โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'นิสัยละแวก'ของกัมพูชา มักหักหลังไทย ประณามผู้มีพระคุณ แต่ไม่เห็นความผิดตัวเอง

The Better

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 10.49 น. • THE BETTER

เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่การปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชายังแรงๆ อยู่มี 'ปัญญาชน' กัมพูชาคนหนึ่งออกมาแสดงความเห็นว่า "ไทยมักปล่อยข่าวเท็จมาตั้งแต่สมัยลงแวก"

'ลงแวก' ที่ว่านี้ไทยเรียกว่า 'ละแวก' เป็นชื่อยุคสมัยที่เมืองหลวงของกัมพูชาตั้งอยู่ที่เมืองละแวก หรืออำเภอกำปงตระลาจ จังหวัดกำปงชนัง ตรงกัยช่วงกลางสมัยอยุธยาของไทย

สมัยลงแวกเป็นยุคที่ 'เจ้าเขมร' เริ่มตีกันเอง แล้วหนีมาอยู่ที่ไทย จากนั้นไทยก็จะอุปถัมภ์แล้วส่งกำลังไปช่วยชิงแผ่นดินคืน แล้วเจ้าเขมรพวกนั้นก็มักจะทรยศหักหลังไทย โดยบางครั้งถึงกับยกทัพมาตีแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาเพื่อกวาดต้อนผู้คนไป

จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงยกทัพมาตีลงแวกจนแตกในปี พ.ศ. 2129 จากนั้นเจ้าเขมรก็หนีลงใต้ไปตั้งหลักที่เมืองศรีสุนทรจากนั้นก็ย้ายมาเมืองอุดงค์ โดยที่หลังจากนั้นเจ้าเขมรก็ยังตีกันเองไม่หยุด แล้วก็พยายามมาพึ่งใบบุญไทยอยู่เรื่อยๆ

จากไล่เรียงประวัติศาสตร์ดูจะเห็นว่า นับแต่ตั้งสมัยลงแวก/ละแวกแล้วที่เจ้าเขมรเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย แม้ไทยจะช่วยกู้อำนาจให้หลายครั้ง แต่ก็ตีกันเองอีก บางครั้งพอรวมหัวกันได้ก็สามัคคีแทงข้างหลังไทยเสียอย่างนั้น

แต่ไทยก็ไม่รู้จักจำคอยช่วยค้ำชูเจ้าเขมรเรื่อยมา เพราะเจ้านายไทยทรงเวทนาว่าเป็น "ถือพุทธศาสนาเหมือนกัน" เมื่อเขมรเสียเมืองเพราะทำกันเองบ้าง เชิญศัตรูเข้ามาทำร้ายตัวเองบ้าง ก็ไทยนี่แหละที่ไปช่วยฟื้นบ้านฟื้นเมือง

ดังนั้น 'นิสัยละแวก' เป็นอย่างไรก็ย่อมชัดเจนในทางประวัติศาสตร์

แต่เพราะมักจะตีกันเองเผาเมืองกันเอง ทำให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชากระพร่องกระแพร่งไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แทนที่จะชำระประวัติศาสตร์ให้เป็นระบบ ผู้ที่ 'พอจะมีความรู้' ในกัมพูชายุคปัจจุบันกลับนิยม 'นั่งเทียนเขียนประวัติศาสตร์กันเอง'

ตัวอย่างก็เช่นบุคคลที่เอ่ยมาข้างต้น

บุคคลนี้ คือ ยง เปา (យង់ ពៅ) อัคคเลขาธิการ (អគ្គលេខាធិការ) แห่งราชบัณฑิตสภากัมพูชา (រាជបណ្ឌិត្យសភាកម្ពុជា) เขียนบนบัญชีเฟซบุ๊กของเขาเมื่อเช้าวันที่ 9 มิถุนายนว่า "หนังสือพิมพ์ไทยเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนอยู่เสมอ เพื่อให้ชาวเขมรสูญเสียความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐบาลกัมพูชา ในแง่ของการทำสงครามจิตวิทยา โปรดใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งที่เซียมทำมาตั้งแต่สมัยลงแวก"

บุคคลนี้เป็นถึง 'ราชบัณฑิต' มีแต่อคติโดยเรียกประเทศไทยด้วยคำว่า 'เซียม' (សៀម) หรือสยาม ซึ่งแม้จะเป็นชื่อของประเทศไทยก็ตาม แต่ปัจจุบันมีนัยในทางดูหมิ่นเพื่อให้แตกต่างจากคำเรียกทางการว่า 'ไท' (ថៃ)

คนที่ดูแคลนชาติอื่นแบบนี้ แสดงว่ากอปรด้วยโทสจริต คนที่มีความโกรธในใจ ต่อให้เป็น 'ดอกเตอร์' ก็สามารถทำอะไรที่โง่เขลาได้เหมือนกัน

ดังเช่นคำสอนของ 'พระโพธิญาณเถร' หรือ 'หลวงพ่อชา สุภัทโท' ที่กล่าวว่า "เวลาโกรธ ด็อกเตอร์ หรือ ป.4 ก็โง่พอๆกัน"

ยังไม่นับว่า 'ราชบัณฑิต' ผู้นี้ยังโมเมอ้างว่า การปล่อยช่าวเท็จ "คือสิ่งที่เซียมทำมาตั้งแต่สมัยลงแวก"

ผมพลิกประวัติศาสตร์อ่านดูแล้วไม่เห็นจะมีตอนไหนที่ไทยไปปล่อยข่าวปลอมปลุกปั่นพวกชนชั้นนำกัมพูชา มีแต่พวกเจ้าเขมรด้วยกันเองปล่อยข่าวลือเพื่อฆ่าและชิงอำนาจกันเอง

ตัวอย่างเช่น ในยุคอุดงค์หรือยุคที่คล่อยหลังจากยุคละแวกและยุคศรีสุนทร ในสมัยสมเด็จพระนารายน์ราชารามาธิบดี หรือ นักองค์ตน กษัตริย์กัมพูชาในช่วงปลายสมัยอยุธยาของไทย ซึ่งเป็นยุคที่เจ้าเขมรเริ่มซัดกันเองอีกครั้งแล้วหนีมาพึ่งอยุธยาอีกครั้ง

กรณีการซัดกันเองด้วยข่าวลือเกิดขึ้นดังนี้ (เนื้อความจากหนังสือ "รวมเรื่องเกี่ยวกับญวนและเขมรในสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 4) ของกรมศิลปากร") หลังจากที่เจ้าเขมรเข่นฆ่ากันมาจนถึงยุคสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นักองค์ตนซึ่งชิงอำนาจกับนักองค์นนท์ก็ดำริว่าชิงอำนาจกันมานานแล้ว "ที่รบพุ่งฆ่าฟันกันนี้ ก็เพราะปรารถนาสมบัติ ถ้าจะนิ่งอยู่ดังนี้ ราษฎรก็ไม่มีความสุข" นักองค์ตนจึงยอมยกราชสมบัติให้กับนักองค์ตนขึ้นเป็นกษัตริย์ พระนามว่าสมเด็จพระรามราชาธิราช ส่วนตนเองลดฐานะลงมาเป็น 'อุปโยราช' ซึ่งเป็นตำแหน่งกษัตริย์ที่สละราชบัลลังก์ ส่วนอนุชา (น้องชาย) ของนักองค์ตน ดำรงตำแหน่งเป็น 'มหาอุปราช' คือรัชทายาทหรือผู้ที่มีสิทธิ์เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

เรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเห็นด้วยแม้ว่าจะทรงสนับสนุนพระนารายน์ราชารามาธิบดี หรือนักองค์ตนก็ตาม

แต่ทว่า "ครั้นมาถึงปีระกา นพศพ จุลศักราช 1139 (พ.ศ. 2320) พระยาวิบูลยราชชื่อซู คิดจะเอาราชสมบัติให้แก่พระมหาอุปราชๆ ไม่ยอม จึ่งกลับไปทูลสมเด็จพระรามราชาว่า พระมหาอุปราชคิดกบฎ สมเด็จพระรามราชาไม่ทันพิเคราะห์ เชื่อว่าเป็นความจริง จึ่งให้พระยาวิบูลยราชไปคิดฆ่าพระมหาอุปราช พระยาวิบูลยราชจึงให้พระยาศรีอรรคราชไปลอบฆ่าพระมหาอุปราชเสีย พระมหาอุปราชอายุ 22 ปี ฝ่ายพระมหาอุปโยราชออกจากที่ทรงราชย์ได้ 2 ปีก็ป่วย ครั้นแจ้งว่ามีผู้ลอบฆ่าพระมหาอุปราชอนุชาเสียแล้ว ก็มีความโทมนัสเป็นอันมาก โรคที่ป่วยก็กำเริบขึ้น ถึงแก่พิราลัย"

ต่อมาพวกขุนนางทรยศหักหลังนักองค์นนท์หรือสมเด็จพระรามราชา ทำการคบคิดกับเวียดนาม แล้วปล้นพระราชวังแล้วเผามณเฑียรทั้งสิ้น สมเด็จพระรามราชาถูกกบฏเขมรกับพวกญวนจับตัวได้แล้วจับถ่วงน้ำจนสิ้นพระชนม์

หลังจากนั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทราบว่าเขมรขบถไปเข้ากับญวน จึงส่งทัพไปปราบนำทัพโดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช (วังหน้าพระยาเสือ)

ต่อมาเมื่อกัมพูชากลายเป็น 'ประเทศราช' ของฝรั่งเศสแล้วและยืนด้วยลำแข้งตัวเอง แทนที่จะสนใจกับเรื่องของตัว กลับเพ่งเล็งว่าไทยต้องการจะยึดดินแดนของตน ถึงขนาดปั้นเรื่องโกหกเพื่อใส่ร้ายไทยในสมัยทรี่ 'สีหนุ' เป็นใหญ่ โดยที่สีหนุผู้นี้พออยากได้เอกราชจากฝรั่งเศสขึ้นมาก็ซมซานมาหาไทย แต่ไทยก็ไม่อาจช่วยแต่ก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี คาดไม่ถึงว่าพอไล่ฝรั่งเศสไปแล้ว สีหนุก็โจมตีไทยครั้งใหญ่ด้วย 'นิสัยละแวก' ไม่ผิดเพี้ยน

จนกระทั่งรัฐบาลไทยต้องเผยแพร่หนังสือ "ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา" เมื่อปี 2504 หลังจากที่กัมพูชาตัดความสัมพันธ์กับไทย 2 ครั้งโดยอ้างว่าไทยต้องการรุกรานกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องโกหก ทั้งยังมีการปลุกปั่นโดยสีหนุและสื่อเขมรเพื่อใส่ร้ายป้ายสีไทยด้วยเรื่องโกหกต่างๆ นานา จนกระทรวงการต่างประเทศต้องออกหนังสือเล่นนี้เพื่อตอบโต้ ความตอนหนึ่งว่า

"ข้อกล่าวหาทั้งปวงของกัมพูชาเป็นการเสกสรรค์ปั้นขึ้นเพื่อลวงมติมหาชนของโลก จึงย่อมจะไร้ผลเมื่อความจริงปรากฏขึ้น สิ่งที่น่าเสียใจมากขึ้นไปอีกก็คือ ข้อกล่าวอันปราศจากมูลความจริงเหล่านี้ มุ่งที่จะก่อให้เกิดความเกลียดชังในหมู่ชาวกัมพูชาต่อประเทศไทย และเพื่อเป็นทางที่จะได้มาซึ่งประโยชน์ทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ อีกทั้งยังมุ่งต่อการสร้างสงครามด้วยจิตวิปลาสดังจะเห็นได้จากรายงานข่าวที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาได้ดำเนินมาตรการทางทหาร และจัดเคลื่อนย้ายทหารตลอดจนขุดสนามเพลาะใกล้ชายแดนไทย"

ข้อความจากเมื่อปี 2504 นี้ยังเป็นความจริงใน พ.ศ. นี้ โดยที่กัมพูชายังโกหก ปล่อยข่าวลวง ทำสงครามจิตวิทยา และยัง "ขุดสนามเพลาะใกล้ชายแดนไทย" เหมือนเดิมทุกกระเบียด

นั่นแสดงว่า 'นิสัยละแวก' เป็นการสืบสันดานต่อๆ กันมาโดยชนชั้นนำเขมรไม่มีการแก้ไขดัดแปลงนิสัยนี้ให้ดีขึ้นเลย แม้เวลาจะผ่านมาเป็นร้อยๆ ปีแล้วก็ตาม

นี่เป็นแค่ตัวอย่างสองสามเรื่องของการ "โกหกเพื่อชิงอำนาจ" และ "เขมรฆ่าเขมรด้วยกันเองเพื่อชิงอำนาจ" ในประวัติศาสตร์กัมพูชา ทั้งหมดนี้ "เขมรฆ่ากันเอง" ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไทยเลย และคนปล่อย "เฟคนิวส์" ก็ไม่ใช่ไทย แต่เป็นเขมรด้วยกันเอง

ราชบัณฑิตเขมรจึงควรจะอ่านประวัติศาสตร์ตัวเองให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะเอาประวัติศาสตร์มาโจมตีไทยไม่อย่างนั้นจะเป็นการ "ทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเอง"

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - พระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล ในกรุมพนมเปญ ถ่ายปี ค.ศ. 1895 ถ่ายโดย André Salles ภาพเป็นของ Bibliothèque nationale de France

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...