไทยช่างเต็มไปด้วยพล็อตที่คาดเดายากเสียยิ่งกว่าละครน้ำเน่า
3 ฉากสาม : พึ่งพานายกฯ เป็นผู้ตัดสิน
แทนที่จะแก้ปัญหากันในครอบครัว รทสช. กลับเลือกส่งจดหมายถึงนายกฯ แพทองธาร โดยตรง ราวกับร้องขอให้ “ผู้ใหญ่” มาช่วยเคลียร์ศึกในบ้าน การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่า รทสช. ขาดกลไกภายในที่แข็งแรงพอจะจัดการความขัดแย้ง และต้องพึ่งพิงพรรคเพื่อไทยให้มาเป็น “ผู้ตัดสิน” หรือบางทีอาจมีการเจรจาลับหลังม่าน เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
4 บทเรียนจากละครการเมือง
4.1 ความไม่ยั่งยืนของพรรคบ้านใหญ่
รทสช. คือตัวอย่างของพรรคบ้านใหญ่ที่พึ่งพิงเครือข่ายท้องถิ่นและอำนาจชั่วคราวจากคณะรัฐประหาร (คสช.) เมื่อ “ลุงตู่” ถอนตัวจากเวทีการเมือง พรรคก็เหมือนบ้านที่ไร้เสาค้ำ เริ่มโอนเอนเมื่อมีลมพัดแรง การแย่งชิงเก้าอี้ครั้งนี้ย้ำเตือนว่า พรรคที่ขาดอุดมการณ์ และยึดโยงแค่ผลประโยชน์ มักจบลงด้วยการแตกแยกแบบที่เราเห็นจนชินตา
4.2 ประชาชนถูกลืม
ขณะที่ ส.ส. มัวแต่แย่งเก้าอี้และขุดเรื่องจริยธรรมมาโจมตีกัน ประชาชนที่ควรเป็น “ตัวเอก” ของการเมืองกลับกลายเป็นแค่ “ตัวประกอบ” ไม่มีใครพูดถึงนโยบายที่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจหรือปัญหาปากท้อง มีแต่การต่อสู้เพื่ออำนาจที่ดูห่างไกลจากความต้องการของคนทั่วไป
4.3 การเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน
การแย่งชิงอำนาจใน รทสช. แสดงให้เห็นว่า พรรคบ้านใหญ่มักให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของเครือข่ายมากกว่าประชาชน การเมืองที่ยั่งยืนต้องมาจากพรรคที่มีรากฐานจากประชาชนและมีกลไกภายในที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
4.4 การรัฐประหาร : ทางออกที่ทิ้งบาดแผล
รทสช.เป็นผลพวงจากยุคคสช. ที่หวังสืบทอดอำนาจผ่านพรรคการเมือง แต่เมื่ออำนาจจากคณะรัฐประหารหมดลง พรรคที่ถูกสร้างขึ้นก็กลายเป็นเพียงเงาของอดีต การแตกแยกใน รทสช. เป็นเครื่องเตือนใจว่า การรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของปัญหาการเมือง แต่มักทิ้งบาดแผลไว้ในรูปของพรรคที่ขาดรากฐาน พึ่งพิงอำนาจชั่วคราว และจบลงด้วยความขัดแย้งที่ทำร้ายทั้งตัวพรรคและความเชื่อมั่นของประชาชน การเมืองไทยจะก้าวต่อไปได้ต้องอาศัยระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ไม่ใช่การยึดอำนาจที่นำมาซึ่งความเสียหายในระยะยาว
5 ม่านปิด : การเมืองที่รอผู้กำกับตัวจริง
ศึกชิงเก้าอี้ใน รทสช. อาจเป็นแค่ตอนหนึ่งของละครการเมืองไทย แต่เป็นตอนที่เผยให้เห็นรอยร้าวจากอดีตที่การรัฐประหารทิ้งไว้ ธรรมชาติของพรรคบ้านใหญ่ที่พึ่งพิงเครือข่ายและผลประโยชน์ มักจบลงด้วยการแย่งชิงอำนาจที่ไร้สาระในสายตาคนทั่วไป หากอยากให้การเมืองไทยเปลี่ยนไป ประชาชนอย่างเราคงต้องลุกขึ้นมาเป็น “ผู้กำกับ” ที่กำหนดทิศทางของละครเรื่องนี้ ด้วยการเลือกพรรคที่มีวิสัยทัศน์ เรียกร้องความโปร่งใส และยืนยันว่า การเมืองที่ยั่งยืนต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่เงาของอำนาจเก่าที่ทิ้งไว้เพียงความวุ่นวาย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาจารย์ มองศึกวุ่นรทสช. เตือนใจปชช. พรรคหลังรปห.แค่ชั่วคราว เมื่อบิ๊กตู่ถอนตัว ก็เป็นเพียงบ้านไร้เสา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th