SOCIETY: สภาฯ ผ่านกฎหมายเปลี่ยนชื่อ ‘สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ เป็น ‘สำนักงานพระคลังข้างที่’ สามวาระรวด
วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปลี่ยนชื่อจาก ‘สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ เป็น ‘สำนักงานพระคลังข้างที่’ เพื่อสืบทอดความเป็นมาให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี
.
และโอนกิจการของสำนักพระราชวังในส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่ไปเป็นของสำนักงานพระคลังข้างที่
.
โดยชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลงหลักการณ์และเหตุผลของกฎหมายดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาฯ พร้อมระบุว่า เพื่อให้การพิจารณากฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงได้ขอให้สภาฯ พิจารณาโดยคณะกรรมาธิการเต็มสภา หรือ พิจารณา 3 วาระรวด
.
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้อภิปรายว่า ตนได้ให้ความสนใจกฎหมายฉบับนี้เป็นพิเศษ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ไปเกี่ยวกับทรัพย์สินของแผ่นดินที่สำคัญอย่างยิ่ง
.
โดยร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวแก้จากกฎหมายที่บัญญัติขึ้นในยุครัฐบาล คสช. ทำให้การดูแลพระราชทรัพย์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การเปลี่ยนจากคำว่า ‘ส่วน’ เป็น ‘ใน’ จากที่เคยเรียกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยก่อนหน้า เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์
.
นอกจากการเปลี่ยนชื่อ การดูแลจัดการเองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่แยกการดูแลระหว่างทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับทรัพย์สินส่วนพระองค์ ภายหลังสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแลทั้งหมดทั้งในส่วนของส่วนพระองค์และส่วนของสถาบันให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
.
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เป็นของสถาบัน จะดูแลอย่างไรให้มั่นคงสถาพรที่สุด แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นที่จะถกเถียงในวันนี้ เพราะร่างกฎหมายไม่ได้มีเนื้อหาต่อการกระทบการดูแลจัดการพระราชทรัพย์ แต่เป็นการเปลี่ยนชื่อเพียงเท่านั้น
.
ณัฐพงษ์ระบุว่าพวกตนไม่ได้มีประเด็นอะไรคัดค้าน แต่ตนอยากให้การเสนอร่างกฎหมายมีกระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ ไม่ใช่กระบวนการพิเศษเช่นการพิจารณา 3 วาระรวด เหตุเพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ยิ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
.
ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนจะทำหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ Constitional Monarchy ซึ่งก็คือระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
.
“เราจะระมัดระวังไม่ให้กฎหมายใดถูกติฉินนินทา หรือมีข้อครหาได้ว่ามีใครที่มีความพยายามในการทำให้หลุดพ้นไปจากกรอบที่ว่านี้ที่พระมหากษัตริย์ต้องทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง อันเป็นการรักษาพระราชสถานะประมุขให้ปราศจากการเมืองอย่างแท้จริง”
.
พร้อมกับเสนอให้ประธานในที่ประชุมวินิจฉัยเรื่องข้อบังคับข้อที่ 120 วรรคสองที่ระบุว่า “การพิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภาจะกระทำได้ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีร้องขอ หรือเมื่อสมาชิกเสนอญัตติโดยมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคนและที่ประชุมอนุมัติ” ว่า ‘และที่ประชุมอนุมัติ’ บังคับใช้กับการร้องขอของ ครม. หรือไม่
.
ต่อมาจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้อภิปรายว่าตนขอใช้สิทธิ์เห็นต่างกับผู้นำฝ่ายค้าน โดยระบุว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างยิ่ง
.
ทั้งนี้ตนไม่เคลือบแคลงในกฎหมายฉบับนี้แม้แต่น้อย เพราะเนื้อหากฎหมายฉบับนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ขของชาติและประชาชน ซึ่งการบริหารทรัพย์สินตามพระราชอัธยาศัย มีประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าคนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์
.
เช่น กรณีการดูแลเด็กชาติพันธุ์ได้รับการดูแลโดยพระมหากษัตริย์ผ่านมูลนิธิ หรือกรณีการช่วยเหลือโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดมประสบเหตุอัคคีภัย พระองค์ท่านได้พระราชทานทรัพย์สินช่วยเหลือก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจ
.
นอกจากนี้ มีบันทึกของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข มีโรงพยาบาลและสถานราชทัณฑ์ 44 แห่งได้รับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 2,852 ล้านบาท และอีกเรื่องคนไทยอาจลืม เพราะพระองค์ไม่ประสงค์จะให้คนไทยรู้ คือ เรื่องรถเก็บเชื้อโควิดที่พระราชทานให้จำนวน 20 คัน และรถวิเคราะห์ผลโควิดด่วนอีก 9 คัน
.
ตนจึงอยากจะกราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อเท่านั้น แต่ธำรงไว้ซึ่งประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนแน่นอน
.
ต่อมา ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายโดยเสนอให้มีการประธานสภาฯ ขอมติต่อที่ประชุมว่าจะพิจารณา 3 วาระรวดหรือตั้งกรรมาธิการเต็มสภาฯ หรือไม่
.
แต่ท้ายที่สุด พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ประธานในที่ประชุมได้ยืนยันดำเนินการตั้งกรรมาธิการเต็มสภาฯ ในวาระที่ 2 ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ภายหลังที่สภาฯ ลงมติในวาระที่ 1 รับหลักการด้วยเสียงทั้งหมด 451 เสียง แม้ว่าผู้นำฝ่ายค้านจะเสนอญัตติให้สภาฯ ลงมติเห็นชอบการตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาฯ
.
และได้มีการดำเนินพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ผลปรากฏว่าที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นชอบกฎหมาย 454 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง
.
#SOCIETY#BrandThink#CreativeChange#Empowering#Diversity#PositiveImpact