โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นน้องใหม่ NUT ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เปิดเทรดวันแรกผิดหวัง! ร่วง 8.82% พบ เซียนหุ้น 'พีรนาถ'เข้าถือหุ้นใหญ่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 20.38 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 03.15 น.

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 11 มิ.ย.2568 เวลา 10.00 น.หุ้นน้องใหม่ NUT หรือ บริษัท นูทริชั่น โปรเฟส จำกัด (มหาชน) เปิดเทรดวันแรกที่ 6.20 บาท ลดลง 0.60 บาท หรือที่ 8.82% จากราคา IPO ที่ 6.80 บาท

ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้ถือหุ้นใหญ่ พบว่า มีเซียนหุ้นเข้าถือร่วมด้วย 1 รายได้แก่ พีรนาถ โชควัฒนา เข้าถือหุ้นใหญ่ลำดับ 9 จำนวน 948,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.79%

วิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า NUT มีความโดดเด่นในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการพัฒนาและผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และไม่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เนื่องจากบริษัทสามารถบริหารสภาพคล่องจากการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต ด้วยการจัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศ ส่งผลให้ความสามารถในการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นดีต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2567 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 83.94% และในช่วงไตรมาส 1/2568 ที่ระดับ 85.17% จากการออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันรายได้รวมของบริษัทในช่วงปี 2565-2567 อยู่ที่ 870.14 ล้านบาท, 1,187.87 ล้านบาท และ 1,165.45 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่ฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ระบุว่า รายได้จากการขายในช่วงปี 2565 ที่ 859 ล้านบาท ปี 2567 ที่ 1,183 ล้านบาท และไตรมาส 1/68 ที่ 290 ล้านบาท บริษัทมีรายได้ลดลงเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากกำลังซื้อของคนในประเทศลดลง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีการหดตัวผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น NPM เท่ากับ 4.8% 5.5% 4.7% และ 9.9% ตามลำดับ

โดยช่วงไตรมาส 1/68 อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น มีสาเหตุหลักจากบริษัทมีบริษัทพยายามควบคุมต้นทุนจัดจำหน่ายได้ดีขึ้นโดยเฉพาะค่าโฆษณา ซึ่งบริษัทพยายามให้ลูกค้ากลับมาซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่อไปเรื่อย ๆ จากการซื้อซ้ำ ส่งผลให้ช่วงปี 2565-2567 และงวดไตรมาส 1/68 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 42 ล้านบาท 65 ล้านบาท 55 ล้านบาท และ 29 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 90 ล้านบาท เติบโต 63.4%YoY

สำหรับจำนวนหุ้น IPO ไม่เกิน 37 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 30.83% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าที่ตรำไว้ 0.5 บาทต่อหุ้น โดยราคา IPO คิดเป็น historical P/E ที่ประมณ 12.7 เท่า คิดเทียบกับ P/E โดยบริษัทมีวัตถุประสงค์การระดมทุน นำเงินทุนหมุนเวียนสำหรับ การโฆษณาประชำสัมพันธ์ การผลิต Content รูปแบบเนื้อหา และการว่าจ้างพรีเซ็นเตอร์ และอินฟลูเอนเซอร์สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

ภาคิณ กิตติภานุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ภายหลังการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในการเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 37 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น ที่ราคา IPO ที่หุ้นละ 6.80 บาท คิดเป็นสัดส่วน 30.83% ของจำนวนหุ้นสามัญที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท ซึ่งนับเป็นเป็นก้าวที่สำคัญของบริษัท สำหรับการเสนอขายหุ้นไอพีโอให้กับนักลงทุนในครั้งนี้ ที่จะสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

โดยบริษัทมีแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพมากขึ้น ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล โดยจะมุ่งเน้นการสื่อสารผ่านคอนเทนต์คุณภาพและการเลือกใช้เครื่องมือการตลาดและการประชาสัมพันธ์ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของบริษัท เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างรอบด้านยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...