เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Down โดยต้องติดตามแนวรับหลัก 1,160 จุด ว่าจะยืนอยู่หรือไม่ หลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯระงับคำตัดสินของศาลการค้า ทำให้ทรัมป์ยังเดินหน้าเก็บภาษีได้ต่อในระยะสั้น นอกจากนี้คาดยังเห็นความผันผวนของหุ้นขนาดใหญ่และปริมาณการซื้อขายที่สูงช่วงปลายตลาดจาก MSCI Rebalance ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ GDP 1Q25 (2nd Est) -0.2% q-q SAAR ดีกว่าเดิมเล็กน้อย แต่0ภาคการบริโภคการนำเข้ายังเป็นปัจจัยกดดันจากความกังวลผลกระทบจากภาษีการค้า
ด้านปัจจัยในประเทศวันนี้ธปท.จะรายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน เม.ย. ซึ่งคาดชะลอตัว ขณะที่การพิจารณางบประมาณปี 69 วาระแรกจะแล้วเสร็จในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งเราคาดว่าจะไม่มีปัญหาและผ่านสภาฯได้ ภาพรวมตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังคงไร้ปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจน ปัจจัยกดดันหลักนอกเหนือจากความเสี่ยงจากผลกระทบของภาษีทรัมป์ คือเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ขาดมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ ฤดูฝนที่มาเร็ว และนักท่องเที่ยวที่ลดลง กรณีดัชนีหลุดแนวรับ 1,160 จุด จะเสี่ยงปรับตัวลงหาระดับ 1,120-1,130 จุด ยังเน้นกลยุทธ์ Bottom Up เลือกลงทุนในหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว
กลยุทธ์ : ยังเน้น Selective Buy หุ้นที่มีแนวโน้มกำไร 2Q25-2025 แข็งแกร่งและโดยเน้นกลุ่มสินค้าและบริการจำเป็นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและไม่แน่นอน
หุ้นเด่นเดือน พ.ค. : CPALL, MTC, NSL, OSP, PR9
FSSIA Portfolio : BA, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : PR9
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30 บาท
• หลังจากประกาศกำไร 1Q25 ออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อย เราคาดว่าแนวโน้มกำไร 2Q25 แม้จะชะลอ q-q จากปัจจัยฤดูกาล แต่คาดยังเติบโตได้ดี y-y หนุนจากผู้ป่วยต่างชาติที่คาดว่ายังเติบโตแกร่งจากฐานที่ยังไม่สูง เนื่องจากเพิ่งเริ่มทำตลาดปีก่อน
• เราคาดกำไรปกติปี 2025 ที่ 816 ลบ. +15% y-y เติบโตดีเป็นอันดับต้นๆของโรงพยาบาลขนาดกลาง-ใหญ่ ขณะที่การระบาดของโควิดคาดเป็น Sentiment บวกหนุนอ่อนๆระยะสั้น
• แนวรับ 23.50//22.50 บาท แนวต้าน 24.50//25-25.50 บาท
บล.ดาโอคาดดัชนีฯ ผันผวนจากเรื่องของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่ศาลฯ ให้ไปต่อได้(ชั่วคราว) และ MSCI rebalance โดยตลาดหุ้นไทย เข้าสู่วัน D-Day สำหรับการปรับลดน้ำหนักของ MSCI ในช่วงสิ้นวันซึ่งอาจจะทำให้เกิดการแกว่งตัวรุนแรงโดยเฉพาะตัวที่ถูกปรับออกจากดัชนี MSCI อย่าง BEM, CRC, KTC, AURA, BPP, DOHOME, GUNKUL,JTS, JMART, M PRM ในขณะที่ประเด็นเรื่องคำสั่งศาลการค้าสหรัฐที่ระงับคำสั่งของทรัมป์ในการปรับเพิ่มภาษี อาจกลายเป็นลบ หลังศาลอุทธรณ์ให้มาตรการภาษีของ Trump ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปได้ชั่วคราว เรายังมองกรอบการเคลื่อนไหว 1152 - 1175 จุด
• เวลา 02.10 น. คืนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ให้มาตรการภาษีของ Trump ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปได้ชั่วคราว ข่าวนี้ จะทำให้นักลงทุนเกิดความไม่แน่ใจว่า มาตรการนี้จะเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะมีผลต่อหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นไปมากจากข่าวนี้เมื่อวาน
• ทรัมป์เรียกพบประธาน Fed Jerome Powell เพื่อกดดันให้ลดดอกเบี้ย โดยเชื่อว่า Powell กำลังทำผิดพลาดด้วยการไม่ลดอัตราดอกเบี้ย
• การประชุมสภาฯ อภิปรายร่างงบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ที่จัดขึ้น 28-30 พ.ค. หากไม่ได้มีประเด็นขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น คาดว่าการโหวตจะเสร็จสิ้นภายในวันนี้
• มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลผันงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาทมาแล้ว โดยก.คลังกล่าวว่าจะได้ข้อสรุปรายละเอียดโครงการภายในสิ้นเดือนพ.ค.68 นี้ ต้องรอติดตามความคืบหน้า …. หากมาตรการใหม่ๆ ออกมาดี คาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งช่วยหนุนตลาดได้มาก
• โตโยต้าทำยอดขายทั่วโลกเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 10% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 876,864 คัน ส่วนการผลิตรถยนต์ทั่วโลกในเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 7.8% แตะระดับ 814,787 คัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยยอดขายรถยนต์นอกประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 9.7% สู่ระดับ 756,190 คัน โดยในจำนวนนี้มีรถยนต์ 233,045 คันที่ขายได้ในสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบรายปี ส่วนยอดขายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 11.8% สู่ระดับ 120,674 คัน ข่าวนี้น่าจะเป็นปัจจัยบวกกับ supply chain ของ โตโยต้า อย่าง EPG SAT
• List หุ้นที่ MSCI จะ rebalance ในวันนี้ โดย MSCI Global Standard Index มีหุ้นออก คือ BEM, CRC, KTC โดยย้าย BEM ไปอยู่ใน Global Small Cap Index ซึ่ง Global Small Cap Index จะมีหุ้นเข้า คือ AWC, BEM และมีหุ้นออก คือ AURA, BPP, DOHOME, GUNKUL, JTS, JMART, M, PRM
• Event วันนี้ : สภาฯ พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2569(วันสุดท้าย), ธปท.รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือน พ.ค., MSCI Rebalance(ราคาปิด 30 พ.ค.), PCE สหรัฐฯ
Technical : BCH, KAMART
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินดัชนี SET Index Sideways / Sideways down แนวรับ 1,155-1,145 จุด แนวต้าน 1,170-1,180 จุด ตลาดยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ต้องรอดูกันต่อในชั้นศาล ขณะที่ Earning Outlook ของ บจ.ในช่วงที่เหลือของปีอาจจะถูกกดดันจากแนวโน้ม GDP ใน 2H68 ที่ไม่สดใส ประกอบกับการลดน้ำหนักหุ้นไทยของ MSCI Rebalance กลยุทธ์การลงทุนแนะเลือกเล่นหุ้นรายตัว กลุ่มรับเหมา/วัสดุ CK, STECON, SCC, TASCO กลุ่ม Defensive BCH, PR9, BPP, CKP
STECON (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 9.00 บาท) กำไรสุทธิ 1Q68 อยู่ที่ 342 ลบ. (+3,009%YoY, พลิกมีกำไรจากขาดทุนใน 4Q67 ที่ 2,247 ลบ. ) มีปัจจัยหนุนจาก 1.รายได้เงินปันผลราว 222 ล้านบาท จาก GULF 2.ไม่มีค่าใช้จ่ายโครงการหนองบอน และ 3.ส่วนแบ่งขาดทุนที่ลดลงจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพู ส่วนการดำเนินงานในช่วงถัดไปคาดจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีได้ต่อ โดยสิ้น 1Q68 มี Backlog อยู่เกือบ1.22 แสนล้านบาท ได้เซ็นต์ งานData Center 1.6 หมื่นล้านบาท งานก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M7 ส่วนต่อขยายเชื่อมสนามบินอู่ตะเภา รวมถึงยังมีงานอื่นๆที่มีโอกาสประมูลเข้ามาเพิ่มเติมได้อีก
TRUE (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 14.10 บาท) ผลประกอบการ 1Q68 พลิกมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.6 พันลบ. จากขาดทุนใน 4Q67 และ 1Q67 หนุนจากต้นุทนค่าใช้จ่ายที่ลดลง ส่วน 2Q68 คาดมาร์จิ้นยังดีได้ต่อจากประเด็นเดิม ทั้งนี หุ้นกลุ่มสื่อสารยังมีปัจจัยบวกจากเทรนด์ธุรกิจในอนาคต, Data Consumption ที่สูงขึ้น รวมถึงการ Migrate เทคโนโลยี เช่น Package 5G ที่จะส่งผลบวกต่อไปยัง ARPU ขณะที่ การแข่งขันที่ลดลงของผู้ให้บริการในไทยก็จะช่วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายการตลาด รวมถึงค่าใช้จ่ายการประมูลคลื่น ส่งผลให้มาร์จิ้นอยู่ในเกณฑ์ดีต่อได้เช่นกัน นอกจากนี้ TRUE เองก็ยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากการรับรู้ Synergy ที่ควบรวม DTAC ในช่วงก่อนหน้า(ลดเสาสัญญา) และธุรกิจใหม่ๆในอนาคต(Virtual Bank)