โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

SOCIETY: สภาฯ ผ่านกฎหมายเปลี่ยนชื่อ ‘สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ เป็น ‘สำนักงานพระคลังข้างที่’ สามวาระรวด

BrandThink

เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 05.45 น.

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปลี่ยนชื่อจาก ‘สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ เป็น ‘สำนักงานพระคลังข้างที่’ เพื่อสืบทอดความเป็นมาให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี
.
และโอนกิจการของสำนักพระราชวังในส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่ไปเป็นของสำนักงานพระคลังข้างที่
.
โดยชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลงหลักการณ์และเหตุผลของกฎหมายดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาฯ พร้อมระบุว่า เพื่อให้การพิจารณากฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงได้ขอให้สภาฯ พิจารณาโดยคณะกรรมาธิการเต็มสภา หรือ พิจารณา 3 วาระรวด
.
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้อภิปรายว่า ตนได้ให้ความสนใจกฎหมายฉบับนี้เป็นพิเศษ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ไปเกี่ยวกับทรัพย์สินของแผ่นดินที่สำคัญอย่างยิ่ง
.
โดยร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวแก้จากกฎหมายที่บัญญัติขึ้นในยุครัฐบาล คสช. ทำให้การดูแลพระราชทรัพย์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การเปลี่ยนจากคำว่า ‘ส่วน’ เป็น ‘ใน’ จากที่เคยเรียกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยก่อนหน้า เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์
.
นอกจากการเปลี่ยนชื่อ การดูแลจัดการเองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่แยกการดูแลระหว่างทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับทรัพย์สินส่วนพระองค์ ภายหลังสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแลทั้งหมดทั้งในส่วนของส่วนพระองค์และส่วนของสถาบันให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
.
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เป็นของสถาบัน จะดูแลอย่างไรให้มั่นคงสถาพรที่สุด แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นที่จะถกเถียงในวันนี้ เพราะร่างกฎหมายไม่ได้มีเนื้อหาต่อการกระทบการดูแลจัดการพระราชทรัพย์ แต่เป็นการเปลี่ยนชื่อเพียงเท่านั้น
.
ณัฐพงษ์ระบุว่าพวกตนไม่ได้มีประเด็นอะไรคัดค้าน แต่ตนอยากให้การเสนอร่างกฎหมายมีกระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ ไม่ใช่กระบวนการพิเศษเช่นการพิจารณา 3 วาระรวด เหตุเพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ยิ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
.
ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนจะทำหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ Constitional Monarchy ซึ่งก็คือระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
.
“เราจะระมัดระวังไม่ให้กฎหมายใดถูกติฉินนินทา หรือมีข้อครหาได้ว่ามีใครที่มีความพยายามในการทำให้หลุดพ้นไปจากกรอบที่ว่านี้ที่พระมหากษัตริย์ต้องทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง อันเป็นการรักษาพระราชสถานะประมุขให้ปราศจากการเมืองอย่างแท้จริง”
.
พร้อมกับเสนอให้ประธานในที่ประชุมวินิจฉัยเรื่องข้อบังคับข้อที่ 120 วรรคสองที่ระบุว่า “การพิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภาจะกระทำได้ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีร้องขอ หรือเมื่อสมาชิกเสนอญัตติโดยมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคนและที่ประชุมอนุมัติ” ว่า ‘และที่ประชุมอนุมัติ’ บังคับใช้กับการร้องขอของ ครม. หรือไม่
.
ต่อมาจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้อภิปรายว่าตนขอใช้สิทธิ์เห็นต่างกับผู้นำฝ่ายค้าน โดยระบุว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างยิ่ง
.
ทั้งนี้ตนไม่เคลือบแคลงในกฎหมายฉบับนี้แม้แต่น้อย เพราะเนื้อหากฎหมายฉบับนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ขของชาติและประชาชน ซึ่งการบริหารทรัพย์สินตามพระราชอัธยาศัย มีประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าคนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์
.
เช่น กรณีการดูแลเด็กชาติพันธุ์ได้รับการดูแลโดยพระมหากษัตริย์ผ่านมูลนิธิ หรือกรณีการช่วยเหลือโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดมประสบเหตุอัคคีภัย พระองค์ท่านได้พระราชทานทรัพย์สินช่วยเหลือก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจ
.
นอกจากนี้ มีบันทึกของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข มีโรงพยาบาลและสถานราชทัณฑ์ 44 แห่งได้รับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 2,852 ล้านบาท และอีกเรื่องคนไทยอาจลืม เพราะพระองค์ไม่ประสงค์จะให้คนไทยรู้ คือ เรื่องรถเก็บเชื้อโควิดที่พระราชทานให้จำนวน 20 คัน และรถวิเคราะห์ผลโควิดด่วนอีก 9 คัน
.
ตนจึงอยากจะกราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อเท่านั้น แต่ธำรงไว้ซึ่งประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนแน่นอน
.
ต่อมา ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายโดยเสนอให้มีการประธานสภาฯ ขอมติต่อที่ประชุมว่าจะพิจารณา 3 วาระรวดหรือตั้งกรรมาธิการเต็มสภาฯ หรือไม่
.
แต่ท้ายที่สุด พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ประธานในที่ประชุมได้ยืนยันดำเนินการตั้งกรรมาธิการเต็มสภาฯ ในวาระที่ 2 ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ภายหลังที่สภาฯ ลงมติในวาระที่ 1 รับหลักการด้วยเสียงทั้งหมด 451 เสียง แม้ว่าผู้นำฝ่ายค้านจะเสนอญัตติให้สภาฯ ลงมติเห็นชอบการตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาฯ
.
และได้มีการดำเนินพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ผลปรากฏว่าที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นชอบกฎหมาย 454 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง
.
#SOCIETY#BrandThink#CreativeChange#Empowering#Diversity#PositiveImpact

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...