โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไทยป่วยเบาหวาน พุ่ง! 6.5 ล้านคน ชูแนวคิด iPDM ดูแลผู้ป่วยเบาหวานไทย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 18.39 น.
ไทยป่วยเบาหวาน พุ่ง! ประมาณ 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และ 40% ไม่ทราบว่าตัวเองป่วย ชูแนวคิด iPDM ปรับโฉมดูแลผู้ป่วยเบาหวานไทย

ไทยป่วยเบาหวาน พุ่ง! ประมาณ 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และ 40% ไม่ทราบว่าตัวเองป่วย ชูแนวคิด iPDM ปรับโฉมดูแลผู้ป่วยเบาหวานไทย

สถานการณ์โรคเบาหวานในปัจจุบัน

โรคเบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของทั่วโลกและมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเกิดจากการดำเนินชีวิตและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ข้อมูลจาก Diabetes Atlas ฉบับที่ 11 ของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) ล่าสุดพบว่า ทั่วโลกมีผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 9 ราย (หรือ 589 ล้านคน) กำลังใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวาน โดยในจำนวนนี้ มีประมาณ 252 ล้านคนที่ยังไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะเบาหวาน ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และหลายคนมักจะได้รับการวินิจฉัยเมื่อพวกเขาเกิดอาการจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยหนึ่งอย่างไปแล้ว และทำให้พลาดโอกาสในการป้องกันหรือชะลอการเกิดโรค

ข้อมูลประมาณการผู้ป่วยโรคเบาหวานครั้งล่าสุดที่น่าตกใจจาก IDF แสดงให้เห็นว่า

-ผู้ใหญ่ 589 ล้านคน (อายุระหว่าง 20-79 ปี) ทั่วโลกกำลังใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวาน ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก และแคริบเบียนรวมกัน

-จำนวนผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานโดยประมาณ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจนถึง 853 ล้านคนภายในปี 2593

-ผู้ใหญ่ 3 ใน 4 รายที่เป็นเบาหวานอาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง (LMICs)

-โรคเบาหวานเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนกว่า 3.4 ล้านรายต่อปี

-ผู้ใหญ่ 1 ใน 8 รายมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

-เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 1.8 ล้านคน กำลังใช้ชีวิตอยู่กับเบาหวานชนิดที่ 1

สถิติที่น่าสนใจ โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสุขภาพที่เร่งด่วนที่สุดในปัจจุบัน

-ภายในปี 2050 สมาคมเบาหวานนานาชาติ (IDF) คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกเกือบ 853 ล้านคน โดยมากกว่า 20% มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-คาดว่าร้อยละ 95 ของการเพิ่มขึ้นนี้จะเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง

-จากจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกในปัจจุบันที่มี 589 ล้านคน มีถึงร้อยละ 40 ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

-ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาโรคเบาหวานทั่วโลกเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ซึ่งสร้าง ภาระทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

-ยังคงมีภารกิจสำคัญอีกมากในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน เพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาและการดูแลที่เป็นธรรม ครอบคลุม ราคาไม่แพง และมีคุณภาพ จะพร้อมสำหรับทุกคนที่ได้รับการวินิจฉัยโรค

สถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย

ขณะที่ประเทศไทย มีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 1 ใน 10 คน หรือประมาณ 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และ 40% ไม่ทราบว่าตัวเองป่วย สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการคัดกรองเบื้องต้น การติดตามผล และการเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียมและทันสมัย และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยไทยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม เนื่องจาก ช่องว่างในการคัดกรองและการรักษา ทำให้ในปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญความท้าทายในการเข้าถึงยารักษาและเทคโนโลยีติดตามอาการใหม่ๆ อย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

วิวัฒนาการของการจัดการโรคเบาหวาน

การจัดการโรคเบาหวานมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดจากการตรวจปัสสาวะในยุคเริ่มต้น ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและโซลูชันดิจิทัลใหม่ๆ ทำให้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (SMBG) ผ่านการเจาะนิ้ว เป็นวิธีที่ได้รับคำแนะนำและแพร่หลายที่สุดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการใช้งานร่วมกับแอปสุขภาพบนมือถือช่วยให้ผู้ป่วยสามารถบันทึกข้อมูลสำคัญต่างๆ เช่น การฉีดอินซูลิน การรับประทานยา และมื้ออาหาร และสามารถแชร์กับแพทย์ได้แบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ตาม ระบบตรวจน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง (CGM) ได้กลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดการโรคเบาหวาน ด้วยความสามารถในการให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้อย่างทันท่วงที แต่ถึงกระนั้น การควบคุมน้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพก็ยังเป็นช่องว่างสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยอาจยังมีภาวะน้ำตาลต่ำ ภาวะแทรกซ้อน และคุณภาพชีวิตที่ถดถอยจากการขาดความรู้ การไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือการไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม

แนวคิด Integrated Personalised Diabetes Management (iPDM) หรือ การบริหารจัดการโรคเบาหวานแบบบูรณาการเฉพาะบุคคล จึงถูกพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยผู้ป่วยควบคุมชีวิตประจำวันด้วยการจัดการแบบครบวงจร ตั้งแต่การวัดระดับน้ำตาล การจดบันทึกดิจิทัล ไปจนถึงการออกแบบแผนการรักษาเฉพาะตัว ซึ่งส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย และช่วยให้ตัดสินใจในการรักษาได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประโยชน์ที่พิสูจน์ได้ของ iPDM และเทคโนโลยีดิจิทัลด้านเบาหวาน

iPDM และ CGM ช่วยให้ผู้ป่วยในประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถเชื่อมโยงการสนับสนุนจากแพทย์เข้ากับการจัดการในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยมีเวลาที่ระดับน้ำตาลอยู่ในช่วงที่ปลอดภัยมากขึ้น ลดเวลาที่น้ำตาลต่ำ และลดโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลต่ำรุนแรง แต่ในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง (LMICs) การนำ iPDM มาใช้ยังถูกจำกัดจากทรัพยากรที่จำกัด บุคลากรผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติในระบบสุขภาพจริง

ศาสตราจารย์จูเลียนา ชาน ผู้อำนวยการสถาบันโรคเบาหวานและโรคอ้วนแห่งมหาวิทยาลัยจีนฮ่องกง กล่าวว่า “CGM ได้ปฏิวัติการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน แต่ในประเทศรายได้ต่ำยังมีปัญหาในการเข้าถึงเครื่องมือ ความรู้ และการสนับสนุนที่จำเป็น หากจะอุดช่องว่างนี้ เราต้องสร้างความตระหนัก ส่งเสริมการคัดกรองเชิงรุก และดูแลผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับการรักษาจริง”

บางโครงการนำร่องในประเทศ LMICs พบว่า เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถลดช่องว่างของความรู้และการนำไปใช้ได้จริง ทำให้การประสานงานด้านการรักษาระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังประหยัดงบประมาณอีกด้วย ตัวอย่างในประเทศไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ศึกษาประสิทธิภาพของการดูแลผ่านระบบทางไกล พบว่าผู้ป่วยที่ใช้เทคโนโลยีสามารถควบคุมน้ำตาลได้ดีกว่ากลุ่มที่จดบันทึกด้วยกระดาษ ทั้งในระยะ 12 และ 24 สัปดาห์

ด้าน รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ เลขาธิการสมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “หลายประเทศ รวมถึงไทย กำลังเผชิญวิกฤตเบาหวาน มีผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่ได้รับการวินิจฉัย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มเปราะบาง การขาดแคลนเครื่องมือและยาใหม่ๆ เป็นอุปสรรคสำคัญ โครงการนำร่องแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีอย่าง CGM และแอปการจัดการภาวะเบาหวานสามารถยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและควบคุมโรคได้ดีขึ้น หากเราเร่งลงทุนและขยายการเข้าถึง เทคโนโลยีเหล่านี้จะเชื่อมโยงความรู้ทางการแพทย์กับชีวิตจริง ทำให้ผู้ป่วยจัดการโรคได้ด้วยตนเองและมีสุขภาพที่ดีขึ้น”

อีกกรณีศึกษาจากอินเดียที่ Jothydev’s Diabetes Research Centre ได้ใช้ระบบดูแลเบาหวานทางไกล (DTMS) ด้วยการติดตามระดับน้ำตาลและการโค้ชแบบเฉพาะบุคคล โดยใช้งบเพียงเดือนละ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการดูแลที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และคุ้มค่าต่อการลงทุน

ขณะที่ นพ.โจธีเดฟ เคซาวาเดฟ ประธานศูนย์เบาหวานในรัฐเกรละ กล่าวว่า “เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการดูแลเบาหวาน คือสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ หากเราบูรณาการเครื่องมือที่ชาญฉลาดเข้ากับระบบสุขภาพ จะช่วยให้ดูแลโรคเบาหวานได้อย่างคุ้มค่า ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...